RoomQuest ใช้ AI Automation เต็มระบบใน 52 สาขา ยกระดับรายได้ ลดต้นทุน และดันประสบการณ์ลูกค้า โรงแรมไทยเรียนรู้อะไรได้บ้าง อ่านเลย
ในปี 2568 รายได้จากการท่องเที่ยวของไทยกลับมาทะลุ 2 ล้านล้านบาทอีกครั้ง แต่กำไรของโรงแรมจำนวนมากกลับ “ไม่ฟื้น” ตาม เพราะต้นทุนแรงงานสูง การแข่งขันจาก OTA และรีวิวออนไลน์ที่ควบคุมยากกดดันกำไรอย่างต่อเนื่อง
นี่คือจุดที่ AI สำหรับธุรกิจโรงแรมและท่องเที่ยวไทย เริ่มกลายเป็น “เครื่องยนต์จริง ๆ” ไม่ใช่แค่คำฮิตบนสไลด์พรีเซนต์ และเคสของ RoomQuest ที่ประกาศใช้ AI Automation แบบเต็มระบบ ใน 52 สาขาทั่วประเทศ กำลังเป็นตัวอย่างสด ๆ ว่าโรงแรมไทยสามารถใช้ AI เพื่อเพิ่มรายได้ ลดต้นทุน และยกระดับประสบการณ์ลูกค้าได้แบบวัดผลจริง ไม่ใช่แค่ทฤษฎี
บทความนี้ในซีรีส์ “AI ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย” จะชวนดูให้ลึกลงไปว่า RoomQuest ทำอะไร แตกต่างจากโรงแรมส่วนใหญ่ตรงไหน และเจ้าของโรงแรมไทยหรือธุรกิจค้าปลีกท่องเที่ยวสามารถเอาแนวคิดนี้ไปปรับใช้ได้อย่างไร โดยไม่จำเป็นต้องมีงบระดับเชนข้ามชาติ
RoomQuest กับการวาง AI เป็น “หัวใจของระบบปฏิบัติการโรงแรม”
แกนหลักของกลยุทธ์ RoomQuest มีข้อเดียวชัด ๆ คือ เอา AI ไปนั่งกลางระบบปฏิบัติการของโรงแรม ไม่ใช่แค่ไปอยู่ที่แชตบอตหน้าเว็บ
ภายใต้การนำของพีรวัส หาญศิริกุล RoomQuest วางแผนให้ปี 2569 เป็นปีที่ AI Automation ครอบคลุมทุกส่วนงาน ตั้งแต่ราคาห้องจนถึงงานธุรการหลังบ้าน โดยเริ่มทยอยใช้ตั้งแต่กุมภาพันธ์ 2569 และตั้งเป้าให้ครบทุกโรงแรมในเครือภายในเมษายน 2569
แนวคิดคือ “ใช้ AI ทำงานที่ซ้ำซ้อน ใช้คนทำงานที่สร้างคุณค่าให้แขก”
ถ้ามองแบบคนทำธุรกิจ โรงแรมที่ใช้ AI แบบนี้จะได้ 3 เรื่องสำคัญทันที:
- ต้นทุนต่อรายได้ดีขึ้น – ขยายสาขาได้มากขึ้นโดยไม่ต้องเพิ่มพนักงานตามสัดส่วนเดิม
- การตัดสินใจเร็วและแม่นขึ้น – โดยเฉพาะเรื่องราคา โปรโมชัน และการจัดการรีวิว
- ประสบการณ์ลูกค้าสม่ำเสมอ – แขกไปสาขาไหนก็ได้มาตรฐานใกล้เคียงกัน
นี่คือจุดต่างจากการใช้เทคโนโลยีแบบเดิมที่มักเป็น “ระบบแยกส่วน” ไม่คุยกัน AI ของ RoomQuest ทำงานแบบ Integrated AI Framework เชื่อม PMS, แดชบอร์ด, ระบบจอง, งานแม่บ้าน และรีวิวให้กลายเป็นภาพเดียวกัน
