Emirates จับมือ OpenAI: สัญญาณแรงที่ธุรกิจท่องเที่ยวไทยห้ามมองข้าม

AI ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยBy 3L3C

ดีล Emirates x OpenAI คือสัญญาณแรงว่า AI กำลังเปลี่ยนเกมท่องเที่ยวโลก บทความนี้สรุปบทเรียนและแผน AI เวอร์ชันไทยสำหรับโรงแรมและทัวร์

AI ท่องเที่ยวEmiratesOpenAIChatGPT Enterpriseดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นโรงแรมไทยสายการบิน
Share:

ทำไมดีล Emirates x OpenAI ถึงสำคัญกับธุรกิจท่องเที่ยวไทย

Emirates เพิ่งประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับ OpenAI เพื่อใช้ ChatGPT Enterprise และสร้าง AI Centre of Excellence ภายในองค์กร เป้าหมายชัดมาก: ใช้ Generative AI ยกระดับการดำเนินงานและประสบการณ์ลูกค้าแบบทั้งระบบ

นี่ไม่ใช่ข่าวเทคโนโลยีไกลตัว แต่คือสัญญาณตรงๆ ว่า สายการบินและยักษ์ใหญ่ท่องเที่ยวทั่วโลกกำลังเร่ง “ยกเครื่องด้วย AI” อย่างจริงจัง ใครเริ่มก่อน ได้เปรียบก่อน และช่องว่างจะกว้างขึ้นเรื่อยๆ

สำหรับผู้ประกอบการท่องเที่ยว โรงแรม และสายการบินในไทย ดีลนี้คือเคสศึกษาชั้นดี ว่าองค์กรระดับโลกวางหมาก AI ยังไง แล้วเราจะ “หยิบมาใช้แบบไทยๆ” ให้เข้ากับบริบทของเราได้ยังไง โดยเฉพาะในช่วงไฮซีซันปลายปี 11–01 ที่ลูกค้าต่างชาติหลั่งไหลเข้าไทยจำนวนมาก

ในบทความนี้ ผมจะเล่า 3 เรื่องหลัก:

  • Emirates ทำอะไรกับ OpenAI และคิดแบบไหน
  • บทเรียนที่ธุรกิจท่องเที่ยวไทยควรเรียนรู้
  • โครงสร้างแผน AI แบบจับต้องได้ สำหรับโรงแรม สายการบิน และเอเจนซีไทย

Emirates x OpenAI: เขาทำอะไรกันแน่ในเชิงกลยุทธ์

แกนหลักของดีลนี้คือการ “ฝัง AI เข้าไปในทุกส่วนขององค์กร” ไม่ใช่แค่ติดตั้งบอตหน้าบ้านให้ลูกค้าคุยเล่น Emirates กับ OpenAI วางองค์ประกอบไว้ชัดประมาณนี้

1) ใช้ ChatGPT Enterprise ทั่วทั้งองค์กร

Emirates จะใช้ ChatGPT Enterprise เป็นแพลตฟอร์มหลักให้พนักงาน:

  • ช่วยตอบอีเมลลูกค้าและพาร์ตเนอร์ให้เร็วและตรงโทนแบรนด์
  • สรุปรายงานยาวๆ เป็นอินไซต์สั้นๆ ให้ผู้บริหารตัดสินใจเร็วขึ้น
  • สร้างไอเดียแคมเปญการตลาด แอดครีเอทีฟ หรือคอนเทนต์หลายภาษา
  • ช่วยทีมปฏิบัติการวางแผนตารางบิน การจัดสรรทรัพยากร ฯลฯ

ทั้งหมดนี้อยู่บนแพลตฟอร์มองค์กรที่ปลอดภัยกว่า AI เวอร์ชันสาธารณะ มีฟีเจอร์ด้านความเป็นส่วนตัวและการจัดการสิทธิ์ผู้ใช้

2) ปั้นคนและวัฒนธรรม AI จากด้านใน

ดีลนี้ไม่ได้มีแค่เทคโนโลยี แต่มี “โปรแกรมสร้างคน” ชัดเจน:

