RoomQuest กับโมเดลโรงแรม AI ตัวอย่างให้ธุรกิจไทย

AI ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยBy 3L3C

RoomQuest กลายเป็นเคสจริงของโรงแรมไทยที่ใช้ AI ขับเคลื่อนทั้งระบบ บทเรียนสำคัญสำหรับเจ้าของโรงแรมที่อยากยกระดับรายได้และประสบการณ์ลูกค้าในยุคใหม่

AI โรงแรมธุรกิจท่องเที่ยวไทยRoomQuestAI AutomationRevenue ManagementHotel Technology
Share:

โรงแรมไทยที่ใช้ AI เต็มรูปแบบจริง ๆ มีแล้ว และไม่ได้ไกลตัวเลย

ส่วนใหญ่โรงแรมยังใช้ Excel ปรับราคาเอง รับรีวิวแล้วก็ปล่อยทิ้ง แม่บ้านยังต้องเขียนเช็คสภาพห้องในกระดาษ แล้วก็มานั่งพิมพ์ซ้ำในระบบอีกที เสียทั้งเวลาและโอกาสสร้างรายได้เพิ่มแบบเงียบ ๆ

แต่วันนี้มีเคสจริงในประเทศไทยที่เลือกเดินอีกทาง และเดินไกลกว่าที่หลายคนคิด คือ รูมเควสท์ (RoomQuest) ที่ประกาศตัวเป็นเครือโรงแรมแรกของโลกที่เอา AI Automation มาขับเคลื่อนแทบทุกส่วนของธุรกิจ ตั้งแต่รายได้ การทำความสะอาด ไปจนถึงการเจาะตลาดจีนผ่านระบบ WeChat

สำหรับคนทำธุรกิจโรงแรม รีสอร์ต หรือกลุ่มที่สนใจ AI ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย เคสนี้สำคัญมาก เพราะมันคือ “ตัวอย่างใช้งานจริง” ไม่ใช่สไลด์พรีเซนต์สวย ๆ ในงานสัมมนา บทความนี้เลยอยากพาแยกส่วนให้เห็นชัดว่า RoomQuest ทำอะไรบ้าง ผลที่คาดหวังคืออะไร และเจ้าของโรงแรมไทยจะหยิบอะไรไปประยุกต์ใช้ได้บ้างตั้งแต่ปี 2568–2569 เป็นต้นไป


RoomQuest ทำอะไรกับ AI บ้าง? ภาพรวมแบบเจ้าของโรงแรมอ่านแล้วเห็นภาพ

คำตอบสั้น ๆ คือ RoomQuestเอา AI ไปอยู่ใน “หัวใจของการดำเนินงาน” ไม่ใช่แค่เพิ่มแชตบอทหน้าเว็บ หรือซื้อระบบมาแปะให้ดูทันสมัย แต่เปลี่ยนทั้งวิธีคิดและวิธีบริหารให้ ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (data-driven) และระบบอัตโนมัติเป็นหลัก

จากข้อมูลที่ประกาศอย่างเป็นทางการ RoomQuest เริ่มใช้ระบบ AI บางส่วนตั้งแต่กุมภาพันธ์ 2569 และตั้งเป้าให้ครบทุกโรงแรมในเครือภายในเมษายน 2569 ครอบคลุมฟังก์ชันหลัก ๆ ดังนี้

  • การจัดการรายได้และราคาด้วย AI (Revenue & Pricing)
  • งานดูแลทำความสะอาดและตรวจสอบห้องพักแบบอัตโนมัติ
  • วิเคราะห์รีวิวและความคิดเห็นลูกค้าด้วย AI
  • งานธุรการหลังบ้าน เช่น เอกสาร การป้อนข้อมูล การกระทบยอด
  • แดชบอร์ดรวมศูนย์สำหรับบริหารหลายสาขาพร้อมกัน