ระบบนิเวศ AI ของ RoomQuest: 5 ฟันเฟืองหลักที่โรงแรมไทยควรดูเป็นตัวอย่าง
ถ้าถอดโครงสร้าง ระบบ AI ของ RoomQuest แบ่งได้เป็น 5 แกนใหญ่ ๆ ที่จับต้องได้ และโรงแรมไทยรายอื่นสามารถค่อย ๆ ทำตามได้ทีละส่วน
1) AI จัดการรายได้และราคาห้อง (Revenue & Pricing)
คำตอบสั้น ๆ: AI ช่วยให้โรงแรม “กล้าคิดราคาแบบไดนามิก” เหมือนสายการบิน แทนที่จะตั้งราคาแบบเดิมทั้งปี
ระบบ AI ของ RoomQuest วิเคราะห์ทั้ง:
- พฤติกรรมการจองย้อนหลัง
- Demand ตามฤดูกาลและวันในสัปดาห์
- รายงานจาก OTA ต่าง ๆ
- อีเวนต์เมืองท่องเที่ยว เช่น งานเทศกาล งานประชุม
แล้วคำนวน ราคาห้องที่เหมาะสมแบบ Real-time เพื่อเป้าหมายสองอย่างพร้อมกัน
- เติมยอดจองให้เต็มมากที่สุด
- ดัน RevPAR และกำไรต่อห้องให้สูงขึ้น
สำหรับเจ้าของโรงแรมไทย นี่คือจุดเริ่มต้นที่ผมแนะนำให้ทำก่อน เพราะ:
- ลงทุนไม่สูงเท่าการเปลี่ยนทั้งระบบปฏิบัติการ
- เห็นผลค่อนข้างชัด เช่น Occupancy ดีขึ้น, รายได้เฉลี่ยต่อห้องเพิ่มขึ้น 10–30% ในหลายเคส
ถ้าโรงแรมไหนยังตั้งราคาแบบ “Low / High season + Long weekend” แล้วจบ นั่นคือโอกาสที่หายไปทุกวัน
2) AI ดูแลงานแม่บ้านและคุณภาพห้อง (Housekeeping Automation)
หัวใจคือเปลี่ยนจากการจดเช็คบนกระดาษ เป็นระบบที่รู้ “สถานะจริงของทุกห้องแบบนาทีต่อนาที”
RoomQuest ใช้ระบบอัตโนมัติช่วย:
- มอบหมายงานแม่บ้านตามลำดับความสำคัญ (ห้อง Check-in ใหม่ก่อน / Late check-out ตามหลัง)
- ติดตามงานว่าเสร็จเมื่อไร ใครเป็นคนทำ
- เช็คคุณภาพผ่านการตรวจห้องแบบดิจิทัล
ผลที่ตามมา:
- แขกรอห้องน้อยลง โดยเฉพาะช่วงบ่ายหลังเที่ยง
- ลดเคส “แขกเข้าห้องแล้วเจอปัญหา” ซึ่งกระทบรีวิวอย่างหนัก
- ผู้จัดการรู้ทันทีว่าวันนี้ทีมแม่บ้านทำได้ตามมาตรฐานไหม
สำหรับธุรกิจโรงแรมระดับกลาง–เล็ก การทำแค่ระบบ Task Tracking ง่าย ๆ ผ่านแอปมือถือ ก็ช่วยให้จัดการงานแม่บ้านได้เป็นระบบขึ้นแบบชัดเจนแล้ว
3) AI วิเคราะห์รีวิวและเสียงของลูกค้า (Review & Sentiment Analytics)
ในโลกที่แขกไทยและต่างชาติฝากอนาคตของโรงแรมไว้บนรีวิวแพลตฟอร์มใหญ่ ๆ การ “อ่านรีวิวทีละอัน” ไม่ทันแน่นอน โดยเฉพาะเมื่อมีหลายสาขา
RoomQuest ใช้ AI วิเคราะห์:
- รีวิวจาก OTA, Google, Social
- ภาษาไทย อังกฤษ จีน และภาษาอื่น
เพื่อสรุปเป็น Insight เช่น:
- จุดแข็งที่แขกพูดถึงซ้ำ ๆ (วิวดี เตียงสบาย ทำเลสะดวก)