  • AI literacy programme: สอนพนักงานทั้งองค์กรให้ใช้ AI เป็น เห็นข้อจำกัด และใช้ให้ถูกกับงาน
  • Leadership sessions: เวิร์กช็อปผู้บริหารให้เข้าใจทิศทาง AI และตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ได้
  • AI champion network: ดึงคนในแผนกต่างๆ มาเป็น “หัวหอก AI” ประจำสายงานของตัวเอง

พูดง่ายๆ Emirates ไม่ได้ซื้อ AI มาใช้ แต่กำลังสร้าง “องค์กรที่พูดภาษา AI ได้ทั้งบริษัท”

3) ตั้ง AI Centre of Excellence และ Sandbox ทดลองจริง

ทั้งสององค์กรจะตั้ง

  • AI Centre of Excellence (CoE): ศูนย์กลางคิด วางมาตรฐาน และช่วยหน่วยงานต่างๆ ใช้ AI
  • Sandbox environment: สภาพแวดล้อมทดสอบ use case ใหม่ๆ แบบเร็วๆ ก่อนขยายจริง

ทีมเทคโนโลยีของ Emirates กับ OpenAI จะช่วยกัน

  • เลือก use case ที่คุ้มค่าที่สุดในเชิงธุรกิจ
  • ทำ rapid prototype ทดลองเร็ว ผิดเร็ว ปรับเร็ว
  • วางมาตรฐานการเชื่อมต่อโมเดล AI เข้ากับระบบเดิม เช่น ระบบสำรองที่นั่ง CRM ระบบสนามบิน

จุดโฟกัสคือ โซลูชันที่ “ใช้งานได้จริงและขยายได้” ไม่ใช่แค่โปรเจ็กต์โชว์นวัตกรรมแล้วจบ


5 บทเรียนจาก Emirates ที่ธุรกิจท่องเที่ยวไทยควรหยิบไปใช้

สิ่งที่ผมชอบจากเคสนี้คือ หลายอย่างเอามาใช้กับธุรกิจไทยได้เลย แม้ทรัพยากรเราจะไม่เท่าบริษัทระดับ Emirates ก็ตาม

1) เริ่มจากกลยุทธ์ ไม่ใช่จากเครื่องมือ

Emirates เริ่มจากคำถามว่า

“AI จะช่วยแก้ปัญหาธุรกิจอะไร และสร้างประสบการณ์ลูกค้าแบบไหน?”

ไม่ใช่ “มี ChatGPT แล้วไปทำอะไรดี”

ธุรกิจท่องเที่ยวไทยควรเริ่มจากปัญหา เช่น

  • โรงแรม: อัตราการกลับมาพักซ้ำต่ำ ขาด personalization
  • เอเจนซี: เสียเวลาในการทำโปรแกรมทัวร์ซ้ำๆ ให้ลูกค้ากลุ่มเดิม
  • สายการบิน/โลว์คอสต์: คอลเซ็นเตอร์สะสมเคสตอบซ้ำจำนวนมาก

แล้วค่อยถามต่อว่า “AI แบบไหนช่วยลดต้นทุน หรือเพิ่มรายได้ได้ชัดเจนที่สุด”

2) ลงทุนเรื่องความรู้ AI ของคนในองค์กร

หลายโรงแรมในไทยเริ่มใช้ chatbot หลายภาษา แต่พนักงาน front / reservation / marketing ยังกลัวหรือไม่มั่นใจในการใช้ AI ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ผมมองว่าควรทำเหมือน Emirates แต่ย่อส่วน:

  • จัด AI workshop 3 ชั่วโมง ให้พนักงานหลักๆ ในแต่ละแผนก
  • มี คู่มือ prompt ภาษาไทย สำหรับงานหลัก เช่น ตอบรีวิว, เขียนอีเมล, สรุปรายงานแขก
  • ให้หัวหน้าทีมแต่ละแผนกเป็น “AI champion” ดูแลวิธีใช้และความถูกต้อง

องค์กรที่คนส่วนใหญ่ “ใช้ AI เป็น” จะวิ่งเร็วกว่าองค์กรที่มี AI ดีแต่ไม่มีใครกล้าใช้

3) ทำ pilot project ก่อนขยายใหญ่

Emirates เน้นทำ pilot use case ก่อน แล้วค่อยขยายสเกล ซึ่งเหมาะมากกับบริบทไทยที่ต้องระวังเรื่องงบและการเปลี่ยนแปลงระบบ