เครือฯ มีประสบการณ์เดินระบบจริงใน 52 สาขาทั่วประเทศ นั่นหมายความว่าระบบ AI ที่ใช้ ไม่ได้ถูกออกแบบมาสำหรับโรงแรมห้องร้อยห้องอย่างเดียว แต่สามารถ “สเกล” ไปกับโมเดลแฟรนไชส์หรือผู้ประกอบการโรงแรมกลาง–เล็กได้ด้วย ถ้าคิดว่า AI เหมาะเฉพาะโรงแรมหรูระดับ 5 ดาว เคสนี้ถือว่าหักล้างชัดเจน


5 ส่วนงานที่ RoomQuest ใช้ AI แล้วได้ประโยชน์ชัด ๆ

1) การจัดการรายได้ (Revenue Management) และการตั้งราคาแบบไดนามิก

จุดที่กระทบกำไรทันทีที่สุด คือ AI ด้านราคาและรายได้ เพราะโรงแรมส่วนใหญ่ในไทยยังตั้งราคาตามประสบการณ์ + ดูคู่แข่งแบบแมนนวล ซึ่งช้าและไม่ละเอียดพอในยุคที่ OTA ขยับราคาถี่มาก

ระบบของ RoomQuest ใช้ AI วิเคราะห์ตัวแปรสำคัญ เช่น

  • ความต้องการจองรายวัน รายสัปดาห์ รายฤดูกาล
  • เทรนด์การจองใน OTA ต่าง ๆ
  • พฤติกรรมลูกค้าจากแต่ละประเทศ
  • ประวัติราคาเดิม และการตอบสนองของตลาดต่อราคา

แล้วให้ AI เสนอ “ราคาที่เหมาะที่สุดในแต่ละช่วงเวลา” โดยมีเป้าหมายเพื่อ ดัน RevPAR และอัตราการเข้าพักให้สูงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยยังอยู่ในกรอบกลยุทธ์ของแบรนด์

สำหรับโรงแรมไทยทั่วไป เอาไปใช้ยังไง?

  • เริ่มจากใช้เครื่องมือ AI ที่ช่วยคาดการณ์ความต้องการ (demand forecasting) ร่วมกับ PMS เดิม
  • กำหนดกรอบราคาต่ำสุด–สูงสุด แล้วให้ AI ช่วยแนะนำราคาต่อวัน
  • เชื่อมข้อมูลกับ OTA ที่สำคัญ เช่น Agoda, Booking, Traveloka เพื่อให้เห็นภาพรวมในที่เดียว

2) ทำความสะอาดและตรวจสอบห้องแบบอัตโนมัติ

หลายโรงแรมเสียห้อง “ขายไม่ได้ชั่วคราว” เพียงเพราะระบบสื่อสารแม่บ้าน–หน้าฟรอนต์ไม่ดีพอ ห้องที่พร้อมขายแล้วไม่ถูกปล่อยในระบบ หรือห้องที่ยังไม่เรียบร้อยดันถูกระบบโชว์ว่า available

RoomQuest แก้ด้วยการใช้ AI และ Automation เข้ามาช่วยติดตามสถานะห้อง เช่น

  • แจ้งงานแม่บ้านอัตโนมัติเมื่อห้องเช็กเอาต์
  • บันทึกเวลาทำความสะอาดแต่ละห้อง เพื่อดู productivity เป็นรายคน
  • ตรวจสอบคุณภาพงานผ่าน checklist ดิจิทัล (ในอนาคตอาจใช้ภาพถ่าย + AI ตรวจดูความเรียบร้อย)

ผลที่ตามมา

  • หมุนห้องได้เร็วขึ้นโดยไม่ต้องเพิ่มคน
  • รู้ชัดว่าช่วงไหนงานล้น ต้องปรับตาราง หรือปรับจำนวนพนักงาน part-time
  • ลดปัญหาแขกขึ้นห้องแล้วเจอห้องไม่พร้อม ซึ่งกระทบรีวิวโดยตรง

3) วิเคราะห์รีวิวและเสียงของลูกค้าด้วย AI (Review & Sentiment Analysis)