- จุดอ่อนเรื้อรัง (เสียงดัง Wi-Fi ช้า ที่จอดรถน้อย)
- เทรนด์ความพึงพอใจขึ้น–ลงตามช่วงเวลา หรือหลังเปลี่ยนผู้จัดการสาขา
ข้อดีของการใช้ AI วิเคราะห์รีวิวสำหรับโรงแรมไทยคือ:
- ผู้บริหารไม่ต้องเดาอารมณ์แขกจากรีวิวไม่กี่อัน
- ตั้ง KPI ที่ผูกกับเรื่องที่แขกแคร์จริง ๆ ได้
- เอา Insight ไปใช้กับการออกแบบโปรโมชันหรือบริการใหม่ ๆ ได้ตรงจุด
4) Automation งานหลังบ้าน (Back-office Automation)
หลายโรงแรมเสียเวลามหาศาลไปกับงานที่ไม่ได้สร้างคุณค่าโดยตรงกับแขก เช่น:
- รวมรายงานยอดขายจาก OTA ต่าง ๆ มาทำ Excel
- ออกเอกสาร ใบเสร็จ ใบกำกับภาษี
- ส่งข้อมูลยอดให้เจ้าของหรือสำนักงานใหญ่ทุกวัน/สัปดาห์
RoomQuest เอา AI และระบบอัตโนมัติมาจัดการงานพวกนี้แทนคน ทำให้:
- ทีมงานหน้าโรงแรมมีเวลาสนใจแขกมากขึ้น
- ตัวเลขที่ใช้บริหารงานมาจากแหล่งเดียวกัน ลดความขัดแย้งเรื่องข้อมูล
- เจ้าของเชนหรือผู้ถือหุ้นเห็นภาพทุกสาขาแบบ Real-time
ถ้าเป็นโรงแรมอิสระ คุณอาจเริ่มจาก:
- เชื่อมระบบจองกับระบบบัญชีให้ส่งข้อมูลอัตโนมัติ
- ตั้งรายงานยอดขายประจำวันอัตโนมัติส่งเข้าอีเมลหรือไลน์กลุ่มผู้บริหาร
5) แดชบอร์ดรวมศูนย์สำหรับหลายสาขา
ภาพเดียวที่เห็นทุกสาขา คืออาวุธของเจ้าของโรงแรมสายขยายแบรนด์
RoomQuest ใช้แดชบอร์ดรวมศูนย์เพื่อดู:
- Occupancy, ADR, RevPAR ของทุกสาขา
- เทียบสมุย vs อัมพวา vs เมืองท่องเที่ยวอื่นแบบวันต่อวัน
- สาขาไหนกำลังมีรีวิวแย่ลงอย่างผิดปกติ
ตรงนี้สำคัญมากสำหรับใครที่คิดจะทำแฟรนไชส์ หรือบริหารโรงแรมให้คนอื่น เพราะคุณต้องแสดงให้เห็นว่า “ระบบของคุณช่วยให้เจ้าของโรงแรมบริหารง่ายขึ้นจริง” ไม่ใช่แค่ให้แบรนด์ไปติดป้ายหน้าโรงแรม
จากไทยสู่โลก: กลยุทธ์ AI ของ RoomQuest และโอกาสของโรงแรมไทย
กรณีของ RoomQuest ไม่ได้หยุดแค่การใช้ AI ในประเทศไทย แต่ถูกวางเป็น Blueprint ระดับโลก ด้วย
แผนขยาย 4 ขั้น
RoomQuestวางเส้นทางประมาณนี้:
- พิสูจน์ผลในไทย – ใช้ไทยเป็นสนามทดลองเต็มรูปแบบ ทั้งด้านเทคโนโลยีและธุรกิจ
- ขยายสู่มาเลเซีย – เพราะพฤติกรรม OTA และนักท่องเที่ยวคล้ายไทย ทำให้ปรับโมเดลได้เร็ว
- รุกดูไบ – ยกระดับแบรนด์สู่ตลาดพรีเมียม รองรับลูกค้าหลายภาษา
- เจาะสหรัฐและอเมริกาใต้ – เสนอเป็นโซลูชัน AI สำหรับเชนที่เน้นกำไรสูง พร้อมต่อยอด Localized AI ในภูมิภาคใหม่ ๆ
