Net Zero 2050 ไทย: พลังงานสะอาด นิวเคลียร์ และ AI ต้องเดินด้วยกัน

AI ในภาคพลังงานไทย: การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดBy 3L3C

ไทยเร่งเป้า net zero ปี 2050 บีบให้ต้องเพิ่มพลังงานหมุนเวียน ดัน SMR และใช้ AI บริหารกริด ใครเริ่มใช้ AI จัดการพลังงานวันนี้จะได้เปรียบระยะยาว

net zero 2050AI ภาคพลังงานพลังงานหมุนเวียนSMR นิวเคลียร์PDP ไทยการจัดการพลังงานองค์กร
Share:

Net Zero 2050 ไทย: พลังงานสะอาด นิวเคลียร์ และ AI ต้องเดินด้วยกัน

ภายในเวลาแค่ครึ่งปีแรกของปี 2567 ระบบไฟฟ้าไทยปล่อยคาร์บอนกว่า 48.1 ล้านตัน CO₂ ยังไม่รวมขนส่งและอุตสาหกรรม ตัวเลขนี้คือสาเหตุหนึ่งที่รัฐบาลอนุทินตัดสินใจ “เร่งเวลา” เป้าหมาย net zero จากปี 2065 มาเป็นปี 2050 ซึ่งทำให้ทั้งแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ระบบโครงข่าย และแผนลงทุนของเอกชนต้องคิดใหม่แทบยกแผง

ในซีรีส์ “AI ในภาคพลังงานไทย: การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด” บทความนี้จะโฟกัสว่า เป้า net zero 2050 ที่เพิ่งถูกเร่งเข้ามา กำลัง “บังคับ” ให้ไทยต้องเร่งเพิ่มพลังงานหมุนเวียน เปิดทาง SMR (small modular reactor) และสำคัญมากคือ ต้องดึง AI เข้ามาช่วยบริหารกริด พยากรณ์พลังงานหมุนเวียน และบริหารความเสี่ยง ไม่อย่างนั้นสมดุลระหว่างความสะอาด ราคาถูก และความมั่นคงทางพลังงานจะไปไม่ถึง

1. Net Zero 2050 เปลี่ยนเกมนโยบายพลังงานไทยอย่างไร

คำตอบสั้น ๆ คือ เป้าหมายใหม่ทำให้ไทยต้อง

  • ลดฟอสซิลไวขึ้น
  • เพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนให้มากกว่าที่เคยวางไว้ใน PDP 2024
  • เปิดทางเทคโนโลยีใหม่ทั้ง นิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) และ AI ในการจัดการพลังงาน

ภายใต้ PDP 2024 เดิม ไทยตั้งใจให้พลังงานหมุนเวียนมีสัดส่วน 51% ภายในปี 2037 ซึ่งเหมาะกับเป้า net zero ปี 2065 แต่เมื่อเลื่อนเป้ามา 2050 งานวิจัยของ BloombergNEF (พ.ค. 2025) ประเมินว่า ไทยต้องดันสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนไปให้ได้ราว 77% ภายในปี 2050 จึงจะ “ทันเวลา”

นี่ไม่ใช่แค่เรื่องเพิ่มโซลาร์ฟาร์มลอยน้ำอีกสองสามโครงการ แต่เป็นเรื่องของการ

  • ดีไซน์ โครงข่ายไฟฟ้า (grid) ใหม่ให้ยืดหยุ่นและฉลาดขึ้น
  • ลงทุน ระบบกักเก็บพลังงาน (battery / pumped hydro)
  • ใช้ AI เพื่อปรับสมดุลกริดและคาดการณ์โหลดแบบเรียลไทม์

ความจริงคือ ถ้าไม่เอา AI เข้ามาช่วยบริหารการเปลี่ยนผ่าน พอเราขยายโซลาร์-ลมแบบหนัก ๆ กริดจะปั่นป่วนทันที ทั้งความผันผวน ราคา และความเสี่ยงดับทั้งระบบ

2. ก๊าซธรรมชาติ: เชื้อเพลิงสะพาน แต่ต้อง “ฉลาดใช้”

รัฐบาลยังมอง ก๊าซธรรมชาติ เป็น “เชื้อเพลิงสะพาน” จากถ่านหินไปสู่พลังงานสะอาด เพราะ

  • สะอาดกว่าถ่านหินอย่างชัดเจน
  • สามารถเร่ง-ลดการเดินเครื่องได้เร็ว ช่วยพยุงกริดเวลาพลังงานหมุนเวียนตกลง (เช่น ช่วงไม่มีลม หรือเมฆบังแดด)

แต่ถ้าใช้แบบเดิม ๆ โดยไม่ปรับอะไร ก็มีโอกาส “ล็อกอินฟอสซิล” ยาวเกินจำเป็น ผิดทางกับ net zero 2050

