ถอดบทเรียน Bangchak: วัฒนธรรม + AI ขับเคลื่อนพลังงานสะอาด

AI ในภาคพลังงานไทย: การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดBy 3L3C

ถอดบทเรียนวัฒนธรรมองค์กรแบบ Bangchak แล้วแปลงเป็นแผนสร้างคน + AI สำหรับ SME พลังงานไทย เดินหน้าสู่พลังงานสะอาดอย่างใช้ได้จริง

AI ภาคพลังงานพลังงานสะอาดวัฒนธรรมองค์กรBangchakDigital TransformationSME ไทยEnergy Management
Share:

Featured image for ถอดบทเรียน Bangchak: วัฒนธรรม + AI ขับเคลื่อนพลังงานสะอาด

วัฒนธรรมองค์กรที่ดี คือเทคโนโลยีเร่งความเปลี่ยนผ่านตัวจริง

องค์กรพลังงานที่เปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดแล้ว “ไปต่อได้ยาว” มักมีสิ่งหนึ่งเหมือนกันคือ วัฒนธรรมองค์กรที่พร้อมเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่แค่มีงบลงทุน ไม่ใช่แค่ซื้อระบบ AI แพง ๆ แล้วคิดว่าจบ

Bangchak เป็นหนึ่งในเคสที่ชัดมากในไทย จากบทสนทนาใน Techsauce Podcast TS Culture EP.03 จะเห็นว่าเบื้องหลังการเปลี่ยนตัวเองจากบริษัทน้ำมันแบบดั้งเดิมไปสู่ธุรกิจพลังงานสะอาดและเทคโนโลยีใหม่ ๆ คือ “วัฒนธรรม” ไม่ใช่แค่กลยุทธ์บนกระดาษ

สำหรับซีรีส์ AI ในภาคพลังงานไทย: การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด บทความนี้อยากชวนมองต่างมุมหน่อย: ถ้า SME พลังงานไทย หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อยากใช้ AI มาช่วยบริหารกริดไฟฟ้า พยากรณ์พลังงานหมุนเวียน หรือทำบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์ แบบที่หลายประเทศเริ่มทำกันแล้ว โจทย์แรกไม่ใช่เลือกแพลตฟอร์ม แต่คือสร้าง “คน + วัฒนธรรม” ให้รองรับมันได้จริง

นี่คือสิ่งที่เราถอดได้จากกรณี Bangchak แล้วปรับใช้กับการใช้ AI ในภาคพลังงานไทย โดยเฉพาะสำหรับองค์กรขนาดกลางและ SME ที่ต้องเดินเกมให้คมกว่าในยุคเงินทุนไม่ใช่ข้อได้เปรียบเดียว


1. ทำไมวัฒนธรรมองค์กรถึงสำคัญกว่าซอฟต์แวร์ AI

คำตอบตรง ๆ คือ AI ในภาคพลังงานจะล้มเหลวทันที ถ้าวัฒนธรรมองค์กรต่อต้านการเปลี่ยนแปลง ต่อให้คุณมีโมเดลพยากรณ์โหลดไฟฟ้าแม่นระดับ 95% แต่ถ้าทีมปฏิบัติการยังตัดสินใจจาก “ความเคยชิน” ไม่สนใจข้อมูล ผลลัพธ์ก็ไม่ต่างอะไรจากไม่มีระบบ

กรณี Bangchak ชี้ให้เห็นชัดเจนว่า เมื่อองค์กรพลังงานเจอแรงกดดันจาก

  • ดีมานด์พลังงานสะอาดที่เพิ่มขึ้นทุกปี
  • กฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น
  • เทคโนโลยีใหม่อย่าง Solar, Storage, EV, Microgrid

สิ่งที่พวกเขาโฟกัสไม่ใช่แค่ลงทุนในเทคโนโลยี แต่คือ ปรับวัฒนธรรมจาก “เชื้อเพลิงฟอสซิล” ไปสู่ “องค์กรเทคโนโลยีพลังงานสะอาด”

