Seamless Travel Payments on Chain โอกาสใหม่ของท่องเที่ยวไทยยุค AI

AI ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยBy 3L3C

Seamless Travel Payments on Chain กำลังเปลี่ยนวิธีที่นักท่องเที่ยวจ่ายเงินข้ามประเทศ และเปิดโอกาสใหม่ให้ธุรกิจท่องเที่ยวไทยใช้ AI เติบโตแบบมีกำไร

AI การท่องเที่ยวฟินเทคท่องเที่ยวชำระเงินข้ามพรมแดนบล็อกเชนโรงแรมและที่พักกลยุทธ์ดิจิทัลธุรกิจท่องเที่ยว
Share:

การจ่ายเงินของนักท่องเที่ยวกำลังจะเปลี่ยนไปแบบถาวร

ตัวเลขจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยปี 2567 ชี้ว่ารายได้ท่องเที่ยวกลับมาเกิน 2 ล้านล้านบาทแล้ว แต่รายจ่าย “เล็ก ๆ” อย่างค่าธรรมเนียมรูดบัตร, เรทแลกเงินไม่แฟร์, และการรอเคลียร์ยอดข้ามประเทศหลายวัน ยังกัดกินกำไรของโรงแรม ร้านอาหาร และผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทยอยู่เงียบ ๆ

นี่คือเหตุผลว่าทำไมโปรเจกต์ “Seamless Travel Payments on Chain” ของ KBank, Orbix Technology และ StraitsX ที่เปิดตัวในงาน Singapore FinTech Festival 2025 จึงน่าจับตามาก โดยเฉพาะถ้าคุณทำธุรกิจเกี่ยวกับ ท่องเที่ยว โรงแรม หรือทัวร์ เพราะนี่ไม่ใช่แค่เรื่องฟินเทค แต่มันคือโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของ AI + การชำระเงินข้ามพรมแดน ที่จะเปลี่ยนวิธีรับเงินจากนักท่องเที่ยวไปเลย

บทความนี้จะชวนดูให้ลึกกว่าข่าวเปิดตัว ว่าโครงการนี้ทำอะไรได้จริง โยงกับ AI ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยอย่างไร และผู้ประกอบการควรเตรียมตัวยังไงตั้งแต่ตอนนี้ ถ้าไม่อยากตกขบวน


จาก Product-Driven สู่ Experience-Driven: ธนาคารคิดใหม่ ธุรกิจท่องเที่ยวก็ต้องคิดใหม่

ประเด็นหลักที่คุณขัตติยา อินทรวิชัย ซีอีโอ KBank พูดบนเวที SFF 2025 คือ การแข่งขันของธนาคารทศวรรษหน้า ไม่ได้แข่งกันที่ “ผลิตภัณฑ์” แต่แข่งกันที่ “ประสบการณ์”

พูดง่าย ๆ คือ ลูกค้าไม่สนใจแล้วว่าแบงก์ไหนมีผลิตภัณฑ์เรียกว่าอะไร เขาสนใจว่าชีวิตเขาง่ายขึ้นแค่ไหน เวลาใช้จ่ายเงิน ขอยืมเงิน หรือวางแผนการเงิน ทุกอย่างควรถูกฝังอยู่ในชีวิตประจำวันอย่างแนบเนียน ผ่านมือถือ รถยนต์ หรือแม้แต่เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน

นี่สอดคล้องกับสิ่งที่ธุรกิจท่องเที่ยวไทยกำลังเจอ:

  • แข่งกันแค่ “ห้องพักสวย ราคาไม่แพง” ไม่พออีกต่อไป
  • นักท่องเที่ยวคาดหวังประสบการณ์ตั้งแต่ค้นหา-จอง-เดินทาง-เช็คอิน-ใช้จ่าย-รีวิว ทั้งหมดต้อง ต่อเนื่อง ไร้สะดุด และเป็นส่วนตัว (personalized)
  • AI, ข้อมูล และระบบจ่ายเงินคือหัวใจของประสบการณ์นี้

ข้อคิดสำหรับผู้ประกอบการท่องเที่ยว:
ถ้าวันนี้คุณยังโฟกัสแค่ “ขายห้อง ขายทัวร์” แต่ไม่ได้ออกแบบ “ประสบการณ์การใช้จ่าย” ให้ดี เช่น จ่ายสะดวก เป็นสกุลเงินที่ลูกค้าคุ้นเคย ระบบแนะนำแพ็กเกจเสริมหรือบริการเสริมอัตโนมัติ คุณกำลังเสียโอกาสแบบไม่รู้ตัว


