วางแผนเที่ยวปีใหม่ด้วย AI ให้รอดไม่พัง ใช้ AI เป็นผู้ช่วยร่างแผนแล้วให้คนจริงช่วยยืนยัน พร้อมมุมมองสำหรับธุรกิจท่องเที่ยวไทยว่าจะต่อยอด Pain Point นี้เป็นโอกาสได้ยังไง
ในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2568 นี้ มีคนจำนวนไม่น้อยที่กดพิมพ์คำว่า “วางแผนเที่ยวให้หน่อย” ใส่ AI ก่อนเปิดเว็บเอเจนซี่ท่องเที่ยวด้วยซ้ำ ข้อมูลจากต่างประเทศบอกว่า Traffic ที่มาจาก Generative AI เข้าเว็บท่องเที่ยวโตขึ้นถึง 3,500% ภายในปีเดียว นี่ไม่ใช่กระแสเล่น ๆ อีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นพฤติกรรมหลักของนักเดินทางยุคดิจิทัล
แต่ด้านมืดของเทรนด์นี้ก็น่าจำให้ขึ้นใจเหมือนกัน หลายเคสเริ่มเล่าว่าทริปพังเพราะเชื่อ AI เกินไป ทั้งงานอีเวนต์ที่ถูกยกเลิกไปแล้ว โรงแรมที่เต็มมาหลายเดือน หรือไฟลต์ต่อเครื่องที่แทบวิ่งยังไม่ทัน โดยเฉพาะช่วง High Season แบบปลายปี ความผิดพลาดเล็ก ๆ จากข้อมูลเก่าของ AI แปลว่า “เงินสด + วันลาพักร้อน” สูญเปล่าได้ทันที
บทความนี้อยู่ในซีรีส์ “AI ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย” เลยจะไม่คุยแค่ในมุมผู้ใช้ แต่จะจับประเด็นให้ครบทั้งฝั่งนักท่องเที่ยวและธุรกิจท่องเที่ยวไทย ว่า:
- ทำไมการวางแผนเที่ยวด้วย AI ถึงเสี่ยง “พังแบบไม่รู้ตัว”
- เราควรใช้ AI ยังไงให้ได้ประโยชน์เต็มที่ แต่ไม่โดนหลอกด้วย Data เก่า
- และสำหรับเจ้าของธุรกิจท่องเที่ยว โรงแรม และ SME ไทย คุณสามารถใช้ Pain Point เหล่านี้ต่อยอดเป็น “โอกาสทางธุรกิจ” ได้ยังไง
ทำไมการวางแผนเที่ยวด้วย AI ถึงยังน่าห่วง
AI เก่งเรื่อง “คิดภาพรวม” แต่ยังไม่เก่งเรื่อง “หน้างานจริง” โดยเฉพาะการท่องเที่ยวที่ทุกอย่างเปลี่ยนเร็ว ทั้งตารางเที่ยวบิน อีเวนต์ในเมือง กฎวีซ่า หรือแม้แต่ร้านอาหารเล็ก ๆ ที่ปิดเพราะเจ้าของร้านกลับบ้านปีใหม่
1. ข้อมูลเก่า + วันหยุดเทศกาล = สูตรพังประจำปี
Generative AI ส่วนใหญ่ยังพึ่งข้อมูลในอดีตหรือฐานข้อมูลที่อัปเดตไม่ทันสถานการณ์จริง แม้บางแพลตฟอร์มจะต่ออินเทอร์เน็ตได้ แต่ก็ไม่ได้เข้าใจความต่างระหว่าง “วันธรรมดา” กับ “ช่วงเทศกาล” แบบลึกพอ
ตัวอย่างคลาสสิกที่ถูกยกบ่อยคือเคสเคาท์ดาวน์ปีใหม่ที่ชิบูย่า โตเกียว AI แนะนำละเอียดมากว่าต้องไปจุดไหน เวลาไหน แต่สิ่งที่ไม่รู้คือ อีเวนต์ถูกยกเลิกไปแล้ว ใครบินไปตามแพลน ก็ได้แค่ยืนมองถนนโล่ง ๆ ท่ามกลางความหนาวและค่าตั๋วเครื่องบินราคา High Season