ตัวอย่าง pilot สำหรับธุรกิจไทย:

  • โรงแรมขนาดกลาง: ทำ AI chatbot หลายภาษา (ไทย–อังกฤษ–จีน–รัสเซีย) เฉพาะบนเว็บไซต์ตัวเองก่อน แล้ววัด conversion จากแชทเป็นการจองห้อง
  • บริษัททัวร์ inbound: ใช้ AI สร้าง draft โปรแกรมเที่ยว 3–7 วันให้คนจีน/อินเดีย แล้วให้ทีมขายปรับแต่งต่อ ลดเวลาทำ proposal ลง 50–70%
  • สนามบินภูมิภาค: ใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลร้องเรียนและรีวิว เพื่อจัดลำดับปัญหาที่ต้องแก้ด่วนที่สุด

4) สร้างมาตรฐานเรื่องข้อมูลและความปลอดภัย

Emirates เลือกใช้ ChatGPT Enterprise ก็เพราะต้องจัดการเรื่องข้อมูลลูกค้าและความปลอดภัยอย่างจริงจัง

ฝั่งไทยก็ควรคิดตั้งแต่แรกว่า

  • จะป้องกันไม่ให้ข้อมูลบัตรเครดิตหรือข้อมูลส่วนบุคคลไหลเข้าสู่ AI สาธารณะยังไง
  • จะเก็บ log การใช้ AI เพื่อ audit และปรับปรุงคุณภาพยังไง
  • จะอธิบายกับลูกค้าอย่างโปร่งใสว่ามีการใช้ AI ในส่วนไหนของบริการ

ยิ่งอุตสาหกรรมท่องเที่ยวทำงานกับนักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวนมาก เรื่อง trust เป็นจุดชี้เป็นชี้ตายได้เลย

5) มอง AI เป็น “คู่หู” ไม่ใช่ “ศัตรูแย่งงาน”

Emirates พูดชัดว่า AI จะ ช่วยเสริมศักยภาพทีมงาน ไม่ได้ใช้มาแทนที่ทุกคน

สำหรับไทย ถ้าอยากให้ AI อยู่ได้จริงในองค์กร ผมว่าเราต้องสื่อสารกับพนักงานแบบนี้ให้เคลียร์:

  • AI ช่วยลดงาน routine เพื่อให้มนุษย์ไปโฟกัสกับงานที่ต้องใช้ความสัมพันธ์และความเข้าใจคน
  • พนักงานที่ “ใช้ AI เก่ง” จะมีมูลค่าสูงขึ้นในตลาดงาน
  • งานบริการของไทยมีจุดแข็งเรื่องความเป็นกันเอง ยืดหยุ่น และเข้าใจวัฒนธรรม ซึ่ง AI ยังแทนไม่ได้

ตัวอย่างการประยุกต์ AI แบบ Emirates สำหรับธุรกิจท่องเที่ยวไทย

เพื่อให้ชัดเจนขึ้น ลองจับไอเดียจาก Emirates มาแปลงเป็น use case แบบไทยๆ ที่ทำได้จริงใน 3–6 เดือน

1) โรงแรมไทย: จาก Chatbot ธรรมดา สู่ AI Concierge หลายภาษา

ปัญหาที่เจอประจำ

  • คำถามเดิมๆ เช่น เวลาเช็กอิน, วิธีเดินทางจากสนามบิน, อาหารฮาลาล/เจ หรือไม่
  • แขกต่างชาติหลากหลายภาษา แต่ทีมงานพูดได้แค่ 1–2 ภาษา

แนวทางทำแบบ Emirates (แต่ย่อขนาด)

  • ตั้ง “AI Centre เล็กๆ” คือทีม 2–3 คน จาก IT + Front Office + Marketing
  • เก็บ FAQ, ข้อมูลห้อง, แพ็กเกจ, สิ่งอำนวยความสะดวก มาป้อนเป็น knowledge base ภาษาไทย–อังกฤษ
  • ใช้ AI chatbot หลายภาษาตอบคำถามบนเว็บไซต์/LINE/เฟซบุ๊ก
  • ให้พนักงาน front ลองใช้ AI เป็น “ตัวช่วยแปล+เขียนตอบ” เวลาแชทกับแขกยากๆ

