RPA + AI ทางรอดใหม่ของ SME ไทยในยุคดิจิทัล

AI สำหรับธุรกิจ SME ไทย: Digital TransformationBy 3L3C

SME ไทยใช้ RPA + AI ลดงานเอกสาร เพิ่มเวลาให้ทีมไปโฟกัสงานสร้างรายได้ ดูตัวอย่าง use case และวิธีเริ่มทำ Digital Workforce แบบจับต้องได้

RPAAI สำหรับ SMEDigital Transformationธุรกิจไทยระบบอัตโนมัติบัญชีและการเงินบริการลูกค้า
Share:

Featured image for RPA + AI ทางรอดใหม่ของ SME ไทยในยุคดิจิทัล

RPA + AI ทางรอดใหม่ของ SME ไทยในยุคดิจิทัล

ธุรกิจไทยเสียเวลามากกว่า 30–40% ต่อวันไปกับงานเอกสารและงานซ้ำๆ ที่ไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มให้ลูกค้า นี่คือเวลาที่ควรถูกเปลี่ยนไปทำงานคิดกลยุทธ์ หาโอกาสใหม่ หรือดูแลลูกค้าให้ดีขึ้นแทน

นี่คือเหตุผลที่หลายองค์กรใหญ่ในไทย รวมถึงเคสที่ Techsauce เคยคุยกับ ZyGen หันมาใช้ RPA (Robotic Process Automation) อย่างจริงจัง และวันนี้เทคโนโลยีนี้เริ่มลงมาถึงระดับ ธุรกิจ SME มากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะเมื่อจับคู่กับ AI สำหรับธุรกิจ เช่น ระบบอ่านเอกสารอัตโนมัติ หรือแชทบอทที่ต่อกับ back office ได้

บทความนี้อยู่ในซีรีส์ “AI สำหรับธุรกิจ SME ไทย: Digital Transformation” โฟกัสวิธีคิดและวิธีเริ่มใช้ RPA + AI แบบลงมือได้จริง เน้นโจทย์ SME ไทย ไม่ใช่ทฤษฎีสวยหรูแบบองค์กรยักษ์ใหญ่เท่านั้น


ทำไม RPA ถึงถูกเรียกว่า “ทางรอด” ของธุรกิจยุคดิจิทัล

คำตอบตรงไปตรงมาเลยคือ RPA ช่วยลดต้นทุน เพิ่มความเร็ว และลดความผิดพลาดในงานหลังบ้าน โดยที่ไม่ต้องจ้างคนเพิ่ม และไม่ต้องรื้อระบบทั้งองค์กรเหมือนโปรเจกต์ IT ใหญ่ๆ

3 ปัญหาหลักที่ SME ไทยกำลังเจอ

ส่วนใหญ่ผมเห็น SME ไทยติดอยู่กับ 3 เรื่องนี้:

  1. คนไม่พอ แต่งานเอกสารเยอะขึ้นเรื่อยๆ
    ใบเสนอราคา ใบกำกับ ภาษีหัก ณ ที่จ่าย รายงานยอดขาย ทุกอย่างยังทำมือใน Excel หรือคีย์ซ้ำไปซ้ำมาในหลายระบบ

  2. เจ้าของต้องลงไปทำงานจุกจิกเอง
    ทั้งเช็กอีเมลลูกค้า อัปเดตสถานะใน LINE/Chat ดูสต็อก ตอบคำถามซ้ำๆ ทำให้ไม่มีเวลาคิดเรื่องโต หรือเรื่องกลยุทธ์ระยะยาวเลย

  3. หาคนเก่งยากมาก และอัตราเงินเดือนสูงขึ้น
    โดยเฉพาะงานที่ต้องการความแม่นยำสูง แต่เป็นงานจำเจ คนเก่งอยู่ไม่ทน turnover สูง ต้นทุนฝึกคนใหม่ก็ยิ่งหนัก