โรงแรมไทยจำนวนมาก “อ่านรีวิวแค่บางส่วน” และใช้ความรู้สึกตีความ แต่ RoomQuest นำ AI มาวิเคราะห์รีวิวจากหลายช่องทางแบบรวมศูนย์ เพื่อให้ได้ ข้อมูลเชิงลึก (insight) ที่มากกว่าสกอร์เฉลี่ย

ตัวอย่างการใช้

  • แยกหมวดสิ่งที่ลูกค้าชม–บ่น เช่น ความสะอาด เตียง เสียงดัง Wi-Fi อาหารเช้า พนักงานฟรอนต์
  • ดูเทรนด์ตามเวลา เช่น หลังปรับปรุงห้องน้ำแล้ว รีวิวเรื่องกลิ่นห้องลดลงจริงไหม
  • วัด sentiment รายประเทศ เช่น นักท่องเที่ยวจีนสนใจอะไรเป็นพิเศษ ต่างจากนักท่องเที่ยวยุโรปอย่างไร

สำหรับคนทำโรงแรม จุดนี้ช่วยให้ตัดสินใจแก้ปัญหาได้ “ตรงจุดจริง ๆ” เช่น ถ้ารีวิวเรื่องเสียงดังเยอะ การลงทุนกับฉนวนกันเสียงอาจให้ผลดีกว่าการซื้อเฟอร์นิเจอร์ใหม่ทั้งชุด

4) งานหลังบ้าน – ลดงานเอกสารด้วย Automation

งานหลังบ้านอย่างการออกเอกสาร การป้อนข้อมูล การกระทบยอด OTA การสรุปรายได้ประจำวัน หลายที่ยังใช้คนจำนวนมากจัดการ ทั้งที่เป็นงานที่กติกาตายตัวและซ้ำ ๆ

RoomQuest ใช้ระบบอัตโนมัติและ AI ช่วยในส่วนนี้ เช่น

  • ดึงข้อมูลยอดจอง ยอดชำระเงินจากหลายช่องทางมารวมกัน
  • จัดหมวดรายได้ตามช่องทาง (direct / OTA / corporate)
  • เตรียมรายงานสำหรับผู้บริหารแบบเรียลไทม์ผ่านแดชบอร์ด

ผลคือ ทีมทำงานน้อยลงในงานเอกสาร แต่มีเวลาไปโฟกัสการขายและการบริการมากขึ้น ซึ่งเป็นแนวทางเดียวกับเป้าหมายของซีรีส์ “AI สำหรับธุรกิจค้าปลีกไทย” ที่เน้นให้คนไปทุ่มกับงานที่สร้างมูลค่า ไม่ใช่งานป้อนข้อมูล

5) แดชบอร์ดรวมศูนย์ – เหมาะมากสำหรับเจ้าของที่มีหลายสาขา

RoomQuest มีมากกว่า 50 สาขา การบริหารแบบรายสาขาโดยไม่มีภาพรวมกลางแทบเป็นไปไม่ได้ จึงมีการใช้ แดชบอร์ดรวมศูนย์ ที่ดึงข้อมูลจากทุกโรงแรมขึ้นมาให้ผู้บริหารดูได้ในหน้าจอเดียว

ตัวอย่างข้อมูลสำคัญที่ควรมีบนแดชบอร์ดแบบนี้:

  • อัตราการเข้าพัก (Occupancy) รายสาขา
  • RevPAR / ADR เทียบกันระหว่างเมืองหรือโซน
  • แหล่งที่มาของลูกค้า (ช่องทางจอง / ประเทศ / segment)
  • คะแนนรีวิวเฉลี่ย + sentiment ในแต่ละสาขา

ใครที่ทำเครือรีสอร์ต หรือมีโรงแรมหลายแห่งในจังหวัดท่องเที่ยวแบบภูเก็ต เชียงใหม่ สมุย แนวคิดนี้นำไปใช้ได้ตรง ๆ แม้จะยังไม่มี AI ขั้นสูง ก็เริ่มจากรวมข้อมูลให้เห็นภาพรวมก่อน แล้วค่อยต่อยอดด้วย AI ภายหลัง