สำหรับ SME หรือผู้เล่นรายกลางในภาคพลังงานไทย เรื่องนี้ยิ่งสำคัญกว่า เพราะคุณไม่มีเงินเยอะเท่าบริษัทใหญ่ แต่คุณมีข้อได้เปรียบด้านความคล่องตัว ถ้าวัฒนธรรมพร้อม การทดลองใช้ AI จะไปได้ไกลกว่าองค์กรที่ใหญ่แต่คิดช้า

AI ที่เก่งที่สุดก็ไร้ค่า ถ้าคนในห้องควบคุมไม่เชื่อข้อมูลของมัน


2. 4 แกนวัฒนธรรมแบบ Bangchak ที่ช่วยรับมือการเปลี่ยนแปลง

จากเคสของ Bangchak และองค์กรพลังงานรายใหญ่หลายแห่ง ผมสรุปแกนวัฒนธรรมหลักที่ทำให้พนักงานพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงในโลกพลังงานและ AI ได้จริง ๆ ไว้ 4 ข้อ และคุณสามารถเอาไปปรับใช้ในองค์กรตัวเองได้เลย

2.1 วัฒนธรรม “มองไกลกว่าโรงกลั่น”

Bangchak ไม่ได้ยึดติดว่าตัวเองเป็นแค่ธุรกิจโรงกลั่นน้ำมัน แต่ขยายภาพตัวเองเป็น “บริษัทพลังงานเพื่ออนาคต” นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะทำให้คนในองค์กรเปิดรับธุรกิจใหม่ เช่น

  • พลังงานหมุนเวียน (โซลาร์ วินด์ ไบโอ)
  • สถานีชาร์จรถ EV
  • โครงการด้านคาร์บอนเครดิต

ในเชิง AI นี่คือการเปิดทางให้ใช้เทคโนโลยีในหลายมิติ เช่น การใช้

  • AI พยากรณ์การผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์ฟาร์มตามสภาพอากาศ
  • AI ทำ Demand Response ปรับโหลดฝั่งผู้ใช้
  • AI วิเคราะห์ Carbon Footprint ของห่วงโซ่อุปทาน

ถ้าองค์กรยังคิดว่าหน้าที่เรามีแค่ “ส่งเชื้อเพลิงให้ทันเวลา” มุมมองแบบนี้จะไม่เกิดเลย

2.2 วัฒนธรรม “เชื่อในข้อมูลมากกว่าเสียงเดา”

Podcast ของ Techsauce หลายตอนพูดตรงกันว่า บริษัทที่เปลี่ยนผ่านสู่ Digital / AI ได้จริง มักมี “Data Culture” ที่ชัดเจนคือ

  • ตัดสินใจบนฐานข้อมูล ไม่ใช่ความรู้สึกเฉพาะบุคคล
  • ให้ทีมปฏิบัติการเข้าถึงข้อมูลเรียลไทม์
  • ตั้งคำถามกับตัวเลขได้อย่างปลอดภัย ไม่ใช่เถียงกันด้วยอีโก้

สำหรับภาคพลังงาน นี่คือหัวใจของ

  • การบริหารกริดไฟฟ้าแบบ Real-time
  • การพยากรณ์โหลด (Load Forecasting)
  • การบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์ (Predictive Maintenance)

ถ้าเราอยากใช้ AI วิเคราะห์สภาพเครื่องจักรในโรงไฟฟ้า แต่ช่างยังจดบันทึกในสมุด และไม่ยอมใส่ข้อมูลลงระบบเพราะ “เสียเวลา” โมเดล AI ก็จะมีแต่ข้อมูลหลุม ๆ ไม่แม่น และสุดท้ายใคร ๆ ก็จะสรุปว่า “AI ใช้ไม่ได้หรอก” ทั้งที่ปัญหาจริงอยู่ที่วัฒนธรรมข้อมูล ไม่ใช่เทคโนโลยี

2.3 วัฒนธรรม “ทดลองเล็ก เร็ว เรียนรู้ไว”

จากหลายตอนของ Techsauce ที่สัมภาษณ์องค์กรใหญ่ เช่น OR, SCG, InnovestX จะเห็นรูปแบบเดียวกันคือเขาไม่ทำ Digital Transformation แบบโปรเจกต์ยักษ์ครั้งเดียว แต่ใช้แนวทาง