สิ่งที่วัดผลได้

  • เวลาตอบแชทเฉลี่ยลดลงกี่เปอร์เซ็นต์
  • อัตราปิดการจองจากแชทเพิ่มขึ้นเท่าไร
  • คะแนนรีวิวเรื่องการสื่อสารกับโรงแรมดีขึ้นหรือไม่

2) บริษัททัวร์: AI เป็นผู้ช่วยสร้างโปรแกรมทัวร์และคอนเทนต์

สถานการณ์จริง เซลส์ขายทัวร์ใช้เวลาหลายชั่วโมงเขียนโปรแกรมทัวร์ใหม่ ทั้งที่โครงคล้ายกัน เช่น “เที่ยวเชียงใหม่ 3 วัน 2 คืน” แค่เปลี่ยนกลุ่มลูกค้าเป็นครอบครัว/ผู้สูงอายุ/สายทำคอนเทนต์

ทำยังไงได้บ้าง

  • เอาโปรแกรมทัวร์เดิม 20–50 ชุดมาเป็นฐานข้อมูลให้ AI
  • ใช้ AI สร้าง draft โปรแกรมใหม่ตามโจทย์ เช่น ประเทศต้นทาง งบประมาณ ความสนใจพิเศษ (สายกิน สายวัด สายธรรมชาติ)
  • ให้เซลส์ปรับรายละเอียดให้เข้ากับซัพพลายเออร์และราคาจริง
  • ใช้ AI ช่วยเปลี่ยนภาษา/โทน เช่น ทำเวอร์ชันสำหรับตลาดจีน อินเดีย ยุโรป

สเต็ปนี้ใกล้เคียงสิ่งที่ Emirates ทำในส่วน “rapid prototyping” แค่เปลี่ยนจากระบบการบินมาเป็นโปรแกรมทัวร์

3) สายการบินไทย/โลว์คอสต์: ลดภาระคอลเซ็นเตอร์ด้วย AI

Emirates โฟกัสเรื่อง “customer experience” หนักมาก ธุรกิจไทยก็ทำคล้ายกันได้ โดยเฉพาะสายการบินที่เคสซ้ำๆ เยอะ

use case ที่ทำได้เร็ว

  • AI อ่านและจัดหมวดหมู่อีเมลลูกค้า (เลื่อนวันเดินทาง ขอคืนเงิน เปลี่ยนชื่อผู้โดยสาร ฯลฯ) แล้วส่งต่อทีมที่เกี่ยวข้อง
  • AI แนะนำคำตอบแรกให้คอลเซ็นเตอร์/แชทเอเจนต์ เพื่อให้ตอบได้เร็วและสม่ำเสมอ
  • สร้าง knowledge base ภายในที่ทีมงานค้นหาคำตอบระเบียบ/นโยบายได้ในไม่กี่วินาที

ถ้าอยากเริ่มสร้าง “AI Roadmap” แบบ Emirates ในเวอร์ชันไทย ต้องทำอะไรบ้าง

ลองสรุปเป็นแผน 4 ขั้นที่ธุรกิจท่องเที่ยวไทยเอาไปใช้ได้ ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม เอเจนซี หรือสายการบิน

ขั้นที่ 1: ตั้งเป้าหมายธุรกิจให้ชัด (1–2 สัปดาห์)

ถามตัวเองตรงๆ ว่า

  • จะลดต้นทุนส่วนไหนด้วย AI (เช่น ค่าโอทีคอลเซ็นเตอร์ เวลาทำงานเอกสาร)
  • จะเพิ่มรายได้ตรงไหนด้วย personalization หรือ upsell
  • จะยกระดับประสบการณ์แขกจุดไหนให้แตกต่างจากคู่แข่ง

เขียนออกมาเป็นเป้าหมายเชิงตัวเลข เช่น

  • ลดเวลาตอบลูกค้าเฉลี่ยจาก 2 ชั่วโมง เหลือไม่เกิน 15 นาที ภายใน 3 เดือน
  • เพิ่มอัตราการจองตรง (direct booking) ผ่านเว็บไซต์ 20% ภายใน 6 เดือน

ขั้นที่ 2: เลือก 2–3 use case ที่ง่ายและเห็นผลไว (2–4 สัปดาห์)

