Agoda ยุค AI-First: โอกาสใหม่ของท่องเที่ยวไทยและโรงแรม

AI ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยBy 3L3C

Agoda ดันกลยุทธ์ AI-First ตั้งเป้าปั้นกรุงเทพฯ เป็น Silicon Valley แห่งเอเชีย พร้อมเผยเทรนด์ท่องเที่ยว 2026 และโอกาสที่ธุรกิจท่องเที่ยวไทยต้องคว้าให้ทัน AI.

AI ท่องเที่ยวAgodaโรงแรมไทยTravel TechBig Data ท่องเที่ยวChatbot การท่องเที่ยว
Share:

Agoda ยุค AI-First คือสัญญาณเตือนธุรกิจท่องเที่ยวไทย

ตัวเลขเดียวที่สะดุดตามากที่สุดจากข้อมูลล่าสุดของ Agoda คือ 69% ของนักท่องเที่ยวไทยตั้งใจจะใช้ AI วางแผนทริปครั้งต่อไป และกว่า 57% เชื่อใจข้อมูลที่ AI ประมวลผล นี่ไม่ใช่เทรนด์เล่น ๆ แต่มันคือสัญญาณตรง ๆ ว่าอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยกำลังเข้าสู่ “ยุค AI-First” แบบหนีไม่ออกแล้ว

สำหรับผู้ประกอบการโรงแรม ทัวร์ และธุรกิจท่องเที่ยว ถ้ายังคิดว่า AI คือเรื่องไกลตัว ปี 2026 จะเป็นปีที่รู้สึกเหมือนลูกค้าหายไปต่อหน้าตา เพราะคนเริ่มให้ “บอต” เป็นคนเลือกที่พัก เลือกสายการบิน เลือกประสบการณ์แทนตัวเองมากขึ้นเรื่อย ๆ

บทความนี้อยู่ในซีรีส์ “AI ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย” เลยมอง Agoda ไม่ใช่แค่ OTA รายใหญ่ แต่คือเคสสตูดี้สด ๆ ว่าองค์กรท่องเที่ยวระดับโลกใช้ AI อย่างไร ตั้งแต่วางกลยุทธ์ เทคโนโลยี ไปจนถึงการปั้นกรุงเทพฯ ให้กลายเป็น Silicon Valley แห่งเอเชีย และสำคัญกว่านั้น คือเราจะเอาอะไรจากวิสัยทัศน์นี้ไปใช้ในธุรกิจไทยขนาดเล็ก-กลางได้บ้าง


1. จาก ‘หมูเด้ง’ ถึง Big Data: Soft Power + AI ทำให้ที่เที่ยว “เกิด” ได้จริง

คำตอบสั้น ๆ ว่า AI ช่วยท่องเที่ยวไทยอย่างไรตอนนี้คือ: ช่วยมองเห็นโอกาสใหม่ก่อนคนอื่น ด้วยข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ที่อ่านเองไม่ทัน แต่ให้ AI วิเคราะห์ได้

เมืองรองโตเพราะข้อมูล + คอนเทนต์ไวรัล

จากฐานข้อมูล Agoda เมืองหลักอย่างกรุงเทพฯ พัทยา เชียงใหม่ ภูเก็ต และชลบุรี ยังเป็น Top 5 เหมือนเดิม แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือ “เมืองรอง” กำลังวิ่งแซงแบบเงียบ ๆ

  • นครศรีธรรมราช: ยอดค้นหาที่พักโต 61% จากกระแสสายมูและท่องเที่ยวเชิงศรัทธา
  • หาดใหญ่: โต 45% จากบทบาทเมืองเศรษฐกิจและจุดต่อการเดินทาง ภาคใต้ตอนล่าง
  • ชลบุรี: โต 45% เช่นกัน แต่แรงส่งหลักมาจากไวรัลระดับโลกของ “น้องหมูเด้ง” ฮิปโปแคระสวนสัตว์เปิดเขาเขียว

สิ่งที่เคส “หมูเด้ง” สอนเราชัดมากคือ:

Soft Power + คอนเทนต์ไวรัล = ตัวเลขจองจริง ถ้าปลายทางพร้อมรับดีมานด์

ผู้ประกอบการไทยเอาไปใช้ยังไง

ถ้าเป็นโรงแรม รีสอร์ต หรือแหล่งท่องเที่ยวขนาดเล็ก คุณอาจไม่มี Big Data แบบ Agoda แต่คุณใช้หลักคิดเดียวกันได้ด้วยเครื่องมือ AI ง่าย ๆ:

  1. ใช้ AI วิเคราะห์รีวิวและโซเชียล
    • ดึงรีวิวจากแพลตฟอร์มยอดนิยม ให้ AI สรุปว่าแขกพูดถึงอะไรเยอะสุด จุดขายคืออะไร ปัญหาซ้ำ ๆ คืออะไร
    • ใช้ข้อมูลนี้ต่อยอดจุดเด่น คลีนจุดอ่อน
  2. สร้างคอนเทนต์ Soft Power ด้วย Generative AI
    • เอาเรื่องเล่าท้องถิ่น ความเชื่อ วัฒนธรรม อาหารประจำถิ่น ให้ AI ช่วยแตกเป็นโพสต์หลายรูปแบบ: สคริปต์คลิปสั้น, แคปชั่น, บทความ
    • เน้นเล่าเรื่อง “ประสบการณ์” ไม่ใช่แค่ “โรงแรมเรามีอะไรบ้าง”
  3. ทดสอบไอเดียโปรโมชันหรือแพ็กเกจกับ AI ก่อน
    • ให้ AI จำลองกลุ่มลูกค้า (persona) และถามตรง ๆ ว่าแพ็กเกจนี้ตอบโจทย์ไหม อะไรควรเพิ่ม/ลด

ตรงนี้คือจุดเริ่มของ “AI ในการทำการตลาดท่องเที่ยว” ที่ลงทุนไม่เยอะ แต่ให้ผลกลับมาค่อนข้างไว ถ้าใช้ต่อเนื่อง


2. เทรนด์ท่องเที่ยวปี 2026: คนไทยพร้อมให้ AI วางแผนทริป

Agoda Travel Outlook 2026 ให้ภาพที่ชัดมากว่าพฤติกรรมนักเดินทางไทยเปลี่ยนไปแล้ว และใครทำธุรกิจท่องเที่ยวควรอ่านแบบจับประเด็น ไม่ใช่อ่านผ่าน ๆ

พฤติกรรมหลักของคนไทยในปี 2026

จากข้อมูลที่เปิดเผย มีสัญญาณชัด ๆ แบบนี้:

  • 73% ของคนไทยให้เหตุผลหลักของการท่องเที่ยวว่า “พักผ่อน”
  • 66% มีแนวโน้มกลับมาเที่ยวในประเทศมากขึ้น
  • นิยม Micro-Trips ทริปสั้น 1–3 วัน เน้นความคุ้มค่า
  • ถ้าไม่มีข้อจำกัดวีซ่า คนไทย 69% พร้อมเดินทางบ่อยขึ้นทันที
  • จุดหมายต่างประเทศมาแรง: ญี่ปุ่นยังอันดับ 1 แต่ มาเก๊าโต 107%, จีนโต 84% หลังฟรีวีซ่าถาวร

ฝั่งนักท่องเที่ยวต่างชาติ:

  • มาเลเซียแซงจีนขึ้นมาเป็นอันดับ 1 ด้านจำนวนนักท่องเที่ยวเข้าไทย
  • เนเธอร์แลนด์ เพิ่มการค้นหาไทย 78%, อิสราเอล 76%, อินโดนีเซีย 43%
  • นักท่องเที่ยวที่ไม่ใช่เอเชียชอบที่เที่ยวธรรมชาติ โดยเฉพาะ เกาะสมุยและกระบี่

ทำไม AI ถึงเข้ามาอยู่ตรงกลางของทุกเทรนด์

เพราะเมื่อนักท่องเที่ยวคิดแบบนี้ AI ก็ถูกใช้ในจุดตัดสินใจแทบทุกขั้น:

  • เลือกเมืองจากรีวิว + แนะนำของ AI
  • เลือกที่พักจากการให้บอตกรองตามงบ พร้อมรีวิวสรุปสั้น ๆ
  • เลือกกิจกรรมจาก itinerary ที่ AI วางแผนให้เสร็จใน 1 คลิก