  • เริ่มทดลองเล็ก ๆ (Pilot) 3–6 เดือน
  • วัดผลชัดเจน เช่น ลด Downtime ได้กี่ชั่วโมง ลดค่าไฟกี่เปอร์เซ็นต์
  • ถ้าเวิร์กค่อยขยาย ถ้าไม่เวิร์กก็จบ ไม่ต้องฝืน

นี่คือแนวคิดที่ SME ภาคพลังงานควรเอามาใช้กับโครงการ AI เช่น

  • ทดลองใช้ AI ทำ Predictive Maintenance แค่กับปั๊มหรือมอเตอร์ที่เสี่ยงสูงก่อน
  • ทดลองระบบพยากรณ์โหลดไฟฟ้าในบางพื้นที่ ไม่ต้องทั้งจังหวัด
  • ลองติดตั้ง Energy Management System ในสายการผลิตเส้นเดียวก่อนทั้งโรงงาน

วัฒนธรรมที่ยอมรับว่า “ลองผิดได้ แต่ต้องเรียนรู้เร็ว” ทำให้พนักงานไม่กลัว AI และพร้อมร่วมมือ แทนที่จะมองว่าเป็นโปรเจกต์จากสำนักงานใหญ่ที่ต้องรอคำสั่งอย่างเดียว

2.4 วัฒนธรรม “คนทุกระดับต้องเข้าใจว่า AI ไม่ได้มาแย่งงาน แต่เปลี่ยนรูปแบบงาน”

Techsauce พูดเรื่องนี้บ่อย โดยเฉพาะใน EP.129 ที่ว่ามนุษย์กับ AI ต้องเป็นส่วนหนึ่งกัน ไม่ใช่ฝั่งหนึ่งชนะอีกฝั่งหนึ่งแพ้ ในภาคพลังงาน ความกลัวเรื่องนี้ชัดมาก เช่น

  • พนักงานกลัวว่าระบบตรวจวัดอัตโนมัติจะมาแทนทีมตรวจหน้างาน
  • ทีมวางแผนกลัวว่า AI Forecast จะมาแทนงานวิเคราะห์

วัฒนธรรมแบบ Bangchak ที่เน้นการสื่อสารเป้าหมายระยะยาวชัด ๆ ช่วยได้เยอะ เช่น

  • อธิบายให้เห็นว่า AI ช่วยลดงานรูทีน เพื่อให้คนไปทำงานที่ใช้วิจารณญาณมากขึ้น
  • แสดงตัวอย่างชัด ๆ ว่าเมื่อใช้ AI แล้ว คนเดิมได้สกิลใหม่ ได้บทบาทใหม่
  • ตั้งโครงการ Upskill/Reskill ด้าน Data และ AI สำหรับคนหน้างานจริง

องค์กรที่ทำได้ตรงนี้ พนักงานจะเริ่มถามว่า “AI ช่วยอะไรเราได้อีก” แทนที่จะถามว่า “อีกหน่อยเราจะตกงานไหม”


3. แปลงบทเรียน Bangchak เป็นแผนลงมือสำหรับ SME พลังงาน

เอาให้เป็นรูปธรรม ถ้าเป็น SME ไทยที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับพลังงาน เช่น

  • ผู้ติดตั้งระบบโซลาร์รูฟท็อป
  • โรงงานผลิตชิ้นส่วนอุปกรณ์ไฟฟ้า
  • ผู้ให้บริการด้านบำรุงรักษาระบบไฟฟ้า หรือระบบปรับอากาศขนาดใหญ่

แล้วอยากเริ่มใช้ AI ด้านพลังงานและการจัดการพลังงาน โดยไม่หลงทาง ผมแนะนำเฟรมเวิร์ก 5 ขั้นที่ผูกกับวัฒนธรรมองค์กรไปพร้อมกันแบบนี้

