Deep Tech และ AI ไม่ได้มีไว้แค่สำหรับองค์กรใหญ่ SME ไทยก็ใช้ติดปีก Digital Transformation ได้ เริ่มจาก 3 โจทย์ธุรกิจที่แก้แล้วเห็นผลจริง

ทำไม Deep Tech ถึงกลายเป็น “อาวุธลับ” ของ SME ไทย
ตัวเลขจากหลายสถาบันชี้ตรงกันว่า องค์กรที่ลงทุนด้าน AI และ Data อย่างจริงจัง มีโอกาสเพิ่มกำไร 20–30% ภายใน 2–3 ปี ถ้าดูรอบตัวตอนนี้ ธุรกิจไทยที่วิ่งได้ไวที่สุด มักมีคำว่า AI, Data, Automation, Cloud ซ่อนอยู่เบื้องหลังเสมอ
ปัญหาคือ SME ส่วนใหญ่ยังติดภาพว่า Deep Tech = เทคโนโลยีสุดยาก สำหรับบริษัทใหญ่เท่านั้น เลยยังไม่กล้าเริ่ม ทั้งที่ความจริงแล้ว ถ้ารู้วิธีวางโจทย์และเลือกใช้ให้ถูกบริบท Deep Tech นี่แหละคือทางลัดของ Digital Transformation สำหรับธุรกิจขนาดเล็กและกลางในไทย
บทความนี้หยิบอินไซต์จาก Techsauce Podcast ตอน “Deep Tech จะช่วยติดปีก Digital Transformation ขององค์กรได้อย่างไร?” มาต่อยอดเป็นคู่มือภาคปฏิบัติ สำหรับซีรีส์ “AI สำหรับธุรกิจ SME ไทย: Digital Transformation” เน้นว่า Deep Tech และ AI เอาไปใช้จริงอย่างไร ให้เรียบง่าย จับต้องได้ และสร้างยอดขายกับประสิทธิภาพแบบวัดผลได้
Deep Tech สำหรับ SME คืออะไร ต้องคิดให้ต่างจาก “แค่ใช้แอป”
สำหรับ SME Deep Tech ไม่ได้แปลว่าต้องสร้างเทคโนโลยีเอง แต่แปลว่า “ใช้เทคโนโลยีขั้นลึก เพื่อแก้ปัญหาเชิงลึกของธุรกิจ”
มอง Deep Tech แบบฉบับ SME
ในบริบทธุรกิจไทย Deep Tech ที่เกี่ยวกับ SME มักอยู่ใน 4 กลุ่มนี้
- AI / Machine Learning – ทำนายยอดขาย, แนะนำสินค้า, วิเคราะห์ลูกค้า, ตรวจจับทุจริต
- Data Science & Analytics – ดึงข้อมูลจากหลายระบบมาวิเคราะห์ ตัดสินใจจากข้อมูลจริงแทนการเดา
- Automation / RPA / Low-code – เอางานรูทีนที่ทำซ้ำไปซ้ำมาให้ระบบจัดการ เพื่อลดต้นทุนบุคลากร
- Data Security & Compliance (เช่น PDPA) – ทำให้การใช้ข้อมูลเป็นเรื่องปลอดภัยและถูกกฎหมาย
จุดต่างของ “ใช้ Deep Tech” กับ “แค่ใช้ดิจิทัล” คือ
ดิจิทัล = เปลี่ยนจากกระดาษเป็นออนไลน์
Deep Tech + AI = ใช้ข้อมูลและอัลกอริทึมช่วยคิด แนะนำ ตัดสินใจ แทนแรงคนบางส่วน
SME ไม่จำเป็นต้องมีทีมวิจัยแบบบริษัทใหญ่ แค่รู้ว่าจะเอา Deep Tech ไปแก้ ปัญหาธุรกิจข้อไหนก่อน แล้วเลือกพาร์ตเนอร์หรือโซลูชันให้เหมาะ นั่นก็ถือว่าเดินสู่ Deep Tech แล้ว
3 โจทย์หลักที่ SME ไทยใช้ AI และ Deep Tech แล้วเห็นผลเร็ว
ถ้าเพิ่งเริ่มทำ Digital Transformation โฟกัส 3 เรื่องนี้ก่อน มักได้ผลลัพธ์เร็วและวัดได้ชัดเจน
1) การตลาดอัจฉริยะ (AI Marketing) – ใช้เงินโฆษณาเท่าเดิม แต่ลูกค้าเพิ่ม