โฟกัสที่งานที่มี 3 คุณสมบัตินี้

  • ทำซ้ำเยอะๆ
  • มีกฎชัด หรือข้อมูลอดีตเยอะ
  • มีผลต่อความพอใจลูกค้าหรือรายได้ชัด

ตัวอย่างเช่น

  • Chatbot ถาม–ตอบเบื้องต้นและเก็บ lead
  • ผู้ช่วยเขียนอีเมล/ตอบรีวิวโรงแรมหลายภาษา
  • ผู้ช่วยวิเคราะห์รีวิว/แบบสอบถาม เพื่อหา insight

ขั้นที่ 3: ตั้ง “AI Team เล็กๆ” และลองทำ pilot (1–3 เดือน)

ไม่จำเป็นต้องสร้างฝ่ายใหม่ ขอแค่มีทีม core 3–5 คน

  • 1 คนจากฝ่ายปฏิบัติการ/บริการลูกค้า
  • 1 คนจากฝ่ายขาย/การตลาด
  • 1 คนจาก IT หรือคนที่สนใจเทคโนโลยี

หน้าที่ของทีมนี้คือ

  • เลือกเครื่องมือ AI ที่เหมาะ (จะเป็น OpenAI หรือผู้ให้บริการที่มีโซลูชันในไทยก็ได้)
  • กำหนดกระบวนการใช้งาน และกฏความปลอดภัย
  • เก็บตัวเลขวัดผล และแชร์ให้ผู้บริหารเห็นเป็นรอบเดือน

ขั้นที่ 4: ขยายผลและสร้างวัฒนธรรม AI (ต่อเนื่อง)

ถ้า pilot เริ่มเห็นผล

  • สร้าง คู่มือ AI ภาษาไทย ให้พนักงานใหม่เข้าใจเร็ว
  • จัดแชร์เคสดีๆ ทุกเดือนว่าทีมไหนใช้ AI แล้วเวิร์กอย่างไร
  • ค่อยๆ ขยายจาก 2–3 use case ไปเป็น 10–15 use case ใน 1–2 ปี

นี่คือสิ่งที่ Emirates ทำในระดับใหญ่ ส่วนธุรกิจไทยก็ทำได้ในสเกลที่เล็กลงแต่มีทิศทางเดียวกัน


มองไปข้างหน้า: ถ้า Emirates เดิน เราก็ต้องไม่ยืนอยู่กับที่

ดีล Emirates x OpenAI สะท้อนเทรนด์ชัดมากว่า อนาคตของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวคือ “AI + มนุษย์” ใครผสมสองอย่างนี้ได้ลงตัว จะชนะทั้งเรื่องต้นทุน ความเร็ว และประสบการณ์ลูกค้า

สำหรับไทยที่กำลังดันแคมเปญการท่องเที่ยวใหม่ๆ ในช่วงปลายปี 2568 การเริ่มวางรากฐาน AI ตั้งแต่ตอนนี้ จะทำให้เรา

  • รองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติได้จำนวนมากขึ้น โดยไม่ต้องเพิ่มคนเท่าตัว
  • เสนอประสบการณ์ที่ “รู้ใจแต่ละคน” มากขึ้น ผ่าน personalization และการคาดการณ์เทรนด์ท่องเที่ยว
  • ใช้ข้อมูลการเดินทางมาปรับปรุงบริการแบบ real-time ได้มากขึ้น

ถ้าคุณทำงานในสายท่องเที่ยวไทย ไม่ว่าจะเป็นโรงแรมเล็ก กลาง หรือเชนใหญ่ ผมอยากชวนให้ย้อนกลับไปถามตัวเองง่ายๆ แค่ข้อเดียว:

ภายใน 6 เดือนข้างหน้า ธุรกิจของคุณจะมี AI ตัวไหนที่ ลูกค้าสัมผัสได้จริง บ้าง?

เพราะสุดท้าย ลูกค้าจะไม่ถามว่า “คุณใช้ AI อะไร” แต่จะถามว่า “ประสบการณ์ที่ฉันได้รับ ดีและง่ายขึ้นแค่ไหน” และนั่นคือจุดที่ AI ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยจะสร้างความต่างให้เราได้จริงๆ