ทำไมเคส RoomQuest ถึงสำคัญกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย

นี่ไม่ใช่แค่การใช้เทคโนโลยีใหม่ แต่คือการเปลี่ยน “โมเดลธุรกิจโรงแรม” ให้พร้อมขยายทั้งในและต่างประเทศ โดยใช้ไทยเป็นสนามทดสอบหลัก แล้วค่อยกระจายออกภูมิภาค

1) ไทยเป็นฐานทดสอบโมเดล AI ก่อนสเกลทั่วโลก

แผนของ RoomQuest ชัดเจนว่า

  • ปี 2569: พัฒนาและพิสูจน์ผลในไทยให้ชัด วัดผลเรื่องรายได้ ต้นทุน การบริหาร
  • จากนั้นขยายไปมาเลเซีย ดูไบ สหรัฐอเมริกา และอเมริกาใต้

ไทยเลยไม่ได้เป็นแค่ “ตลาดบ้านเกิด” แต่กลายเป็น ห้องทดลองระดับโลกของโมเดลโรงแรมที่ขับเคลื่อนด้วย AI ซึ่งส่งผลดีต่อภาพรวม AI ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย เพราะต่างชาติมองเห็นว่าบ้านเราพร้อมทดลองของใหม่ และทำได้จริง ไม่ใช่แค่พูด

2) การเจาะตลาดจีนด้วย AI + WeChat ผ่านพาร์ตเนอร์ Elong

หนึ่งในดีลที่น่าสนใจมากคือการจับมือกับ Elong และผสานการจองเข้ากับระบบนิเวศของ WeChat ที่มีผู้ใช้เกิน 1 พันล้านคน

จุดแข็งคือ

  • เข้าถึงนักท่องเที่ยวจีนในแพลตฟอร์มที่เขาใช้อยู่แล้ว
  • ใช้ AI ของฝั่งจีนช่วยแนะนำที่พักให้ตรงกับพฤติกรรมและความชอบ
  • เพิ่มการมองเห็น (visibility) ของโรงแรมไทยโดยไม่ต้องพึ่งแต่ OTA เดิม ๆ

ในช่วงที่การท่องเที่ยวจีนกำลังกลับมาฟื้นตัว การที่ RoomQuest “จองที่นั่ง” ไว้ก่อนในระบบ WeChat ถือเป็นแต้มต่อที่ผู้ประกอบการรายอื่นควรจับตา และนี่คือสัญญาณชัดว่า ใครเข้าใจ AI + แพลตฟอร์มประเทศต้นทางได้ก่อน มีโอกาสเก็บเค้กก้อนใหญ่กว่า


เจ้าของโรงแรมไทยจะเริ่มใช้ AI ยังไง โดยไม่ต้องไปถึงระดับ RoomQuest ทันที

หลายคนอ่านมาถึงตรงนี้อาจคิดว่า “ดีมาก แต่ของเรายังเล็ก งบไม่เท่าเขา” ผมมองว่าความจริงมันง่ายกว่านั้น และไม่จำเป็นต้องเริ่มจากระบบใหญ่ทั้งชุด

ลองเริ่มจาก 4 ก้าวนี้ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของซีรีส์ AI สำหรับธุรกิจค้าปลีกไทย: ยกระดับประสบการณ์ลูกค้า และใช้ได้กับโรงแรม/ที่พักเหมือนกัน

ก้าวที่ 1: ทำข้อมูล (Data) ให้เป็นระเบียบก่อน

AI จะมีค่า ก็ต่อเมื่อข้อมูลไม่เละ

  • ใช้ PMS ที่เชื่อมกับ OTA ได้ดี และดึงข้อมูลมารวมในที่เดียว
  • แยกประเภทลูกค้าให้ชัด เช่น ประเทศ ช่องทางจอง วัตถุประสงค์การเดินทาง
  • เก็บข้อมูลรีวิวในรูปแบบที่วิเคราะห์ต่อได้