สิ่งที่ผมชอบในแผนนี้คือ RoomQuest ไม่ได้คิดว่า “AI ก้อนเดียวใช้ได้ทั่วโลก” แต่เลือกใช้แนวทาง Localized AI ที่ปรับตามพฤติกรรมท้องถิ่น ทั้งเรื่องภาษา กฎระเบียบ และระบบ PMS ที่ต่างกันในแต่ละประเทศ
สำหรับผู้ประกอบการไทย นี่คือบทเรียนตรง ๆ:
- ถ้าคุณคิดจะขยายออกนอกประเทศ อย่าพกแค่แบรนด์ ต้องพก “ระบบปฏิบัติการที่วัดผลได้” ออกไปด้วย
- AI ไม่ได้มีไว้แค่ภายในโรงแรม แต่เป็นจุดขายให้เจ้าของโรงแรมรายอื่นอยากเข้าร่วมเครือคุณได้เหมือนกัน
เจาะตลาดนักท่องเที่ยวจีน: ใช้ AI + WeChat Ecosystem ให้คุ้ม
ตลาดจีนกำลังกลับมา และแข่งขันดุเดือดมาก โรงแรมที่ยังหวังแค่รอกรุ๊ปทัวร์หรือ OTA ทั่วไปจะเสียโอกาสมหาศาล
RoomQuest เลือกจับมือกับ Elong และเชื่อมเข้าสู่ระบบนิเวศของ WeChat ที่มีผู้ใช้กว่า 1,000 ล้านคน พร้อมใช้ AI มาช่วยจัดการฝั่ง Demand จีนโดยเฉพาะ
ผลลัพธ์ที่ได้คือ:
- โรงแรมในเครือถูกมองเห็นมากขึ้นในแพลตฟอร์มที่คนจีนคุ้นเคย
- ใช้ระบบแนะนำที่พักของ Elong ซึ่งขับเคลื่อนด้วย AI ดันโรงแรมให้ตรงกับความสนใจของนักท่องเที่ยวจีน
- ต่อชั้นกับระบบ AI ภายใน RoomQuest ทำให้วางราคา โปรโมชัน และจัดสรรห้องรองรับตลาดจีนได้แม่นกว่าเดิม
สำหรับโรงแรมไทยที่อยากโฟกัสตลาดจีน สิ่งที่คุณควรถามตัวเองตอนนี้คือ:
- โรงแรมของคุณ “อยู่ในที่ที่คนจีนมองเห็นจริง ๆ” หรือยัง?
- คุณมีข้อมูลและ Insight แยกเฉพาะลูกค้าจีนไหม เช่น Length of stay, Type of room, Service ที่ชอบเป็นพิเศษ
- คุณพร้อมใช้ AI หรืออย่างน้อย BI ง่าย ๆ เพื่อทำโปรโมชันเฉพาะกลุ่มจีนต่างจากตลาดอื่นหรือยัง
คนที่เริ่มก่อนจะได้เปรียบมากในช่วง 2569–2570 เพราะดีมานด์จีนกำลังไหลกลับมาอย่างต่อเนื่อง
เจ้าของโรงแรมไทยจะเริ่มใช้ AI อย่างเป็นระบบได้อย่างไร
อ่านถึงตรงนี้ คุณอาจรู้สึกว่า RoomQuest ไปไกลมาก แต่สำหรับโรงแรมอิสระหรือเชนขนาดเล็ก ก็เริ่มเดินเส้นทาง AI ได้ทีละก้าว โดยไม่ต้องทำทั้งหมดพร้อมกัน
4 ขั้นเริ่มต้นที่ผมแนะนำ
-
เก็บและเชื่อมข้อมูลให้เป็นระบบก่อน
ถ้ายังเก็บยอดจอง ยอดขาย OTA และรีวิวกระจัดกระจาย การเอา AI มาวิเคราะห์จะยากมาก เริ่มจากการรวมข้อมูลไว้ในที่เดียวก่อน แม้จะเป็นแค่ Google Sheet ที่มีโครงสร้างชัดก็ยังดี -
เริ่มจาก Revenue Management ด้วย AI หรือ Rule-based