นี่แหละคือช่องว่างที่ RPA เข้ามาแทนได้ดีมาก

RPA คือ “พนักงานดิจิทัล” ไม่ใช่หุ่นยนต์ในโรงงาน

ในบริบท SME ไทย RPA คือ ซอฟต์แวร์ที่ทำงานหน้าจอแทนคน เช่น

  • เปิดอีเมล ดาวน์โหลดไฟล์แนบ แล้วเซฟเข้าโฟลเดอร์ที่กำหนด
  • ดึงข้อมูลจากไฟล์ Excel แล้วคีย์เข้าโปรแกรมบัญชี หรือ ERP
  • ล็อกอินเข้าเว็บธนาคาร ดาวน์โหลด statement ทุกเช้า แล้วสรุปยอดให้
  • ตรวจสอบความครบถ้วนของเอกสาร แล้วส่งสถานะให้ทีมงานใน LINE OA หรือ Email

พูดง่ายๆ คือ ทุกงานที่เป็น “คลิกเดิมๆ พิมพ์เดิมๆ ตามกติกาชัดเจน” แทบจะเปลี่ยนให้ RPA ทำแทนได้หมด


RPA + AI ต่างจากระบบเดิมอย่างไร ทำไมถึงเวิร์กกับ SME

องค์กรไทยจำนวนมากเคยลงทุนระบบ ERP, CRM, โปรแกรมบัญชี แต่สุดท้ายก็ยังมีงานคั่นกลางที่ต้องทำมืออยู่ดี RPA + AI ถูกออกแบบมาแก้จุดนี้

4 เหตุผลที่ RPA เข้ากับ SME ไทย

  1. ไม่ต้องรื้อระบบเดิม
    RPA ทำงานบนหน้าจอเหมือนพนักงานปกติ จึงต่อกับโปรแกรมที่มีอยู่ได้เลย ทั้งเว็บธนาคาร โปรแกรมบัญชี สำเร็จรูป หรือระบบที่เขียนเองสมัยก่อน

  2. เริ่มเล็กๆ ได้ ไม่ต้องลงทุนก้อนโต
    เริ่มจาก 1–2 process สำคัญ เช่น ออกใบกำกับภาษี / กระทบยอดบัญชี / ดึงรายงานยอดขาย ใช้งบหลักหมื่น–หลักแสน ไม่ใช่สิบล้าน

  3. วัดผลได้ชัดมาก
    ก่อนทำ RPA เรารู้เลยว่าคนใช้เวลากี่ชั่วโมงต่อวัน หลังทำ RPA เวลาเหล่านี้หายไป กลายเป็นเวลาไปทำงานที่มีมูลค่ากว่า เช่น โทรหาลูกค้าเก่าเสนอโปรใหม่

  4. เอาไปต่อยอดกับ AI ได้ทันที
    ตัวอย่างเช่นใช้ AI อ่านบิล/ใบเสร็จ (OCR + AI) แล้วให้ RPA เอาข้อมูลไปคีย์ในระบบ หรือใช้ AI แชทบอทตอบลูกค้า แล้วให้ RPA ไปอัปเดตสถานะออเดอร์หลังบ้าน

จาก RPA สู่ “Digital Workforce” ที่ทำงานคู่กับคน

ภาพที่ ZyGen กับหลายบริษัทในไทยเริ่มใช้ คือโมเดล “คน + RPA + AI” แทนที่จะคิดว่าเทคโนโลยีมาแย่งงานคน

  • คน: คิดกติกา ตัดสินใจเรื่องยกเว้น เคสพิเศษ ดูภาพรวม
  • RPA: ทำงาน routine ที่มีกติกาชัดเจน 24/7 ไม่บ่น ไม่ลาป่วย
  • AI: อ่านเอกสาร ตีความภาษาคน จัดลำดับความสำคัญ เคส

เมื่อแบ่งบทบาทแบบนี้ คนที่เดิมต้องคีย์ข้อมูลทั้งวัน จะถูกย้ายไปทำงาน ดูแลลูกค้า / วิเคราะห์ข้อมูล / คิดไอเดียใหม่ แทน ซึ่งตรงกับโจทย์ซีรีส์ AI สำหรับ SME ไทยแบบเป๊ะๆ