ถ้าเทียบกับบริบทไทย ภาพแบบนี้เกิดได้ง่ายกับ:
- งานเคาท์ดาวน์ตามจังหวัดที่เปลี่ยนสถานที่หรือยกเลิกกระทันหัน
- ตลาดคริสต์มาส / Winter Festival ที่ปีนี้จัดเล็กลงหรือหยุดจัด
- จุดถ่ายรูปตามธรรมชาติที่ปิดฟื้นฟู หรือเข้าได้เฉพาะรอบจองล่วงหน้า
AI ไม่ได้โกหก แต่ใช้ “ข้อมูลเวอร์ชันปีที่แล้ว” มาตอบปีนี้ นี่คือปัญหาใหญ่ของการเอา LLM มาใช้กับทริปที่ทุกดีเทลมีค่า
2. AI ไม่เข้าใจวัฒนธรรมลึกเท่าคนจริง
สิ่งที่ทำให้การเดินทางสนุกคือความ “ละเอียดอ่อนทางวัฒนธรรม” ซึ่ง AI ยังจับน้ำเสียงและบริบทพวกนี้ได้ไม่ดีพอ
ตัวอย่างจากญี่ปุ่นที่ถูกยกบ่อย: KFC ที่นั่นถือเป็น “อาหารประจำคริสต์มาส” ต้องจองล่วงหน้าเป็นสัปดาห์ ถ้า AI แนะนำให้เดินเข้าไปกินชิล ๆ วันคริสต์มาส คุณก็มีโอกาสยืนมองตู้โล่ง ๆ สูงมาก
ถ้าโยนเข้าบริบทไทย:
- AI แนะนำให้ไปไหว้พระ 9 วัดในกรุงเทพฯ วันปีใหม่ โดยไม่เตือนเรื่อง “รถติดหนักระดับตำนาน” และจำนวนคนล้นวัด
- แนะนำให้ไปกินร้านดังย่านนิมมาน เชียงใหม่ โดยไม่รู้ว่าร้านปิดยาวเพราะเจ้าของร้านกลับบ้านต่างจังหวัด
- เสนอให้ขับรถไปเที่ยวเหนือแบบ One Day Trip ในวันที่มีหมอกหนาจัดและอากาศหนาวสุดปี
นี่คือ Nuance ที่ต้องใช้ทั้งประสบการณ์ ภูมิประเทศจริง และความเข้าใจคนไทย/นักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่ง AI ยังทำไม่ได้ดีพอ
3. ตรรกะเรื่องเส้นทางและเวลา: ตัวเลขสวย แต่ชีวิตจริงไม่สวย
AI มักคำนวณระยะเวลาแบบ “อุดมคติ” คล้าย Google Maps ที่บอก 10 นาที แต่คนกรุงเทพฯ รู้ดีว่าเอาจริงคือ 30–40 นาที โดยเฉพาะช่วงหยุดยาวปลายปี
จุดเสี่ยงที่เจอบ่อยคือ:
- วางไฟลต์ ต่อเครื่อง แบบพอดีเกินไป ไม่คำนึงถึงระยะทางระหว่าง Gate หรือขั้นตอน ตม.–โหลดกระเป๋า–สแกนความปลอดภัยใหม่
- แพลนเที่ยว 3 จังหวัดในวันเดียว เพราะเห็นในแผนที่ว่านั่งรถไฟ/รถตู้แค่ชั่วโมงกว่า ทั้งที่ความจริงต้องเผื่อรถติด แวะพัก และดีเลย์
- เสนอแพลน “ตื่น 7 โมง – เช็คเอาต์ – เที่ยว 3 ที่ – ขึ้นรถไฟเที่ยวเที่ยง” ที่ไม่มีทางเป็นจริงในช่วงปีใหม่ที่คิวทุกอย่างยาวเป็นพิเศษ
พอเอาทริปที่จริงจังเรื่องเวลา เช่น ทริปต่อเรือไปเกาะ พลาดเรือรอบเดียวคือจบทริปทั้งวัน แบบนี้ความผิดพลาดจาก AI ไม่ใช่เรื่องเล็ก
4. เรื่องวีซ่าและเอกสารเดินทาง: AI ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ ตม.