ข้อมูลจาก Agoda ย้ำว่า:

69% ของคนไทยบอกว่ามีแนวโน้มจะใช้ AI วางแผนทริปต่อไป
57% บอกว่าพร้อมจะเชื่อคำแนะนำจาก AI จริงจัง

แปลภาษาแบบตรง ๆ คือ ถ้าธุรกิจของคุณ “ไม่ถูกมองเห็น” หรือ “ไม่ถูกแนะนำ” ในระบบที่ AI ใช้ คุณจะหลุดเรดาร์ของลูกค้ากลุ่มใหญ่ในปี 2026 แบบอัตโนมัติ

สิ่งที่ผู้ประกอบการไทยควรทำตั้งแต่ตอนนี้

  1. ดูแลข้อมูลบนแพลตฟอร์มให้ครบและอัปเดตเสมอ
    รูปดี รายละเอียดชัด หมวดหมู่ถูกต้อง ราคาโปร่งใส สิ่งอำนวยความสะดวกแท้จริง รีวิวมีการตอบกลับ นี่คือดาต้าที่ AI ใช้ตัดสินใจจัดอันดับและแนะนำ

  2. ลงทุนใน Chatbot หลายภาษา

    • ใช้ AI chatbot รองรับไทย–อังกฤษ–จีน อย่างน้อย
    • ให้บอตช่วยตอบคำถามพื้นฐาน 24 ชั่วโมง และส่งต่อเคสซับซ้อนให้พนักงาน
  3. ใช้ AI สร้างแพ็กเกจ Micro-Trip

    • ให้ AI ช่วยออกแบบแพ็กเกจ 2 วัน 1 คืน, 3 วัน 2 คืน สำหรับลูกค้าประเภทต่าง ๆ (ครอบครัว, คู่รัก, เพื่อน, คนทำงาน)
    • ทดสอบราคาและสิ่งที่รวมในแพ็กเกจกับ AI ก่อน แล้วค่อยเอาไปลองตลาดจริง

3. Agoda AI-First และ Personal Travel Assistant: บทเรียนตรงสำหรับโรงแรมไทย

แกนกลางของกลยุทธ์ Agoda ยุคใหม่คือการเป็น บริษัท AI-First จริงจัง ทั้งภายในและภายนอกองค์กร ไม่ใช่แค่เอา AI มาแปะเป็นฟีเจอร์

AI สองแกนที่ Agoda ใช้

  1. Internal Efficiency (เพิ่มประสิทธิภาพภายใน)
    • เปิดให้พนักงานคิด use case AI เอง กว่า 200 กรณีใช้งาน ตั้งแต่การทำงานเอกสาร ไปจนถึงการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่
    • ผลลัพธ์คือทำงานเร็วขึ้น ถูกลง และโฟกัสงานที่ต้องใช้มนุษย์จริง ๆ ได้มากขึ้น
  1. Consumer Experience (ยกระดับประสบการณ์ลูกค้า)
    • เป้าหมายคือสร้าง Personal Travel Assistant (PTA) บนแพลตฟอร์มตัวเอง
    • ไม่ใช่แค่ chatbot ถาม–ตอบ แต่เป็น AI ที่ “ลงมือทำแทน” ได้ระดับหนึ่ง เช่น:
      • ดูพยากรณ์อากาศแล้วเปลี่ยนกิจกรรมเป็นในร่มอัตโนมัติ
      • ไฟลต์ดีเลย์แล้วเสนอที่พักใกล้สนามบินหรือเลื่อนวันเข้าพัก

นี่คือแนวคิดของ Autonomous Agent หรือ Agentic Process ที่ AI ไม่ได้หยุดที่คำตอบ แต่ช่วยจัดการ “แอ็กชัน” ให้เสร็จ

โรงแรมและธุรกิจทัวร์ไทยทำแบบ Agoda เวอร์ชันเล็กได้อย่างไร

คุณไม่จำเป็นต้องมีทีมวิศวกรแบบ Agoda แต่คุณหยิบหลักคิดไปใช้ได้แบบลดสเกลลง:

  1. เริ่มจาก Internal AI ก่อน (เอาให้ทีมทำงานง่ายขึ้น)