ส่วนใหญ่ SME ยิงแอดแบบ “เดา” มากกว่า “วัด” ทั้งที่มีข้อมูลลูกค้าเต็มมือ
ตัวอย่างการใช้ AI และ Data Marketing แบบจับต้องได้:
- แบ่งกลุ่มลูกค้าอัตโนมัติ (Customer Segmentation) จากประวัติการซื้อ, พื้นที่, ความถี่
- แนะนำสินค้า (Recommendation) เช่น ร้านออนไลน์แนะนำสินค้าเสริมที่โอกาสซื้อสูง
- ช่วงเวลายิงแอดที่คุ้มที่สุด ใช้ข้อมูลยอดขายและการมีส่วนร่วมย้อนหลัง ช่วยระบุช่วงเวลาที่ลูกค้าตอบสนองดี
สำหรับ SME ไทย แนะนำให้เริ่มจาก:
- รวบรวมข้อมูลลูกค้าให้เป็นที่ – เช่น จาก POS, Line OA, E-commerce, Facebook Page
- ใช้เครื่องมือที่มี AI ฝังมาแล้ว – หลายแพลตฟอร์มโฆษณาและ CRM ที่รองรับ SME มีฟังก์ชันแนะนำกลุ่มเป้าหมายอัตโนมัติ ไม่ต้องเขียนโค้ดเอง
- ตั้ง KPI ง่าย ๆ เช่น ROAS, ค่าใช้จ่ายต่อ Lead, ค่าเฉลี่ยต่อบิล แล้วดูว่าหลังใช้ AI เปลี่ยนไปแค่ไหน
จุดที่หลายเจ้าเข้าใจผิด: จะใช้ AI Marketing ไม่จำเป็นต้องเริ่มจาก “CDP” หรือ “Data Lake” ใหญ่ ๆ เสมอไป แค่เริ่มจากข้อมูล 2–3 แหล่งหลักที่กระทบยอดขายที่สุดก็เพียงพอแล้ว
2) บริการลูกค้าอัตโนมัติ – Chatbot ที่ทำยอดขาย ไม่ใช่ตอบแค่ FAQ
ในปี 2024–2025 ลูกค้าไทยคุ้นกับการแชทกับบอตมากขึ้น แต่ก็รำคาญบอตที่ตอบไม่ได้เรื่องเช่นกัน
Chatbot ที่ดีสำหรับ SME ควรทำได้ 3 อย่าง:
- ตอบคำถามพื้นฐานได้เอง (เวลาเปิด-ปิด, วิธีชำระเงิน, สถานะจัดส่ง)
- ดึงข้อมูลคำถามลูกค้ามาเป็น Insight – รู้ว่าลูกค้าถามเรื่องอะไรบ่อยที่สุด ควรแก้ที่ผลิตภัณฑ์หรือคอนเทนต์ตรงไหน
- ช่วยปิดการขาย – แนะนำสินค้า, สรุปยอด, ส่งลิงก์ชำระ หรือเชื่อมกับระบบสต็อก
ปัจจุบันมีแพลตฟอร์ม AI Chatbot ภาษาไทยหลายรายที่คิดค่าบริการรายเดือน ไม่ต้องลงทุนเซิร์ฟเวอร์เอง เหมาะกับ SME มาก
แนวทางเริ่มต้นสำหรับเจ้าของธุรกิจ:
- เขียนลิสต์คำถามที่ลูกค้าถามบ่อยที่สุด 20–50 ข้อ
- เลือกแพลตฟอร์ม Chatbot ที่เชื่อมกับ Line OA / Facebook / เว็บไซต์ได้
- เชื่อม Bot กับข้อมูลคำสั่งซื้อ หรืออย่างน้อยกับระบบจอง/สต๊อก
- ตั้งเป้าให้ Bot ช่วยลดภาระงานทีมแอดมินลงอย่างน้อย 30–40% ภายใน 3 เดือน
3) วิเคราะห์ธุรกิจ (Business Analytics) – เลิกบริหารด้วย “ความรู้สึก”
ผู้บริหาร SME ไทยจำนวนมากยังตัดสินใจจากประสบการณ์ส่วนตัว ทั้งที่มีตัวเลขให้ดู แต่กระจัดกระจาย
การทำ Data Analytics ให้ SME ไม่จำเป็นต้องซับซ้อน:
- สร้าง Dashboard พื้นฐาน: ยอดขายรายวัน, ยอดขายตามช่องทาง, Top 20 สินค้าขายดี, ลูกค้าใหม่ vs ลูกค้าเก่า
- เชื่อมข้อมูลจาก POS / E-commerce / Line / บัญชี เข้าไว้ที่เดียว