ตัวอย่าง use case RPA + AI สำหรับ SME ไทย (เอาไปใช้ต่อได้เลย)

ส่วนนี้ผมจะโฟกัสตัวอย่างที่ SME ไทยทำได้จริง ไม่ต้องมีทีม IT ใหญ่ๆ ก็เริ่มได้

1. งานบัญชี–การเงิน: จากคีย์มือ เป็นปิดงบเร็วขึ้น

ปัญหาปัจจุบัน

  • แยกเอกสาร ใบกำกับ ใบเสร็จ เป็นตั้งๆ
  • คีย์ข้อมูลเข้าโปรแกรมทีละใบ
  • กระทบยอด statement ธนาคารทุกสิ้นวัน/สิ้นเดือน

โซลูชัน RPA + AI

  • ใช้ AI OCR อ่านข้อมูลจากใบกำกับภาษี/ใบเสร็จ (เลขใบกำกับ, วันที่, ยอดเงิน, VAT)
  • ให้ บอท RPA ตรวจความครบถ้วน (VAT ถูกไหม ยอดตรงไหม)
  • บอทคีย์ข้อมูลเข้าโปรแกรมบัญชี หรือ ERP ให้อัตโนมัติ
  • ทุกเย็น บอทล็อกอินเว็บธนาคาร ดาวน์โหลด statement แล้วกระทบยอดกับระบบ

ผลลัพธ์ที่มักเกิดขึ้น

  • ลดเวลาคีย์ข้อมูลลงได้ 50–80%
  • ปิดงบได้เร็วกว่าเดิมจาก 20–25 วัน เหลือ 7–10 วันในหลายเคส
  • ลดความผิดพลาดจากการคีย์ การลืมหรือสลับเลข

2. ฝ่ายบุคคล (HR): เอกสารพนักงานและเงินเดือน

ปัญหา

  • กรอกข้อมูลพนักงานใหม่ลงหลายระบบซ้ำๆ
  • คิด OT, ขาด–ลา–มาสาย จากหลายไฟล์
  • ทำสลิปเงินเดือน ส่งอีเมลทีละคน

RPA ช่วยได้แบบนี้

  • เมื่อมีพนักงานใหม่ บอท RPA กรอกข้อมูลลง HR system, email, ระบบเวลาเข้า–ออก พร้อมกัน
  • ดึงข้อมูลเวลาเข้าออก จากเครื่องสแกนนิ้ว/ระบบลงเวลา มาคิด OT ตามกติกา
  • สร้างไฟล์สลิปเงินเดือน และส่งให้พนักงานทางอีเมลอัตโนมัติ

ถ้าเสริม AI เข้าไปอีก step หนึ่ง สามารถใช้ AI ช่วยอ่านใบลาพนักงานจาก LINE หรืออีเมล แล้วให้ RPA ไปอัปเดตสถานะในระบบ HR ต่อ

3. ฝ่ายบริการลูกค้า: เชื่อมแชทบอทกับหลังบ้าน

สภาพจริงของ SME ไทย
ลูกค้าทักมาทุกช่องทาง: LINE, Facebook, Inbox, โทรศัพท์ ทีมแอดมินต้องตามอัปเดตสถานะออเดอร์สลับไปมาในหลายระบบ

โซลูชันที่จับ AI + RPA

  • ใช้ AI แชทบอทคุยกับลูกค้า ตอบคำถามเรื่องพื้นฐาน เช่น ค่าส่ง วิธีชำระเงิน สถานะออเดอร์
  • เมื่อมีเหตุการณ์สำคัญ เช่น ลูกค้ากดยืนยันชำระเงิน หรือขอใบกำกับภาษี
    ให้ บอท RPA ไปอัปเดตในระบบหลังบ้าน ออกใบเสร็จ หรือสร้าง ticket ให้ทีมที่เกี่ยวข้อง