อีกเรื่องที่อันตรายคือการถาม AI เรื่องกฎวีซ่า อายุพาสปอร์ต หรือเอกสารที่ต้องใช้เข้าเมือง แต่เชื่อคำตอบแบบ 100%
กรณีที่เสี่ยงมาก:
- ประเทศที่เปลี่ยนกฎวีซ่าบ่อยในรอบปี
- เงื่อนไขพาสปอร์ตต้องเหลืออายุมากกว่า 6 เดือน
- เอกสารประกอบ เช่น ตั๋วขากลับ วงเงินในบัญชี หรือประกันการเดินทาง
ถ้า AI ดึงข้อมูลเก่ามาตอบ คุณอาจพบว่าทริปล่มตั้งแต่หน้าเคาน์เตอร์เช็คอิน ทั้งที่แพ็กกระเป๋าเรียบร้อยแล้ว
เมื่อดีมานด์พุ่ง ช่วงเทศกาลยิ่งทำให้ AI พลาดหนัก
ช่วงหยุดยาวปีใหม่คือ “สนามสอบ” ของทั้งนักเดินทางและระบบออนไลน์ท่องเที่ยว ทุกอย่างผันผวนเร็วมาก ทั้งราคาและจำนวนห้องว่าง AI ที่เรียนจากข้อมูลอดีตจึงพลาดง่ายเป็นพิเศษ
Phantom Availability: โรงแรมที่เหมือนจะว่าง แต่จริง ๆ เต็มแล้ว
AI อาจบอกว่า “โรงแรมนี้ยังมีห้องว่าง” เพราะไปดึงข้อมูลจากเวลาที่โรงแรมยังเปิดขายอยู่ แต่ไม่ได้เช็กสถานะล่าสุดแบบเรียลไทม์ พอคุณกดเข้าเว็บหรือแอปไปจอง กลายเป็น “เต็มยาวถึงกลางเดือน”
ในมุมธุรกิจโรงแรมไทย ถ้าแขกเริ่มรู้สึกว่า “ถาม AI ทีไร ข้อมูลโรงแรมพลาดประจำ” ความเชื่อใจในระบบออนไลน์โดยรวมจะลดลง จากเดิมที่พร้อมจองทันที อาจเปลี่ยนเป็น “ปิดแอปก่อน เดี๋ยวค่อยโทรถามโรงแรมเอาเอง” ซึ่งทำให้ Funnel การจองสะดุดโดยไม่จำเป็น
ราคาหลอน (Pricing Hallucinations) และเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน
อีกเคสคือ AI ใช้ราคาช่วง Low Season มาประเมิน High Season เช่น โรงแรมคืนละ 1,800 บาทช่วงหน้าฝน แต่พอถึงปีใหม่ราคาพุ่ง 3,500–4,000 บาท AI ยังตอบว่า “งบประมาณคืนนี้ประมาณ 1,800 บาท” ทำให้คนวางงบผิดไปครึ่งหนึ่ง
ยังไม่นับเรื่อง:
- การคำนวณงบเป็นสกุลต่างประเทศแบบผิดเรต
- การไม่รวม Service Charge / ภาษี / ค่าธรรมเนียมพิเศษช่วงปีใหม่
นักท่องเที่ยวหน้าใหม่อาจคิดว่า “ทำไมค่าใช้จ่ายจริงแพงกว่าที่ AI บอกเยอะจัง” สุดท้ายกลายเป็นประสบการณ์ลบกับทั้งประเทศปลายทางและผู้ให้บริการท่องเที่ยวโดยรวม
แล้วเราควรใช้ AI วางแผนเที่ยวแบบไหน ถึงจะคุ้มและปลอดภัย
AI ไม่ได้เป็นผู้ร้ายของเรื่องนี้ แต่เราต่างหากที่ต้อง “รู้วิธีใช้ให้ถูกบทบาท” ผมมองว่า AI เหมาะกับบท “ผู้ช่วยร่างแผน” มากกว่าบท “ทัวร์โอเปอเรเตอร์ตัวจริง”
ใช้ AI เพื่อหาไอเดีย ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย
แนวทางที่ปลอดภัยคือ:
- ใช้ AI ขอ ลิสต์สถานที่ / ย่าน / เมือง ที่น่าไป ในช่วงเวลาและงบประมาณที่กำหนด