ก้าวที่ 2: เริ่มจาก AI ที่ใกล้ตัวและเห็นผลเร็ว

ตัวอย่างเช่น

  • ระบบแนะนำราคา (pricing recommendation) ที่เชื่อมกับ PMS / channel manager
  • AI ช่วยตอบแชตหลายภาษา (multi-language chatbot) สำหรับไลน์ เฟซบุ๊ก หรือเว็บ
  • เครื่องมือวิเคราะห์รีวิว แบบใช้ AI แยกหมวดคำชม–คำบ่น

ก้าวที่ 3: ปรับกระบวนการทำงานให้คนกับ AI ทำงานร่วมกัน

อย่าให้ AI กลายเป็น “ของเล่นฝ่าย IT” อย่างเดียว ต้องผูกกับการทำงานจริงของทีม

  • ฟรอนต์ต้องเข้าใจว่าราคาเปลี่ยนตาม AI เพราะอะไร และจะอธิบายลูกค้ายังไง
  • หัวหน้าแม่บ้านต้องใช้แดชบอร์ดสถานะห้องเป็นหลัก แทนโพยกระดาษ
  • ทีมการตลาดต้องอาศัย insight จาก AI ในการวางแคมเปญจริง ไม่ใช่ใช้อินทิวิชันล้วน ๆ

ก้าวที่ 4: วางเป้าหมายให้ชัด ว่าจะเอา AI มาช่วยอะไร

อย่าซื้อ AI เพราะกลัว “ตกเทรนด์” ให้ถามตัวเองก่อนว่า

  • อยากลดต้นทุนต่อห้องลงกี่เปอร์เซ็นต์?
  • อยากดัน RevPAR หรือ ADR ขึ้นเท่าไร ในกี่เดือน?
  • อยากได้รีวิวเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจากกี่ดาวเป็นกี่ดาว?

เมื่อเป้าชัด คุณจะเลือกเครื่องมือ เลือกพาร์ตเนอร์ และวัดผลได้แบบเดียวกับที่ RoomQuest ทำ เพียงแต่อาจเริ่มเล็กกว่า และโตตามจังหวะของธุรกิจคุณเอง


AI จะกลายเป็น “มาตรฐานใหม่” ของโรงแรมไทย ไม่ใช่แค่ตัวเลือกเสริม

เคส RoomQuest สะท้อนภาพชัดว่า AI ในธุรกิจโรงแรมไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป และในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า แขกจะเริ่มคาดหวังความลื่นไหลแบบนี้เป็นเรื่องปกติ ตั้งแต่การจอง การเช็กอิน ไปจนถึงประสบการณ์ในห้องพัก

สำหรับผู้ประกอบการไทย นี่คือโอกาสตั้งหลักใหม่ ก่อนที่คู่แข่งในและนอกประเทศจะวิ่งแซงไปไกล ใครเริ่มเรียนรู้และทดลองก่อน จะเข้าใจทั้งจุดแข็ง–จุดอ่อนของตัวเอง และออกแบบโมเดลที่เหมาะกับบริบทไทยได้ดีกว่า

คำถามที่น่าคิดในวันที่ 07/12/2025 คือ: คุณอยากเป็นโรงแรมที่ต้องวิ่งตามมาตรฐานใหม่ของอุตสาหกรรม หรืออยากเป็นหนึ่งในคนที่ช่วยกำหนดมาตรฐานนั้นเอง?

ถ้าคุณกำลังมองหาวิธีใช้ AI เพื่อยกระดับประสบการณ์ลูกค้าในธุรกิจท่องเที่ยวของตัวเอง บทความถัดไปในซีรีส์นี้ เราจะลงรายละเอียดเรื่องการใช้ AI ทำ personalization และ chatbot หลายภาษาแบบใช้งานได้จริงสำหรับตลาดไทย