- ใช้เครื่องมือ BI ที่ลากวางได้ ไม่ต้องเขียนโปรแกรม เช่น แพลตฟอร์ม BI ยอดนิยม หรือ BI ที่มากับระบบ ERP/บัญชี
สิ่งที่ผมเห็นบ่อยคือ SME ที่เริ่มทำ Dashboard จริงจังแค่ 2–3 เดือน จะเริ่มเจอ Insight ง่าย ๆ แต่โคตรมี impact เช่น
- มีสินค้า 10% แรกที่ทำยอดขายเกิน 50% ของทั้งร้าน แต่เจ้าของกลับทุ่มเวลาไปกับสินค้า Long-tail
- ลูกค้ากลุ่มเดิมซื้อซ้ำเยอะกว่าหาลูกค้าใหม่ แต่ทีมการตลาดเน้นแต่งบหาลูกค้าใหม่อย่างเดียว
Deep Tech ไม่ได้เริ่มจาก Quantum หรือ Blockchain สำหรับ SME มันเริ่มจาก “ดูตัวเลขให้เป็นภาพ” แล้วค่อยต่อยอด AI ทำนายอนาคตทีหลัง
เงื่อนไขสำคัญ: ข้อมูล (Data) และคน (Talent) ต้องเดินคู่กัน
Deep Tech, AI, Data Science ฟังดูอลังการ แต่ถ้าไม่มีคนในองค์กรเข้าใจโจทย์ธุรกิจเลย เทคโนโลยีก็ช่วยไม่ได้มาก
จัดระเบียบ Data ให้พร้อมใช้ AI
ก่อนจะคิดถึงโมเดล Machine Learning หรือโครงการ Deep Tech ซับซ้อน ผมแนะนำให้ SME ทำ 4 เรื่องนี้ก่อน:
- กำหนดว่า “ข้อมูลสำคัญ” ของธุรกิจคืออะไร – เช่น ยอดขาย, สต๊อก, ต้นทุน, ข้อมูลลูกค้า, ค่าใช้จ่ายโฆษณา
- รวมข้อมูลไปอยู่ที่เดียวหรืออย่างน้อยให้ง่ายต่อการดึง – ใช้ Cloud หรือระบบ ERP/บัญชีที่ต่อ API ได้
- ตั้งมาตรฐานข้อมูล – ชื่อสินค้าเดียวกันต้องสะกดเหมือนกัน, ฟิลด์ลูกค้าควรมีรูปแบบที่ชัดเจน
- วางเรื่อง PDPA และ Cybersecurity ให้เรียบร้อย – ข้อมูลส่วนบุคคลต้องเก็บ ใช้ และให้สิทธิตามกฎหมาย
หลายอย่างในนี้ Techsauce Podcast เคยพูดในตอนที่เกี่ยวกับ PDPA, Cybersecurity และ Cloud ซึ่งโยงกับ SME โดยตรง เพราะถ้าเก็บข้อมูลลูกค้าผิดวิธี ต่อให้ AI เก่งแค่ไหน สุดท้ายอาจต้องเสียค่าปรับหรือเสียความเชื่อมั่นลูกค้า
สร้าง Talent ด้านดิจิทัลในองค์กร ไม่ต้องเริ่มจาก Data Scientist
สำหรับ SME ขนาดเล็ก ถึงกลาง ผมมองว่า ไม่จำเป็นต้องรีบจ้าง Data Scientist แสนบาทต่อเดือน แต่ควรทำ 3 ขั้นนี้ก่อน:
- Upskill คนเดิม – เลือกพนักงานที่สนใจตัวเลขหรือเทคโนโลยี ส่งไปเรียนคอร์ส Data / AI พื้นฐาน และให้ลองทำโปรเจกต์เล็ก ๆ
- ตั้งบทบาท “Data Champion” – แต่งตั้งคนหนึ่งกลายเป็นเจ้าของเรื่องข้อมูล ทำหน้าที่เชื่อมระหว่างทีมธุรกิจกับทีมเทคนิคภายนอก
- ใช้ที่ปรึกษาหรือ Deep Tech Consulting แบบ Project-based – เหมือนโมเดลที่ Looloo Technology ทำ คือช่วยองค์กรวางโจทย์ ออกแบบโซลูชัน แล้วถ่ายทอดต่อให้ทีมภายในดูแลระยะยาว
Digital Transformation ไม่ใช่โปรเจกต์ของแผนกไอที แต่มันคือการเปลี่ยนวิธีคิดของทั้งองค์กร โดยมีเทคโนโลยีเป็นตัวช่วย
แผนลงมือ 90 วัน: Roadmap Deep Tech & AI สำหรับ SME ไทย