ขั้นที่ 1: ตั้งโจทย์ธุรกิจที่ชัด ก่อนคิดถึง AI

อย่าเริ่มจากเทคโนโลยี เริ่มจากปัญหาธุรกิจ เช่น

  • ค่าไฟโรงงานสูง แต่ไม่รู้ว่า Peak Load มาจากจุดไหน
  • เครื่องจักรเสียบ่อย ทำให้ต้องหยุดการผลิตโดยไม่คาดคิด
  • ลูกค้าร้องเรียนเรื่องแรงดันไฟไม่คงที่ในบางช่วงเวลา

จากนั้นค่อยถามว่า ถ้ามีข้อมูลและ AI ช่วย เราจะแก้ปัญหานี้ง่ายขึ้นแค่ไหน เช่น

  • ใช้ AI วิเคราะห์ Demand Profile ของโรงงาน เพื่อออกแบบการจัดการโหลด
  • ใช้ Predictive Maintenance จากข้อมูลสั่นสะเทือนและอุณหภูมิของอุปกรณ์
  • ใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลจาก Smart Meter เพื่อหาความผิดปกติของแรงดัน

ขั้นที่ 2: รวบรวมข้อมูลให้ใช้ได้จริง (Data Foundation)

AI ในภาคพลังงานจะดีได้เท่ากับคุณภาพข้อมูลเท่านั้น เทคนิคไม่ซับซ้อน แต่ต้องทำให้ได้จริง เช่น

  • เก็บข้อมูลแบบ Timestamp ชัดเจน (เวลาเดียวกันทั้งระบบ)
  • ลดการจดมือ เปลี่ยนเป็นระบบออนไลน์หรือ IoT เท่าที่ทำได้
  • ทำ Data Cleaning ขั้นพื้นฐาน เช่น ตรวจค่าผิดปกติ ช่องว่างของข้อมูล

วัฒนธรรมองค์กรที่ช่วยจุดนี้คือ การทำให้คนหน้างานเห็นประโยชน์ของข้อมูล เช่น โชว์ Dashboard ง่าย ๆ ให้เขาเห็นว่า ข้อมูลที่เขาใส่เข้าไป ทำให้ลดโอที ลดการออกไปซ่อมกลางดึกได้จริง

ขั้นที่ 3: สร้างทีมเล็ก ๆ ที่ข้ามสายงาน (Cross-functional Squad)

เรียนจาก Bangchak และองค์กรใหญ่หลายแห่งได้เลยว่า โปรเจกต์ด้านพลังงาน + AI จะไม่เวิร์กถ้ามีแต่ทีม IT หรือนักวิทยาศาสตร์ข้อมูล ควรมีทีมเล็ก ๆ ที่ประกอบด้วย

  • คนปฏิบัติการ (Operator / ช่าง)
  • วิศวกรหรือผู้เชี่ยวชาญระบบไฟฟ้า
  • คนด้านข้อมูล / AI
  • ตัวแทนฝ่ายธุรกิจหรือการเงิน

หน้าที่ของทีมนี้คือ

  • นิยาม Use Case และ KPI ร่วมกัน
  • ตัดสินใจเรื่องการทดลองและการขยายผล
  • สื่อสารผลลัพธ์กับทั้งองค์กร

ขั้นที่ 4: เริ่มจาก Pilot Project ที่วัดผลได้ชัด

เลือก Use Case เดียวที่

  • มี Data พร้อม หรือเก็บได้ไม่ยาก
  • มีผลกระทบธุรกิจชัด เช่น ลดต้นทุนพลังงาน 10–20% หรือ ลด Downtime 30%
  • มีเจ้าของธุรกิจพร้อมช่วยผลัก

ตัวอย่าง Pilot ในภาคพลังงานสำหรับ SME ไทย เช่น

  • ใช้ AI พยากรณ์การผลิตจากโซลาร์รูฟท็อป เพื่อปรับเวลาการเดินเครื่องจักร
  • ใช้ AI ตรวจจับ Anomaly จากข้อมูล Motor Current เพื่อลดโอกาสมอเตอร์ไหม้
  • ใช้ระบบ Energy Management + AI แนะนำการตั้งค่า Chiller ให้ประหยัดที่สุด