AI ช่วยให้การใช้ก๊าซ “คุ้มคาร์บอน” มากขึ้นได้ยังไง

ถ้าโรงไฟฟ้าก๊าซและ กฟผ. รวมถึงผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน เริ่มเอา AI มาช่วยบริหาร จะเกิดผลลัพธ์ที่จับต้องได้ เช่น

  • ปรับตารางเดินเครื่อง (unit commitment) แบบอัตโนมัติให้ใช้ก๊าซเท่าที่จำเป็น โดยคำนวณจาก
    • พยากรณ์โหลดไฟฟ้า
    • พยากรณ์โซลาร์-ลม
    • ราคาเชื้อเพลิง และข้อจำกัดด้านสิ่งแวดล้อม
  • เพิ่มประสิทธิภาพการเผาไหม้ ผ่านระบบควบคุมขั้นสูง (advanced process control) ที่เรียนรู้จากข้อมูลเซนเซอร์จริง ลดการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงต่อหน่วยไฟฟ้า
  • บำรุงรักษาเชิงคาดการณ์ (predictive maintenance) ลด downtime และการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ที่ทำให้ปล่อยคาร์บอนมากเกินจำเป็น

มุมมองผมคือ ถ้าประเทศไทยจะยังใช้ก๊าซเป็นเชื้อเพลิงสะพาน ก็ต้องเป็น “ก๊าซที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและ AI” ไม่ใช่ก๊าซในแบบเดิม

3. เพิ่มพลังงานหมุนเวียนให้ถึง 77%: งานนี้ AI คือสมองของระบบ

การดันสัดส่วน พลังงานหมุนเวียน ให้สูงถึงระดับ 70–80% ของมิกซ์พลังงาน ไม่ใช่แค่เรื่องติดตั้งแผงโซลาร์ให้เยอะที่สุด แต่คือการจัดการกับ 3 ปัญหาหลัก:

  1. ความผันผวน (intermittency) – แดดและลมไม่ได้มีตลอดเวลา
  2. การกักเก็บพลังงาน – แบตเตอรี่ยังแพง ต้องคิดให้คุ้มว่าควรติดตั้งที่ไหน เท่าไร
  3. ความมั่นคงของระบบ (reliability) – ไฟต้องไม่ดับ แม้พลังงานหมุนเวียนขึ้น ๆ ลง ๆ ตลอดวัน

นี่คือพื้นที่ที่ AI ทำงานได้ดีมาก และหลายประเทศก็เริ่มพิสูจน์ให้เห็นแล้ว

3.1 พยากรณ์โซลาร์และลมด้วย AI

โมเดล AI สามารถใช้ข้อมูล

  • ภาพถ่ายดาวเทียม
  • ข้อมูลสภาพอากาศจากเรดาร์
  • ข้อมูลผลิตจริงในอดีต

เพื่อ พยากรณ์กำลังผลิตโซลาร์และลมล่วงหน้าเป็นนาที–ชั่วโมง ความแม่นยำสูงกว่าการใช้โมเดลสถิติแบบเดิม ๆ อย่างชัดเจน

ในบริบทไทย ตัวอย่างการใช้งานที่มีเหตุผลมากคือ

  • การพยากรณ์โซลาร์ฟาร์มขนาดใหญ่ในระยอง ชลบุรี สระบุรี ฯลฯ เพื่อให้ศูนย์ควบคุมการไฟฟ้าเตรียมปรับโหลดโรงไฟฟ้าก๊าซ
  • การพยากรณ์ลมในพื้นที่ชายฝั่งอ่าวไทย และอันดามัน สำหรับโครงการลมทั้งบนบกและในทะเลที่อาจเกิดในอนาคต

3.2 การปรับสมดุลกริด (grid balancing) แบบอัตโนมัติ

AI สามารถทำหน้าที่เป็น “มันสมองของกริด” โดย

  • คาดการณ์โหลดและกำลังผลิตจากทุกแหล่ง แบบราย 5 นาทีหรือ 15 นาที
  • คำนวณชุดสั่งการที่เหมาะที่สุด เช่น
    • ให้โรงไฟฟ้าก๊าซบางหน่วยเพิ่มกำลัง
    • ให้แบตเตอรี่บางแห่งชาร์จ หรือคายไฟ
    • เพิ่มหรือลดการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตรายเล็ก

สิ่งนี้คือหัวใจของ “การจัดการพลังงาน” สมัยใหม่ ที่ช่วยให้กริดรับพลังงานหมุนเวียนสูง ๆ ได้โดยไม่ลดความมั่นคงของระบบ