Seamless Travel Payments on Chain คืออะไร? อธิบายแบบคนท่องเที่ยวเข้าใจง่าย ๆ

หัวใจของโปรเจกต์นี้คือทำให้ นักท่องเที่ยวจ่ายเงินข้ามประเทศได้เร็ว ถูก และโปร่งใสกว่าเดิม โดยใช้บล็อกเชนและเงินดิจิทัลที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแล (Regulated e-money / Stablecoin)

ใครคือ 3 ผู้เล่นหลักในโครงการนี้

  • KBank – แบงก์ไทยที่พัฒนา Q-money เงินอิเล็กทรอนิกส์บนบล็อกเชน (Regulated e-money) อยู่ใน Sandbox ของธปท. และเคยร่วมในโครงการ CBDC มาก่อน
  • StraitsX – ผู้ออกเหรียญ XSGD เงินดิจิทัลที่อิงกับสกุลเงินดอลลาร์สิงคโปร์แบบ 1:1 ได้รับใบอนุญาตจากธนาคารกลางสิงคโปร์ (MAS)
  • Orbix Technology – บริษัทเทคโนโลยีในกลุ่ม KBank ที่พัฒนา Quarix Blockchain เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำหรับเงินดิจิทัลที่ถูกกำกับดูแล และเชื่อมต่อกับเครือข่าย Avalanche

สามเจ้านี้รวมกันจึงไม่ใช่การทดลองเล่นคริปโต แต่มันคือการสร้าง ระบบจ่ายเงินข้ามประเทศที่ถูกกฎหมาย ปลอดภัย และออกแบบมาสำหรับการใช้งานจริงในระดับองค์กรและภาครัฐ


ก่อนและหลัง Seamless Travel Payments: ต่างกันตรงไหน?

ปัญหาระบบเดิมที่คนท่องเที่ยวและร้านค้าชินจนคิดว่าปกติ

เวลานักท่องเที่ยวต่างชาติรูดบัตรเครดิตหรือเดบิตจ่ายค่าห้อง ค่าอาหาร หรือค่าทัวร์:

  • ลูกค้าเหมือนจ่ายเสร็จทันที แต่เงิน “จริง ๆ” ยังวิ่งอยู่ในระบบหลังบ้านอีก 1–3 วัน หรือเป็นสัปดาห์
  • ร้านค้า/โรงแรมเจอต้นทุนค่าธรรมเนียมสูงมาก โดยเฉพาะบัตรต่างประเทศ
  • การคืนเงิน (refund) หรือปรับยอดวุ่นวาย ใช้เวลานาน
  • ข้อมูลธุรกรรมไม่ได้ไหลแบบเรียลไทม์ ทำให้การวิเคราะห์ด้วย AI ทำได้จำกัด

โมเดลใหม่ของ Seamless Travel Payments on Chain

โปรเจกต์นี้ออกแบบมาสามระยะ โดยโฟกัสเริ่มต้นที่ฝั่งนักท่องเที่ยวไทย-สิงคโปร์:

ระยะที่ 1: Outbound – คนไทยไปสิงคโปร์ จ่ายเหมือนอยู่ไทย

  • นักท่องเที่ยวไทยใช้แอป Q Wallet ที่ถือ Q-money
  • สแกน QR ของร้านค้าที่รับ GrabPay / PayNow ในสิงคโปร์ได้โดยตรง
  • ฝั่งลูกค้า: เงินถูกหักเป็น Q-money ตามยอด (เทียบเรทชัดเจน)
  • ฝั่งร้านค้าในสิงคโปร์: ได้รับเงินเป็น SGD ทันทีในฝั่งเขา

ผลลัพธ์ที่ต่างจากเดิม:

  • ลูกค้าไม่ต้องงงเรท ไม่ต้องกังวลค่าธรรมเนียมรูดบัตรต่างประเทศ
  • ร้านค้าได้เงินเร็วขึ้น เคลียร์ยอดง่าย ต้นทุนลดลง

ระยะที่ 2: Inbound – คนสิงคโปร์มาไทย สแกนจ่ายได้เลย

  • นักท่องเที่ยวจากสิงคโปร์ถือ XSGD ในวอลเล็ตฝั่งเขา
  • มาไทยแล้วสแกนจ่าย QR ร้านค้าไทยได้ทันที
  • ร้านค้าไทยรับเงินเป็น THB เข้าระบบไทย ไม่ต้องไปแลกเงินสด