    • ใช้ AI ช่วยตอบอีเมลและข้อความลูกค้าแบบร่างก่อน แล้วให้พนักงานตรวจทาน
    • ใช้ AI สรุปรายงานยอดขาย รายได้ต่อห้อง (RevPAR), Occupancy, ช่องทางจอง
    • ใช้ AI จัดการงานเอกสาร เช่น SOP, คู่มือพนักงาน, สคริปต์คุยกับลูกค้า
  2. แล้วค่อยขยับไป Consumer Experience

    • สร้าง chatbot จองห้อง/ถามข้อมูลเบื้องต้นบนเว็บไซต์และโซเชียล
    • ให้ AI ช่วยเสนอห้องและแพ็กเกจที่เหมาะกับลูกค้าจากคำถามง่าย ๆ เช่น งบประมาณ จำนวนคน สไตล์เที่ยว
    • ทำระบบแจ้งเตือนอัตโนมัติ: เช็กอิน, ทริปใกล้ถึง, แนะนำกิจกรรมรอบโรงแรม
  3. คิดแบบ Agent เล็ก ๆ ก่อน ตัวอย่างเช่น:

    • ถ้าฝนตก พนักงานรีเซปชันได้รับแจ้งเตือนให้เสนอแพ็กเกจกิจกรรมในร่ม พร้อมสคริปต์ที่ AI เตรียมให้
    • ถ้าลูกค้าจากเที่ยวบินที่ดีเลย์เช็กอินช้า ระบบ AI ส่งข้อความอัตโนมัติไปบอกวิธีเดินทางโดยไม่ต้องโทรหา

สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ใช้เงินระดับร้อยล้าน แต่อาศัยการออกแบบกระบวนการและใช้เครื่องมือ AI ที่หาได้ทั่วไป


4. กรุงเทพฯ ในสายตา Agoda: จากฐานปฏิบัติการสู่ Silicon Valley แห่งเอเชีย

อีกมุมที่น่าสนใจมากคือ Agoda ไม่ได้มองไทยแค่เป็น “ตลาดท่องเที่ยว” แต่มองกรุงเทพฯ เป็น ฐานเทคโนโลยีระดับภูมิภาค

ซีอีโอ Omri Morgenshtern ประกาศชัดว่าจะปักธงให้กรุงเทพฯ กลายเป็น “Silicon Valley แห่งเอเชีย” ผ่านการลงทุนออฟฟิศใหม่ที่ One Bangkok เพื่อดึง Top Talent จากทั่วโลก มาทำงานร่วมกับคนไทย

โจทย์ของ Agoda คือผสมผสานความรู้ระดับโลก + คนท้องถิ่น ให้เกิด Tech Ecosystem ด้านท่องเที่ยวที่แข็งแรงจริง ๆ

สำหรับไทยเอง ถ้ามีบริษัทระดับโลกด้านท่องเที่ยวดิจิทัลใช้กรุงเทพฯ เป็นฐานหลัก ผลดีจะตกกับทั้งอุตสาหกรรม:

  • สร้างงานด้านเทคโนโลยีท่องเที่ยว (Travel Tech, AI, Data, Product)
  • ยกระดับมาตรฐานระบบจอง ระบบชำระเงิน ระบบความปลอดภัย
  • ทำให้สตาร์ทอัพและธุรกิจท่องเที่ยวไทยเข้าถึงองค์ความรู้และคนเก่งง่ายขึ้น

ใครที่ทำธุรกิจโรงแรมหรือทัวร์ ถ้าต้องการ ร่วม ecosystem นี้ วิธีเริ่มต้นที่ดีที่สุดคือ ยกระดับดิจิทัลและ AI readiness ของตัวเอง ให้เร็วที่สุด เพราะองค์กรใหญ่จะมองหาพาร์ตเนอร์ที่ “ต่อระบบและทำงานด้วยกันง่าย” เท่านั้น


5. จาก OTA สู่ B2B และ Fintech: รูปแบบรายได้ใหม่ที่ใช้ AI ขับเคลื่อน

อีกด้านหนึ่งของ Agoda ที่คนในวงกว้างอาจยังไม่ค่อยเห็นคือ การขยายไปสู่ B2B และ Fintech ด้านการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นโอกาสสำหรับผู้เล่นไทยโดยตรง