3.3 Demand Response + AI: ทำให้ฝั่งโหลดฉลาดขึ้น

ที่ผ่านมา โฟกัสมักอยู่ที่ฝั่งการผลิต แต่ถ้าฝั่ง ผู้ใช้ไฟฟ้า ฉลาดขึ้น ระบบทั้งหมดจะยืดหยุ่นกว่าเดิมมาก

ตัวอย่างในไทยที่ทำได้ทันที:

  • โรงงานปิโตรเคมี เหล็ก ซีเมนต์ ทำ contract demand response
    • AI ช่วยคำนวณว่า ช่วงเวลาไหนควรลดโหลดเพื่อแลกกับส่วนลดค่าไฟ
    • ระบบควบคุมสายการผลิตปรับเองอัตโนมัติ
  • อาคารสำนักงานขนาดใหญ่ ห้างสรรพสินค้า โรงแรม ใช้
    • AI ปรับอุณหภูมิแอร์ ลิฟต์ แสงสว่าง ให้ใช้ไฟต่ำลงช่วงพีก โดยไม่กระทบประสบการณ์ผู้ใช้มากเกินไป

การมี demand response ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ช่วยลดความจำเป็นในการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ และถือเป็นอีกเครื่องมือสำคัญในการไปให้ถึง net zero 2050

4. SMR: นิวเคลียร์ขนาดเล็กที่ไทยเริ่มมองจริงจัง

หนึ่งในความเปลี่ยนแปลงใหญ่ของ PDP ฉบับใหม่ คือการเปิดรับ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก หรือ SMR (Small Modular Reactor)

SMR มีคุณสมบัติที่ตอบโจทย์หลายด้านพร้อมกัน:

  • ขนาดไม่ใหญ่เกินไป (ไม่เกินราว 300 MW ต่อหน่วย)
  • เดินเครื่องได้ 24 ชั่วโมง ไม่ผันผวนเหมือนโซลาร์-ลม
  • ปล่อยคาร์บอนแทบเป็นศูนย์ระหว่างเดินเครื่อง
  • สามารถติดตั้งแบบโมดูลาร์ ใกล้โหลดใหญ่ เช่น นิคมอุตสาหกรรม หรือดาต้าเซ็นเตอร์

ทั้ง กฟผ. และเอกชนอย่าง GPSC (ในเครือ ปตท.) เริ่มประกาศทิศทางสนใจลงทุน SMR ชัดเจนมากขึ้น มีการพูดคุยกับพันธมิตรต่างประเทศ และเตรียมพัฒนาบุคลากรร่วมกับมหาวิทยาลัยไทย เช่น จุฬาฯ

4.1 บทบาทของ AI ใน SMR

หลายคนอาจมองว่า นิวเคลียร์คือเทคโนโลยีโรงไฟฟ้ายุคเก่า แต่ความจริง SMR ยุคใหม่ถูกออกแบบมาคู่กับระบบดิจิทัลและ AI อย่างมาก:

  • ระบบควบคุมความปลอดภัย (safety systems) ใช้ AI ช่วยตรวจจับสัญญาณผิดปกติเล็กน้อยมาก ๆ จากเซนเซอร์นับพันจุด ก่อนจะลุกลาม
  • การบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์ ตรวจจับการเสื่อมของอุปกรณ์สำคัญ เช่น ปั๊ม วาล์ว ฮีตเอกซ์เชนเจอร์ ลดโอกาสหยุดเดินเครื่องฉุกเฉิน
  • การวิเคราะห์ความเสี่ยง (risk analytics) ผสานข้อมูลปฏิบัติการจริงกับแบบจำลองความน่าจะเป็น เพื่อวางแผนลดความเสี่ยงเชิงรุก

แน่นอนว่าประเด็น “การยอมรับของสาธารณะ” ยังเป็นโจทย์ใหญ่ของนิวเคลียร์ในไทย ผมมองว่าถ้ารัฐและผู้พัฒนาใช้ข้อมูลแบบเปิดเผย โปร่งใส และอธิบายให้ชัดว่า AI ถูกใช้เพื่อยกระดับความปลอดภัยอย่างไร โอกาสยอมรับจะมากขึ้นกว่าการสื่อสารแบบเดิมที่เน้นแต่คำว่า “ปลอดภัย” โดยไม่มี data รองรับ

5. สำหรับองค์กรไทย: จะเริ่มใช้ AI ในการจัดการพลังงานอย่างไรดี

ผลจากเป้า net zero 2050 ไม่ได้กระทบแค่หน่วยงานรัฐหรือ กฟผ. แต่ยังหมายถึง แรงกดดันต่อภาคเอกชน ที่ต้องลดคาร์บอนของตัวเอง โดยเฉพาะกลุ่มที่ใช้ไฟสูง เช่น