นี่คือจุดที่เริ่มมีผลชัดกับ โรงแรม รีสอร์ต ร้านอาหาร และผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทย โดยตรง เพราะนักท่องเที่ยวสิงคโปร์ถือเป็นกลุ่มกำลังซื้อสูง และโตต่อเนื่อง

ระยะที่ 3: Cross-Border KYC – ยืนยันตัวตนข้ามพรมแดนอย่างปลอดภัย

  • เพิ่มระบบ Cross-Border KYC Verification ให้ทั้งไทยและสิงคโปร์ตรวจสอบตัวตนผู้ใช้ได้ตามกฎหมายของแต่ละประเทศ
  • เป็นฐานสำคัญสำหรับการเอา AI มาใช้วิเคราะห์ข้อมูลการเดินทางและการใช้จ่าย เพราะข้อมูลเชื่อมโยงตัวตนได้อย่างถูกต้องภายใต้กรอบกำกับดูแล

ระยะที่ 1 อยู่ใน Regulatory Sandbox ของธปท. แล้ว และคาดว่าพร้อมให้บริการในไตรมาส 2 ปี 2569 ส่วนระยะ 2–3 จะเริ่มศึกษาและขออนุญาตในช่วงครึ่งแรกของปี 2569


โครงสร้างเทคโนโลยี: ทำไมโปรเจกต์นี้จึงสำคัญต่ออนาคต AI + ท่องเที่ยว

คำว่า “on Chain” ไม่ได้มีไว้ให้ดูเท่ แต่มีผลกับการต่อยอดธุรกิจโดยตรง โดยเฉพาะด้าน AI

1) บล็อกเชนที่ออกแบบมาเพื่อการเงินที่ถูกกำกับดูแล

  • Quarix จาก Orbix เป็นบล็อกเชนที่ออกแบบมาสำหรับ เงินดิจิทัลที่กำกับดูแลได้ ตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง
  • เชื่อมต่อกับเครือข่าย Avalanche ซึ่งรองรับ XSGD อยู่แล้ว และสามารถสร้าง Permissioned Custom Chains คือเครือข่ายแบบปิด/จำกัดการเข้าถึง ตามกฎระเบียบและระดับความเป็นส่วนตัวที่ต้องการ
  • ข้อดีคือ สามารถเชื่อมกับระบบเดิมของธนาคารและผู้ให้บริการการชำระเงินได้ ไม่ได้ทิ้งของเก่าแล้วสร้างใหม่ทั้งหมด

2) Real-time data = Real-time AI

พอธุรกรรมการจ่ายเงินของนักท่องเที่ยวเกิดขึ้นแบบเรียลไทม์ และอยู่บนโครงสร้างที่เชื่อมโยงข้อมูลได้ถูกต้อง AI ก็ทำงานได้เต็มศักยภาพ เช่น:

  • ระบบแนะนำแพ็กเกจทัวร์/กิจกรรมเสริมแบบเรียลไทม์ ตามพฤติกรรมการใช้จ่าย
  • Dynamic pricing สำหรับห้องพักหรือบริการเสริม โดยดูดีมานด์กลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติจริงในแต่ละวัน
  • การตรวจจับธุรกรรมผิดปกติ (fraud detection) แบบอัตโนมัติ ลดความเสี่ยงด้านการเงิน

นี่แหละคือจุดเชื่อมโยงสำคัญกับซีรีส์ “AI ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย” เพราะถ้าไม่มีระบบจ่ายเงินที่เป็นดิจิทัลจริง ข้อมูลดีจริง AI ก็ทำอะไรได้ไม่มาก


นักท่องเที่ยวได้อะไร? ผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทยได้อะไร?