- ให้ช่วยเสนอ โครงทริปคร่าว ๆ เช่น 3 วัน 2 คืน ควรแบ่งเที่ยวโซนไหนบ้าง
- ขอคำอธิบายบรรยากาศ เช่น เมืองนี้เหมาะกับสายชิล สายถ่ายรูป หรือสายกิน
จากนั้นให้เรานำร่างแผนนี้ไป เช็กข้อมูลจริงอีกรอบ ผ่านเว็บไซต์ทางการ, เพจ Facebook ของสถานที่ หรือกลุ่มท่องเที่ยวที่คนไทยใช้แชร์ประสบการณ์กัน
เขียน Prompt ให้ละเอียด เหมือนบรีฟทัวร์ไกด์มือโปร
AI จะฉลาดหรือมั่ว ขึ้นอยู่กับ Prompt เยอะกว่าที่คิด ถ้าคุณพิมพ์แค่ “จัดทริปเชียงใหม่ 3 วัน 2 คืน” สิ่งที่ได้ก็จะเป็นแพลนท่องเที่ยวเวอร์ชันกลาง ๆ ที่ใช้ได้ทุกคนและทุกฤดู
ลองเพิ่มรายละเอียดแบบนี้เข้าไป:
- ช่วงเวลา: “เดินทางช่วง 29/12/2568 – 02/01/2569 ช่วงปีใหม่ รถติด คนเยอะ”
- โปรไฟล์ทริป: “ไปกับครอบครัว มีผู้สูงอายุ 1 คน ไม่เดินเยอะ”
- ข้อจำกัด: “เผื่อเวลาเดินทางระหว่างที่หมายทุกครั้งอย่างน้อย 30 นาที และแนะนำเฉพาะร้านที่ควรโทรจองล่วงหน้าให้ด้วย”
คุณจะได้แผนที่ใกล้เคียงชีวิตจริงมากขึ้น แล้วค่อยเอาไปปรับจูนต่อด้วยตัวเอง
กฎเหล็ก: Human Verification ก่อนจองทุกครั้ง
ไม่ว่าคุณจะใช้ AI ตัวไหน กฎที่ผมยืนยันว่า “ห้ามข้าม” คือ:
- เช็กวัน–เวลา–สถานะล่าสุด จากช่องทางอย่างเป็นทางการ
- ดูรีวิวล่าสุดจากคนจริง โดยเฉพาะช่วงเดือน–สองเดือนก่อนหน้า
- กรณีไฟลต์ต่อเครื่องหรือเดินทางซับซ้อน ปรึกษาเอเจนซี่ท่องเที่ยวหรือ Call Center สายการบิน เพื่อคอนเฟิร์มอีกชั้น
AI ช่วยลดเวลาหาข้อมูลจาก 5 ชั่วโมงเหลือ 30 นาทีได้จริง แต่การกันเวลาอีกแค่ 20–30 นาทีเพื่อตรวจสอบรายละเอียดสำคัญ จะช่วยกันคุณจากการเสียเงินหลักหมื่น–หลักแสนได้เหมือนกัน
ทำไม “Human Touch” ยังเป็น MVP ของธุรกิจท่องเที่ยวไทย
สำหรับเจ้าของโรงแรม เอเจนซี่ท่องเที่ยว หรือผู้ประกอบการท่องเที่ยวชุมชนในไทย นี่คือโอกาสทอง ไม่ใช่ภัยคุกคาม เพราะช่องว่างที่ AI ยังทำไม่ได้ดี ก็คือช่องว่างที่แบรนด์คุณเข้าไปเติมเต็มได้ตรง ๆ
รีวิวจริง + คนจริง = สินทรัพย์สำคัญในยุคข้อมูลล้น
เมื่อข้อมูลจาก AI เริ่ม “ไม่น่าเชื่อถือ 100%” นักท่องเที่ยวจะหันกลับมาหา:
- รีวิวจากคนจริงในแพลตฟอร์มต่าง ๆ
- คอนเทนต์เล่าเรื่องประสบการณ์ เช่น วิดีโอรีวิว/บล็อก
- คำแนะนำจากเจ้าหน้าที่โรงแรมหรือท้องถิ่นโดยตรง
ธุรกิจไทยสามารถออกแบบ Content Strategy ที่เน้น:
- รีวิวเคสจริงของลูกค้า ช่วง High Season ว่าทีมงานช่วยแก้ปัญหาอะไรให้บ้าง