แบบนี้ทีมแอดมินไม่ต้องคอยเปิด–ปิด 4–5 จอไปมา ให้บอทจัดการ ส่วนคนโฟกัสเคสยากๆ หรือเคสด่วนแทน

4. ฝ่ายปฏิบัติการ–สต็อกสินค้า

  • บอท RPA ดึงยอดขายจาก marketplace / POS ทุกวัน
  • สรุปยอดแต่ละ SKU เทียบกับสต็อกในระบบ
  • ถ้าใกล้จุด reorder ให้ส่งแจ้งเตือนผ่าน LINE หรืออีเมลให้ฝ่ายจัดซื้อ

ถ้าเอา AI Analytics มาช่วยอีก ก็สามารถคาดการณ์ยอดขายล่วงหน้า แล้วให้ RPA ไปสร้างใบสั่งซื้อร่าง (draft) ให้คนอนุมัติต่อ


ขั้นตอนเริ่มต้นทำ RPA สำหรับ SME แบบไม่หลงทาง

หลายบริษัท “กลัว” RPA เพราะคิดว่าเป็นโปรเจกต์ใหญ่ซับซ้อน หรือกลัวว่า staff จะต่อต้าน ผมขอจัด step แบบสั้นๆ ที่ใช้ได้จริง

Step 1: ลิสต์งานที่คนเบื่อสุด แต่จำเป็นต้องทำ

ให้แต่ละแผนกเขียนออกมาเลยว่า งานแบบไหนที่

  • ทำทุกวัน / ทุกสัปดาห์ / ทุกเดือน
  • ใช้เวลานาน แต่กติกาชัดเจน (if–then ชัด)
  • ถ้าให้คนหยุดทำได้ จะช่วยให้มีเวลาทำงานสำคัญขึ้น

ตัวอย่างเช่น:

  • ฝ่ายบัญชี: คีย์บิล, กระทบยอดธนาคาร
  • ฝ่ายเซลส์: ทำรายงานยอดขายส่งหัวหน้า
  • ฝ่ายบริการลูกค้า: อัปเดตสถานะออเดอร์ในหลายระบบ

จากลิสต์ทั้งหมด เลือกมาแค่ 1–3 งานที่ “ง่ายแต่กินเวลาเยอะ” เป็น pilot RPA รอบแรก

Step 2: วาด flow การทำงานแบบ step by step

ไม่ต้องใช้ศัพท์เทคนิค แค่เขียนให้บอทอ่านออกว่า

  1. เปิดโปรแกรม/เว็บอะไรบ้าง
  2. กรอกข้อมูลตรงไหน จากไฟล์/ระบบไหน
  3. เช็กเงื่อนไขอะไร ถ้าใช่ทำอะไร ถ้าไม่ใช่ทำอะไร

เอกสารตรงนี้จะกลายเป็น คู่มือสอนบอท และใช้สื่อสารกับ vendor หรือทีมพัฒนาได้ดีมาก

Step 3: เลือกเครื่องมือและพาร์ทเนอร์ที่เหมาะกับขนาดธุรกิจ

ตอนนี้ตลาด RPA ในไทยมีทั้ง

  • เครื่องมือระดับโลกที่ค่าไลเซนส์สูง แต่นิ่งและสเกลใหญ่
  • เครื่องมือในภูมิภาค/ไทย ที่ค่าใช้จ่ายเหมาะกับ SME มากกว่า
  • ผู้ให้บริการแบบ “RPA as a Service” คิดเป็นรายเดือน ไม่ต้องซื้อขาด

ถ้าไม่ใช่ธุรกิจที่มีทีม IT ชั้นดี ผมมักแนะนำให้หา พาร์ทเนอร์ที่เข้าใจธุรกิจไทย มาโค้ชและทำรอบแรกให้ก่อน จากนั้นค่อยค่อยสร้างความรู้ภายในให้ทีมต่อยอดเองในอนาคต