ประสบการณ์ฝั่งนักท่องเที่ยว

  • จ่ายเงินด้วยวิธีที่คุ้นเคยจากประเทศตัวเอง แต่ใช้ได้ในต่างประเทศ
  • ไม่ต้องถือเงินสดเยอะ ลดความเสี่ยงหายหรือถูกขโมย
  • เห็นยอดและเรทแปลงสกุลเงินชัดเจน โปร่งใส
  • เชื่อมกับระบบ loyalty / rewards ได้ง่ายกว่าเดิม เช่น คะแนนจากการใช้จ่ายถูกนำไปเป็นส่วนลดโรงแรม ร้านอาหาร หรือกิจกรรมท่องเที่ยวอื่น ๆ

ผลลัพธ์ฝั่งผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทย

สำหรับโรงแรม รีสอร์ต โฮสเทล บริษัททัวร์ ร้านอาหาร คาเฟ่ สปา หรือแหล่งท่องเที่ยวชุมชน โครงการลักษณะนี้ส่งผลหลายด้าน:

  1. ต้นทุนธุรกรรมลดลง
    ค่าธรรมเนียมจากบัตรเครดิตต่างประเทศมักสูงมาก การใช้ระบบชำระเงินดิจิทัลที่ออกแบบมาเฉพาะเพื่อ cross-border payment มีโอกาสทำให้ต้นทุนเฉลี่ยต่อดีลลดลงในระยะยาว

  2. เงินเข้าเร็วขึ้น กระแสเงินสดบริหารง่ายขึ้น
    การรอ settlement หลายวันกระทบกับธุรกิจขนาดเล็ก–กลางอย่างชัดเจน การได้เงินเร็วขึ้นหมายถึงหมุนเงินได้ไวขึ้น ลงทุนต่อยอดได้เร็วขึ้น

  3. โอกาสต่อยอด AI ในธุรกิจตัวเอง
    เมื่อข้อมูลธุรกรรมถูกจัดเก็บแบบดิจิทัล ชัดเจน และเชื่อมโยงกับข้อมูลลูกค้า ธุรกิจสามารถ:

    • ใช้ AI วิเคราะห์การใช้จ่ายตามสัญชาติ ฤดูกาล และประเภททริป ได้ละเอียดกว่าเดิม
    • ทำ Personalization เช่น ส่งข้อเสนอพิเศษให้กลุ่มนักท่องเที่ยวสิงคโปร์ที่มาครั้งที่ 2–3
    • พยากรณ์ดีมานด์ล่วงหน้า แล้วบริหารห้องพัก/ที่นั่ง/ทรัพยากรบุคคลได้แม่นยำขึ้น
  4. ความน่าเชื่อถือเพิ่มขึ้น
    การรองรับรูปแบบการจ่ายเงินสมัยใหม่ที่เชื่อมกับธนาคารใหญ่และอยู่ภายใต้การกำกับดูแล สร้างความมั่นใจให้ทั้งนักท่องเที่ยวและพันธมิตรต่างประเทศ เช่น OTA, แพลตฟอร์มจองทัวร์, เอเจนซี่ต่างชาติ


เชื่อมต่อกับ BLOOM: ภาพใหญ่กว่าที่เห็น

โปรเจกต์ Seamless Travel Payments on Chain เป็นหนึ่งในส่วนสำคัญของโครงการ BLOOM ที่ธนาคารกลางสิงคโปร์ (MAS) ขับเคลื่อน โดย BLOOM ยืนอยู่บนแนวคิด 5 คำที่บอกทุกอย่างได้ค่อนข้างชัด:

  • Borderless – เงินเคลื่อนที่ข้ามพรมแดนเหมือนอยู่ประเทศเดียวกัน
  • Liquid – สภาพคล่องสูง เคลียร์ยอดเร็ว
  • Open – เปิดให้ภาครัฐและเอกชนร่วมพัฒนา
  • Online – ทุกอย่างเกิดขึ้นบนโลกดิจิทัลเป็นหลัก
  • Multi-currency – รองรับหลายสกุลเงิน ตั้งแต่เริ่มต้น

BLOOM มุ่งเน้นการใช้ Tokenized Bank Liabilities และ Stablecoins ที่ถูกกำกับดูแล เพื่อยกระดับระบบชำระบัญชี (settlement) ข้ามประเทศให้ปลอดภัย โปร่งใส และรองรับดีมานด์ที่โตขึ้นเรื่อย ๆ

สำหรับไทย การที่ KBank และ Orbix เข้าไปมีบทบาทร่วมกับ StraitsX ในเฟรมเวิร์กระดับภูมิภาคแบบนี้ หมายความว่า ธุรกิจท่องเที่ยวไทยกำลังจะได้โครงสร้างพื้นฐานทางการเงินใหม่ ที่เอื้อต่อการเติบโตในตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติระยะยาว ไม่ใช่แค่ดีลระยะสั้น