B2B: เข้าถึงลูกค้าที่คุณยังจับไม่ได้

Agoda วางเป้าหมายช่วยจับตลาดที่ยังไม่คุ้นแพลตฟอร์มออนไลน์ เช่น:

  • ลูกค้าที่จองผ่านเอเจนต์ออฟไลน์
  • ลูกค้าองค์กรที่ต้องจัดการทริปจำนวนมาก

ฝ่ายไทยจะได้อะไร:

  • โอกาสเป็นพาร์ตเนอร์โรงแรม / ที่พัก / ทัวร์ ที่ถูกเลือกเข้าไปในดีลองค์กร
  • ระบบจัดการการจอง จัดการบิล และรายงาน ที่ใช้ AI ช่วยลดภาระงานหลังบ้าน

Fintech ท่องเที่ยว: จุดที่หลายธุรกิจยังมองข้าม

ปัญหาใหญ่ของนักท่องเที่ยวและผู้ประกอบการคือเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ:

  • อัตราแลกเปลี่ยน (FX) ผันผวน
  • ค่าธรรมเนียมชำระเงินข้ามประเทศ
  • เงินค้างจากการคืนเงิน การกันวงเงิน

แนวทางที่ Agoda เดิน คือใช้ Fintech + AI ช่วยจัดการความเสี่ยงพวกนี้ เช่น:

  • บริหาร FX อัตโนมัติให้ต้นทุนโดยรวมของลูกค้าและพาร์ตเนอร์นิ่งขึ้น
  • ทำระบบจ่ายเงินข้ามประเทศที่ถูกลง เร็วขึ้น

สำหรับผู้ประกอบการไทย จุดที่ผมมองว่าน่าเริ่มมี 3 เรื่อง:

  1. ใช้ Payment Gateway ที่รองรับหลายสกุลเงิน และเก็บข้อมูลให้ชัดว่า ลูกค้าชาติไหนจ่ายด้วยอะไร
  2. ใช้ AI วิเคราะห์ cash flow ตามฤดูกาลท่องเที่ยว เพื่อวางแผนลงทุน ปรับราคา หรือทำโปรโมชันล่วงหน้า
  3. ทดลองบริการผ่อนชำระหรือซื้อก่อนจ่ายทีหลัง (BNPL) ร่วมกับฟินเทคที่น่าเชื่อถือ สำหรับแพ็กเกจท่องเที่ยวมูลค่าสูง

สรุป: ถ้า AI จะเป็นคนแนะนำทริปต่อไป ธุรกิจคุณพร้อมแค่ไหน

Agoda แสดงให้เห็นค่อนข้างชัดว่า อนาคตของท่องเที่ยวไทยคือการผสมระหว่าง AI + Soft Power + Ecosystem ไม่ใช่อย่างใดอย่างหนึ่งโดด ๆ

  • AI ใช้ทำความเข้าใจพฤติกรรมคนเที่ยวไทย–ต่างชาติแบบเรียลไทม์
  • Soft Power ไทย ตั้งแต่สายมู อาหาร วัฒนธรรม ไปจนถึงไวรัล “หมูเด้ง” แปลงเป็นตัวเลขยอดค้นหาและยอดจองได้จริง
  • Ecosystem ด้านเทค กรุงเทพฯ และเมืองท่องเที่ยวหลักกำลังถูกมองเป็นฐานเทคโนโลยี ไม่ใช่แค่ที่เที่ยว

สำหรับผู้อ่านในซีรีส์ “AI ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย” คำถามที่สำคัญไม่ใช่ว่า “จะใช้ AI ดีไหม” แต่คือ จะเริ่มตรงไหนก่อน และจะเรียนรู้ให้ทันลูกค้าแค่ไหน

ถ้า AI กำลังกลายเป็น “ที่ปรึกษาเที่ยวส่วนตัว” ของลูกค้าทั่วโลก ธุรกิจของคุณต้องทำยังไงให้กลายเป็นตัวเลือกอันดับต้น ๆ ที่ AI พร้อมจะแนะนำ นั่นคือการบ้านสำคัญของปี 2026 เป็นต้นไป