  • ดาต้าเซ็นเตอร์
  • อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์
  • ปิโตรเคมี เหล็ก ซีเมนต์
  • กลุ่มค้าปลีกและโลจิสติกส์ขนาดใหญ่

ถ้าจะไม่รอให้กฎบังคับอย่างเดียว ผมแนะนำ 4 ก้าวเริ่มต้นแบบ pragmatic:

  1. เก็บและจัดระเบียบข้อมูลพลังงานให้ดี
    เก็บข้อมูลการใช้ไฟแบบละเอียด (interval data), ข้อมูลโหลดเครื่องจักร, ข้อมูลสภาพอากาศภายในโรงงาน/อาคาร นี่คือพื้นฐานของทุกโครงการ AI

  2. เริ่มจาก use case ง่ายแต่เห็นผลเร็ว

    • AI ปรับตารางการเดินเครื่องแอร์และชิลเลอร์ในอาคารขนาดใหญ่
    • ระบบแจ้งเตือนอุปกรณ์กินไฟผิดปกติในโรงงาน เคสพวกนี้มักคืนทุนใน 1–3 ปี และช่วยสร้างความเชื่อมั่นภายในองค์กร
  3. เชื่อมต่อกับโอกาส Demand Response และโครงการภาครัฐ
    ถ้าการไฟฟ้าเริ่มเปิดโครงการ demand response หรือ dynamic pricing AI ฝั่งลูกค้าจะมีบทบาทสำคัญมากในการตัดสินใจปรับโหลดแบบอัตโนมัติให้คุ้มค่าและไม่กระทบธุรกิจ

  4. วางโรดแมปด้านคนและพันธมิตรเทคโนโลยี

    • สร้างทีม data / energy management ภายใน
    • จับมือกับผู้เชี่ยวชาญด้าน AI พลังงาน แทนที่จะพยายามทำทุกอย่างเองตั้งแต่วันแรก

องค์กรที่ลงมือเร็วจะได้เปรียบทั้งด้านต้นทุนพลังงาน ภาพลักษณ์ ESG และโอกาสเข้าร่วม value chain พลังงานสะอาดใหม่ ๆ เช่น โครงการซื้อไฟฟ้าหมุนเวียนระยะยาว (PPA) หรือการใช้ใบรับรองพลังงานหมุนเวียน (REC)

6. มองไปข้างหน้า: Net Zero 2050 จะสำเร็จได้ ต้องมี ‘AI’ อยู่ในทุกชั้นของระบบพลังงาน

เป้า net zero 2050 ของไทยกำลังบังคับให้ทั้งประเทศต้องคิดเรื่องพลังงานแบบใหม่ทั้งหมด ตั้งแต่ระดับ

  • นโยบาย (PDP ใหม่ที่ต้องรองรับพลังงานหมุนเวียน 70%+ และ SMR)
  • การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน (โซลาร์ ลม แบตเตอรี่ ก๊าซ นิวเคลียร์)
  • ไปจนถึงการใช้ไฟของภาคธุรกิจและครัวเรือน

ถ้าจะพูดให้ตรง ผมคิดว่า “พลังงานสะอาดล้วน ๆ แบบไม่ใช้ AI” แทบจะเป็นไปไม่ได้ในเชิงระบบ อย่างน้อยในสเกลประเทศ AI จะต้องเข้าไปอยู่ในทุกชั้น:

  • ชั้นวางแผนกำลังผลิตระยะยาว
  • ชั้นควบคุมกริดแบบเรียลไทม์
  • ชั้นบริหารโรงไฟฟ้าแต่ละแห่ง
  • ชั้นจัดการโหลดและความต้องการใช้ไฟของผู้ใช้ปลายทาง

สำหรับองค์กรไทยที่อยากเป็นส่วนหนึ่งของคำตอบ ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของปัญหา จุดเริ่มที่ดีคือ มองการจัดการพลังงานเป็น “โจทย์ข้อมูลและ AI” ไม่ใช่แค่ค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภค

ใครเริ่มเก็บข้อมูลและทดลองใช้ AI กับพลังงานในปี 2568–2569 จะกลายเป็นกลุ่มที่พร้อมที่สุด เมื่อกติกา net zero ถูกบังคับใช้จริงจังทั้งจากรัฐ คู่ค้า และตลาดโลกในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า


ถ้าคุณกำลังวางแผนลดคาร์บอนในองค์กร หรือสนใจใช้ AI ในการจัดการพลังงาน ในบทความถัดไปของซีรีส์นี้ เราจะลงลึกตัวอย่าง use case จริงของ AI ในการบริหารโซลาร์รูฟท็อป โรงงาน และดาต้าเซ็นเตอร์ในไทย ว่าอะไรทำแล้วคุ้ม อะไรควรเลี่ยง และควรเริ่มอย่างไรให้ทีมภายใน “ไปด้วยกันได้”