สำคัญมากคือ ต้องสื่อสารให้ทั้งองค์กรเห็นว่า

  • โครงการนี้คือ “การช่วยงานคน” ไม่ใช่ “แข่งกับคน”
  • ถ้าทำสำเร็จ จะมีการต่อยอดโอกาสใหม่ เช่น บริการเสริมให้ลูกค้า

ขั้นที่ 5: ขยายผลและฝังเข้าไปในวัฒนธรรม

เมื่อ Pilot เริ่มเห็นผล ให้รีบทำสองอย่างคู่กัน

  1. ขยายผลทางเทคนิค: เอาโมเดลหรือระบบที่เวิร์กไปใช้ในไซต์อื่น ๆ หรือกับลูกค้ารายอื่น
  2. ขยายผลทางวัฒนธรรม:
    • จัด Sharing Session ให้ทีมอื่นมาเรียนรู้
    • เล่า Success Story ให้เห็นชื่อคนที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่แค่ชื่อโปรเจกต์
    • ใส่เรื่อง Data & AI เข้าไปในแผนพัฒนาคนประจำปี

Bangchak และองค์กรพลังงานใหญ่ที่เดินหน้าเรื่อง Sustainability ได้ไว มักทำสองอย่างนี้ไปพร้อมกัน ทำให้พนักงานรู้สึกว่า “นี่คือวิธีทำงานแบบใหม่ของเรา” ไม่ใช่แค่โปรเจกต์ชั่วคราว


4. เชื่อมวัฒนธรรมเข้ากับเป้าหมายพลังงานสะอาดของไทย

นี่ไม่ใช่แค่เรื่องขององค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่โยงกับเป้าหมายระดับประเทศ ทั้งเรื่อง

  • การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
  • การเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนในระบบ
  • การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพในภาคอุตสาหกรรมและอาคาร

AI ในภาคพลังงานไทย จะกลายเป็น “กล้ามเนื้อหลัก” ของระบบใหม่ที่ซับซ้อนกว่าระบบไฟฟ้าแบบเดิมมาก ทั้งการ

  • ปรับสมดุลกริดที่มีทั้งโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่และ Distributed Energy Resources
  • พยากรณ์พลังงานหมุนเวียนที่ขึ้นกับสภาพอากาศไทยที่ผันผวน
  • บริหารจัดการโหลดจาก EV, Heat Pump, และอาคารอัจฉริยะ

แต่ทั้งหมดนี้จะไม่เกิดขึ้นจริง ถ้าเราไม่สร้างวัฒนธรรมแบบเดียวกับที่ Bangchak และอีกหลายองค์กรกำลังปลูกฝัง คือ

  • กล้าคิดไกลกว่าโมเดลธุรกิจเดิม
  • ให้ค่ากับข้อมูลและการทดลองมากกว่าลำดับชั้น
  • ลงทุนกับคน ไม่ใช่แค่ลงทุนกับระบบ

สำหรับ SME และองค์กรพลังงานไทยที่อ่านมาถึงตรงนี้ ลองตั้งคำถามกับตัวเองง่าย ๆ ว่า

ถ้าวันนี้เราได้ระบบ AI บริหารพลังงานที่ดีที่สุดในโลกมาใช้ฟรี พนักงานของเราพร้อมใช้มันจริง ๆ หรือยัง?

ถ้าคำตอบยังไม่แน่ใจ ข่าวดีคือคุณไม่จำเป็นต้องเริ่มจากระบบแพง ๆ เลย แค่เริ่มจากการสร้างวัฒนธรรมที่เปิดรับข้อมูล กล้าตั้งคำถาม และมอง AI เป็น “คู่ทีม” ไม่ใช่ “คู่แข่ง” คุณก็เดินนำคู่แข่งไปครึ่งก้าวแล้ว

และนั่นคือก้าวที่จำเป็นมาก ถ้าเราอยากเห็น ภาคพลังงานไทยเดินหน้าสู่พลังงานสะอาด ด้วย AI ที่ใช้ได้จริง ไม่ใช่แค่สไลด์พรีเซนต์สวย ๆ

🇹🇭 ถอดบทเรียน Bangchak: วัฒนธรรม + AI ขับเคลื่อนพลังงานสะอาด - Thailand | 3L3C