เพื่อให้บทความนี้ไม่ใช่แค่แรงบันดาลใจ ผมขอแปลงแนวคิดจาก Podcast มาเป็น Roadmap สั้น ๆ 90 วัน ที่ SME ทำได้จริง
ช่วง 0–30 วัน: เข้าใจปัญหาและเก็บข้อมูลให้เป็นระบบ
- เขียนปัญหาธุรกิจ 5 ข้อที่หนักที่สุด เช่น
- ต้นทุนพนักงานแอดมินสูง
- ยิงโฆษณาแล้วไม่รู้ว่าคุ้มไหม
- ไม่รู้ว่าลูกค้ากลุ่มไหนกำไรสุด
- จัดลำดับความสำคัญ เลือกมา 1–2 เรื่องที่ถ้าแก้ได้ จะมี impact สูงสุด
- สำรวจระบบข้อมูลปัจจุบัน – ข้อมูลอยู่ที่ไหน ใช้ระบบอะไร ใครเป็นเจ้าของข้อมูล
ช่วง 31–60 วัน: ทดลองใช้ AI/Automation กับปัญหาจริง 1 เรื่อง
ตัวอย่าง:
- ถ้าปัญหาใหญ่คือภาระงานตอบลูกค้า: เริ่มใช้ Chatbot กับคำถาม Top 20 และเชื่อมกับ Line OA
- ถ้าปัญหาคือไม่รู้ว่าโฆษณาคุ้มไหม: ทำ Dashboard ง่าย ๆ ดูยอดขาย เทียบกับค่าโฆษณาแยกตามแคมเปญ
- ถ้าปัญหาคือไม่รู้ว่าควรสต็อกอะไร: ทำรายงาน Top สินค้าขายดี และใช้ AI ช่วยทำนายยอดขายเบื้องต้น
ตั้งเป้าหมายที่วัดได้ เช่น ลดเวลาตอบลูกค้า 30%, เพิ่ม Conversion จากแอด 20%, ลดของค้างสต็อก 15%
ช่วง 61–90 วัน: ขยายผล + วางโครงสร้างระยะยาว
เมื่อได้ผลจากโปรเจกต์นำร่องแล้ว ให้ทำสิ่งต่อไปนี้:
- สรุปบทเรียน: อะไรเวิร์ก อะไรไม่เวิร์ก ต้องปรับ Process ตรงไหน
- วางแผนขยายไปอีก 1–2 แผนก เช่น จาก Chatbot ฝั่งลูกค้า ไปสู่ Automation งานเอกสารภายใน
- ปรับ JD ของบางตำแหน่งให้มีทักษะดิจิทัลเพิ่ม เช่น พนักงานการตลาดต้องอ่าน Dashboard เป็น
- กำหนดงบประมาณด้าน AI / Data รายปี แทนการคิดเป็นครั้ง ๆ ตามโปรเจกต์
ถ้าเดินถึงจุดนี้ได้ SME จะเริ่มเห็นภาพชัดว่า Deep Tech และ AI ไม่ได้ไกลตัว และเริ่มกลายเป็น “ระบบประสาทดิจิทัล” ของธุรกิจจริง ๆ
ถ้าเป็น SME ไทยในปี 2568 ควรเริ่มตรงไหนวันนี้
Deep Tech ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อองค์กรใหญ่เท่านั้น แต่องค์กรที่ใช้ประโยชน์ได้มากที่สุด กลับมักเป็น SME ที่ตัดสินใจไว ทดลองจริง และปรับตัวเร็ว
ถ้าคุณกำลังพาธุรกิจเข้าสู่ “AI สำหรับธุรกิจ SME ไทย: Digital Transformation” ผมแนะนำให้เริ่มวันนี้ที่ 3 คำถามนี้:
- ปัญหาไหนของธุรกิจที่ “เจ็บสุด” และน่าจะใช้ AI/Data มาช่วยได้
- ข้อมูลอะไรที่เรามีอยู่แล้ว แต่ยังไม่ได้เอามาใช้คิดเชิงลึกเลย
- ใครในทีมที่พร้อมจะเป็น “คนดูแลเรื่องดิจิทัลและข้อมูล” ให้เรา
ตอบคำถามให้ได้ แล้วเริ่มจากโปรเจกต์เล็ก ๆ ภายใน 90 วัน คุณจะเห็นเองว่า Deep Tech ไม่ได้เป็นเรื่องไกลตัว แต่มันคือ “ตัวคูณ” ที่ทำให้ประสบการณ์ของลูกค้าดีขึ้น ต้นทุนต่อยอดขายลดลง และธุรกิจ SME ไทยมีโอกาสเติบโตเกินไซส์ตัวจริง ๆ
ธุรกิจไหนเริ่มก่อน ก็มีสิทธิ์นำหน้าในตลาดไทยก่อนเช่นกัน