- คอนเทนต์ “Reality Check” เทียบแพลนในฝันกับสภาพจริงช่วงปีใหม่ เช่น สภาวะรถติด เวลาเดินทางจริง ภาพก่อน–หลังในวันที่นักท่องเที่ยวแน่น
- การใช้ AI + คน ทำ Personalized Itinerary เช่น ให้ Chatbot เก็บข้อมูลเบื้องต้น แล้วส่งต่อให้ทีมคอนซียร์จปรับแผนให้เข้ากับบริบทจริงของเมืองนั้น ๆ
ผสาน AI เข้ากับทีมงาน ไม่ใช่เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง
ในบริบทซีรีส์ “AI ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย” ผมเชื่อว่าโมเดลที่เวิร์กสำหรับ SME ไทยคือ “AI เป็นโครง ระบบคนเป็นตัวจบงาน”
ตัวอย่างการประยุกต์ใช้ที่ทำได้เลย:
- ใช้ AI ทำ Chatbot หลายภาษา รับลูกค้าต่างชาติ ตอบคำถามพื้นฐานเรื่องห้องว่าง สิ่งอำนวยความสะดวก และการเดินทางเข้า–ออกโรงแรม
- ให้ระบบ AI ทำ Dynamic Pricing / การจัดการรายได้ (Revenue Management) โดยคำนวณราคาเสนอแนะ แต่ให้ทีมรีเช็กกับสภาพตลาดจริงก่อนปล่อยราคา
- ใช้ AI วิเคราะห์ รีวิวลูกค้าและเทรนด์การท่องเที่ยว แล้วให้ทีม Marketing เอาอินไซต์ไปสร้างแพ็กเกจใหม่ที่เข้ากับคนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติในช่วงเทศกาล
ด้วยวิธีนี้ ธุรกิจจะได้ทั้งความเร็วและความยืดหยุ่น ขณะที่ลูกค้าก็ยังได้ “ความเป็นมนุษย์” และการดูแลแบบตัวต่อตัวที่ AI ยังแทนไม่ได้
สรุปสำหรับนักท่องเที่ยวและธุรกิจไทย: ใช้ AI ให้คุ้ม แต่ให้คนเป็นคนตัดสินใจ
สิ่งที่บทความนี้อยากชวนคิดมีสองชั้น ชั้นแรกในฐานะ “นักเดินทาง” คือ ใช้ AI เป็นผู้ช่วยร่างแผน ไม่ใช่คนจองทริปแทนเรา ให้มันช่วยคิด ช่วยหาข้อมูล แต่ให้เราเป็นคนเช็กและตัดสินใจเองทุกครั้ง โดยเฉพาะเรื่องเวลาเดินทาง สถานะอีเวนต์ และกฎระเบียบเข้าเมือง
อีกชั้นในฐานะ “เจ้าของธุรกิจท่องเที่ยวไทย” คือ นี่คือจังหวะดีมากในการย้ำจุดแข็งของ Human Touch และจับมือกับ AI แทนที่จะมองว่าเป็นคู่แข่ง ใครออกแบบประสบการณ์ได้ว่า “AI ช่วยให้เร็ว คนช่วยให้ชัวร์และอุ่นใจ” จะได้เปรียบในการแย่งใจนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ
ปีใหม่ 2568 นี้ ถ้าคุณใช้ AI วางแผนเที่ยว ลองถามตัวเองแค่ข้อเดียวก่อนกดจองว่า “ข้อมูลที่เห็นนี่มีคนจริงช่วยยืนยันแล้วหรือยัง” และถ้าคุณเป็นเจ้าของธุรกิจ ลองมองหาโอกาสว่าจะเข้าไปเป็น “คนคนนั้น” ให้ลูกค้าได้ยังไง
โลกเทคโนโลยีเดินเร็ว แต่ความรับผิดชอบต่อทริปและประสบการณ์ดี ๆ ยังเป็นของเราเสมอ ใครใช้ AI เป็น จะได้ทั้งทริปดี และได้ทั้งลูกค้าที่กลับมาซ้ำในระยะยาว