เลือกใช้เครื่องมือที่ช่วยแนะนำราคา หรือวาง Rule อัตโนมัติง่าย ๆ เช่น ปรับขึ้น/ลงตาม Occupancy และใกล้วันเข้าพัก -
ใช้ AI ช่วยอ่านรีวิวและตอบรีวิวหลายภาษา
ปัจจุบันมีเครื่องมือที่ช่วยสรุปรีวิว และช่วยร่างคำตอบทั้งภาษาไทย จีน อังกฤษ ได้ค่อนข้างดี รีดเอา Insight ที่สำคัญมานั่งคุยกับทีมบริหารทุกเดือน -
ทดลอง Automation งานหลังบ้านทีละส่วน
เริ่มจากรายงานยอดขายอัตโนมัติ เชื่อม OTA กับระบบบัญชี หรือใช้ Workflow ง่าย ๆ เพื่อลดงานเอกสาร
จุดสำคัญคือ อย่าทำ AI เป็นโปรเจ็กต์ไอที แต่ต้องทำให้เป็น “โครงการธุรกิจ” ที่มี KPI ชัด เช่น:
- รายได้เฉลี่ยต่อห้องเพิ่มกี่เปอร์เซ็นต์
- เวลาที่พนักงานใช้กับแขกลด/เพิ่มเท่าไร
- คะแนนรีวิวเฉลี่ยขยับขึ้นหรือไม่ใน 3–6 เดือน
ทำไมเคส RoomQuest สำคัญต่ออนาคตการท่องเที่ยวไทย
ผมมองว่า RoomQuest กำลังพิสูจน์ 3 เรื่องใหญ่ให้ผู้ประกอบการไทยเห็น:
-
โรงแรมไทยก็ทำ AI ระดับโลกได้ ไม่จำเป็นต้องรอมุมมองจากต่างชาติ
การจับมือกับพันธมิตรเทคโนโลยีต่างประเทศ แต่ใช้ไทยเป็นฐานทดลอง เป็นโมเดลที่ฉลาดและใช้ได้กับหลายธุรกิจในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว -
การเติบโตแบบยั่งยืนในธุรกิจโรงแรม ต้องเติบโตแบบ “เพิ่มสาขาโดยไม่เพิ่มคนตามสัดส่วน”
AI Automation คือคำตอบที่เป็นรูปธรรมที่สุด ณ ตอนนี้ -
การเชื่อมต่อกับ Ecosystem ระดับประเทศอื่น เช่น จีน ผ่าน AI และแพลตฟอร์มอย่าง WeChat จะกลายเป็นมาตรฐานใหม่
โรงแรมที่ไม่คิดเชื่อมต่อ อาจถูกมองไม่เห็นในตลาดสำคัญ ๆ ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
สำหรับซีรีส์ “AI ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย” เคส RoomQuest ถือเป็นตัวอย่างชัดเจนของการใช้ AI สำหรับธุรกิจค้าปลีกบริการ ที่จับต้องได้ วัดผลได้ และขยายได้จริง ไม่ใช่แค่ PoC ในห้องทดลอง
คำถามที่เหลือคือ: ในปี 2569–2570 โรงแรมหรือธุรกิจท่องเที่ยวของคุณจะอยู่ในกลุ่มที่ “ทดลองใช้ AI ดูก่อน” หรือจะเป็นกลุ่มที่ “ใช้ AI เป็นระบบปฏิบัติการหลักของธุรกิจ” แบบที่ RoomQuest กำลังทำอยู่
ถ้าคุณอยากเริ่มวันนี้ ให้ย้อนกลับไปดู 1–2 ส่วนที่กระทบกำไรธุรกิจคุณที่สุด แล้วถามตัวเองแค่ข้อเดียว: ถ้าใช้ AI และ Automation ในจุดนี้ได้ผลจริง ธุรกิจเราจะเปลี่ยนไปขนาดไหน?