Step 4: วัดผลให้ชัด แล้วขยาย

ก่อนเริ่ม ให้ตั้ง baseline ไว้เลย เช่น

  • งานออกใบกำกับ: ใช้ 2 คน คนละ 3 ชั่วโมง/วัน
  • เดือนหนึ่งทำบิลประมาณ 2,000 ใบ

หลังใช้ RPA แล้ว ให้วัดอีกครั้งว่า

  • คนใช้เวลาเหลือเท่าไร
  • ผิดพลาดน้อยลงแค่ไหน
  • ปิดงานได้เร็วขึ้นกี่วัน

เมื่อเห็นตัวเลขชัด ทีมจะเริ่ม “อิน” กับ RPA และจะเสนอ use case ใหม่ๆ เอง นี่คือจุดที่เราขยายจาก 1–2 บอท ไปเป็น “ทีมพนักงานดิจิทัล” ที่ทำงานคู่กับคนทั้งองค์กร


มุมมองสำคัญ: RPA ไม่ได้มาแทนคน แต่มาช่วยให้คนเก่งขึ้น

อย่างหนึ่งที่ผมเห็นตรงกับหลายผู้เชี่ยวชาญใน Techsauce Podcast คือ ถ้าองค์กรสื่อสารผิดว่า “เอาบอทมาลดคน” โปรเจกต์มักจะล่มตั้งแต่ยังไม่เริ่มดี

วิธีคิดที่เวิร์กกว่าคือ

“เราเอา RPA + AI มาช่วยตัดงานที่ทำให้คนหมดไฟ แล้วโยกพลังของคนไปทำงานที่สมองมนุษย์เก่งจริงๆ”

สำหรับ SME ไทยในปี 2568 ที่ต้องสู้กับทั้งแพลตฟอร์มใหญ่ แบรนด์ต่างประเทศ และต้นทุนที่สูงขึ้น การกดค่าแรงให้ต่ำลงไปเรื่อยๆ มันไปไม่ไกลแล้ว แต่การใช้ AI และ RPA ให้คน 1 คนทำงานได้เท่ากับ 2–3 คนโดยไม่ burnout นี่ต่างหากที่เป็นทางรอดจริงๆ


ก้าวถัดไปของ SME ไทยในซีรีส์ AI สำหรับธุรกิจ

RPA คือจิ๊กซอว์สำคัญของ Digital Transformation แต่ไม่ใช่ชิ้นเดียว ในซีรีส์ “AI สำหรับธุรกิจ SME ไทย: Digital Transformation” เราจะเจาะเรื่องอื่นต่อ เช่น

  • การใช้ AI วิเคราะห์ลูกค้าและยอดขาย เพื่อวางโปรโมชั่นให้คุ้มงบ
  • การทำแชทบอทที่ต่อกับระบบหลังบ้านจริง ไม่ใช่ตอบแค่ FAQ
  • การเอา Data จาก RPA มาต่อยอดทำ dashboard ผู้บริหารแบบเรียลไทม์

สำหรับวันนี้ ถ้าคุณเป็นเจ้าของหรือผู้บริหาร SME ที่อ่านมาถึงตรงนี้ ผมแนะนำให้เริ่มจากคำถามง่ายๆ 3 ข้อ:

  1. งานอะไรในองค์กรที่คนรู้สึกว่า “น่าเบื่อแต่จำเป็น” มากที่สุด?
  2. ถ้างานนั้นหายไปจากโต๊ะ จะช่วยให้ทีมมีเวลาไปโฟกัสอะไรที่สร้างรายได้มากขึ้น?
  3. ถ้าอีก 6 เดือนข้างหน้า คุณมี “พนักงานดิจิทัล” 2–3 คน ทำงานได้ 24 ชั่วโมง คุณจะให้เขาทำงานอะไร?

คำตอบของสามข้อนี้แหละ คือจุดเริ่มต้นโปรเจกต์ RPA + AI ที่เหมาะกับธุรกิจคุณที่สุด

🇹🇭 RPA + AI ทางรอดใหม่ของ SME ไทยในยุคดิจิทัล - Thailand | 3L3C