ถ้าคุณทำธุรกิจท่องเที่ยวไทย ตอนนี้ควรเริ่มทำอะไรบ้าง

ไม่ต้องรอให้โครงการเปิดใช้จริงในปี 2569 ถึงค่อยขยับ คุณเริ่มเตรียมตัววันนี้ได้เลย โดยโฟกัส 3 เรื่องนี้

1) ทำให้ระบบจอง–ชำระเงินของคุณ “เป็นดิจิทัลจริง ๆ”

  • ลดการพึ่งเงินสดให้มากที่สุด
  • รองรับการจ่ายผ่าน QR, e-wallet, และ payment gateway ที่เชื่อมข้อมูลได้
  • เลือกพาร์ตเนอร์ชำระเงินที่มี roadmap ชัดเจนด้าน cross-border และ open API

2) เก็บและจัดโครงสร้างข้อมูลการใช้จ่ายให้ดี

  • แยกดูข้อมูลตามสัญชาติ ช่วงเวลา แพ็กเกจ และช่องทางการจอง
  • เก็บข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบที่ต่อยอดใช้ AI ได้ เช่น เก็บลงระบบ CRM หรือ data platform ไม่ใช่แค่กระดาษ/ไฟล์กระจัดกระจาย
  • เริ่มใช้เครื่องมือวิเคราะห์ง่าย ๆ ก่อน เช่น รายงานยอดจองตามประเทศ และลองตั้งสมมติฐานบางอย่าง เช่น นักท่องเที่ยวสิงคโปร์ชอบจองแพ็กเกจแบบไหน ใช้จ่ายต่อหัวเท่าไร

3) วางแผนใช้ AI ให้ชัด: ไม่ต้องเริ่มใหญ่ แต่ต้องเริ่มจริง

ในบริบทของ AI ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย การมีระบบชำระเงินที่ทันสมัยจะทำให้ AI ทำสิ่งเหล่านี้ได้ง่ายขึ้น:

  • Chatbot หลายภาษา ที่เชื่อมกับข้อมูลราคาจริงและโปรโมชั่นแบบเรียลไทม์
  • ระบบแนะนำ (recommendation engine) ที่เสนอห้องพักหรือแพ็กเกจตรงใจผู้ใช้แต่ละคน
  • การคาดการณ์เทรนด์การเดินทางและราคาที่เหมาะสมในช่วง High/Low season

เริ่มจากเคสง่าย ๆ เช่น chatbot ตอบคำถามการจอง และขยับไปสู่การทำ personalization เมื่อข้อมูลพร้อม


มองไปข้างหน้า: ท่องเที่ยวไทยยุคใหม่ต้องคิดเรื่อง “การเงิน + AI” ไปพร้อมกัน

โปรเจกต์ Seamless Travel Payments on Chain ภายใต้ BLOOM แสดงให้เห็นชัดว่า เมืองศูนย์กลางการเงินอย่างสิงคโปร์และธนาคารระดับภูมิภาคอย่าง KBank กำลัง ลงมือสร้างโครงสร้างพื้นฐานอนาคตของการชำระเงิน ไม่ใช่แค่วางแผนบนสไลด์

สำหรับไทย โดยเฉพาะธุรกิจท่องเที่ยว นี่คือโอกาส:

  • ดึงนักท่องเที่ยวคุณภาพสูงอย่างสิงคโปร์และประเทศอื่น ๆ ที่จะตามมา
  • ลดต้นทุน เพิ่มความคล่องตัวทางการเงิน
  • ปูทางให้การใช้ AI ในการจัดการรายได้, personalization, chatbot หลายภาษา และการคาดการณ์เทรนด์ท่องเที่ยว ทำได้จริง ไม่ใช่แค่คอนเซ็ปต์

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าเทรนด์นี้ “จะมาไหม” แต่คือ เมื่อมันมาถึงเต็มตัวในปี 2569–2570 ธุรกิจของคุณพร้อมแค่ไหนที่จะใช้มันเป็นข้อได้เปรียบ ไม่ใช่แค่ตั้งรับให้ทัน

ถ้าคุณเริ่มขยับตั้งแต่ปี 2568 นี้ ทั้งในมุมระบบจ่ายเงินและการเตรียมข้อมูลสำหรับ AI คุณกำลังให้ “เวลา” เป็นแต้มต่อที่คู่แข่งไม่มี ซึ่งในโลกท่องเที่ยวที่ทุกคนแข่งกันดึงนักเดินทางคนเดิม ๆ นั่นคือข้อได้เปรียบที่มีมูลค่ามหาศาล