ทรูคว้ามาตรฐาน TM Forum Level 4.0: หมายถึงอะไรต่อ SME ไทย

AI สำหรับเกษตรกรรมไทย: Smart Farming 4.0By 3L3C

ทรูได้มาตรฐาน TM Forum AN Level 4.0 ไม่ใช่แค่รางวัลอุตสาหกรรม แต่คือสัญญาณว่าโครงสร้างพื้นฐานไทยพร้อมสำหรับ AI และ SME ควรใช้โอกาสนี้อย่างไร

Autonomous Networkทรู คอร์ปอเรชั่นAI เครือข่ายอัตโนมัติTM Forum Level 4.0Digital Transformation SMEGreen Networkโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลไทย
Share:

ทำไมข่าว “ทรูได้มาตรฐาน TM Forum Level 4.0” ถึงสำคัญกับธุรกิจไทย

ตัวเลขเดียวที่น่าสนใจมากจากข่าวนี้คือ ลดการใช้พลังงานได้ 10–12% ต่อปี และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 40,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ เทียบเท่าการปลูกต้นไม้ 4.2 ล้านต้นต่อปี ทั้งหมดนี้เกิดจาก “การใช้ AI บริหารเครือข่ายแบบอัตโนมัติ” ไม่ใช่แค่เปลี่ยนเครื่องจักรหรือเปลี่ยนเสาใหม่

นี่ไม่ใช่แค่ข่าวรางวัลของผู้ให้บริการมือถือรายใหญ่ แต่สะท้อนทิศทางสำคัญว่า โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของไทยกำลังก้าวสู่ยุคเครือข่ายอัตโนมัติ (Autonomous Network) ซึ่งจะกลายเป็นฐานให้ SME และองค์กรไทยใช้ AI ได้ “เร็วขึ้น เสถียรกว่า และคุ้มทุนกว่าเดิม” อย่างชัดเจนในช่วง 1–3 ปีข้างหน้า

บทความนี้จะชวนคุยให้ชัดว่า

  • มาตรฐาน Autonomous Network Level 4.0 จาก TM Forum คืออะไร ทำไมวงการโทรคมนาคมทั่วโลกถึงให้ความสำคัญ
  • โครงการ AI ของทรูที่ได้รับการรับรอง 2 ด้านทำอะไรอยู่เบื้องหลัง
  • และที่สำคัญที่สุด: SME ไทยกับองค์กรขนาดกลางควรปรับตัวอย่างไรเพื่อใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะนี้ให้คุ้มที่สุดในยุค Digital Transformation

AN Level 4.0 คืออะไร และทำไมถึงเป็น “จุดเปลี่ยน” ของโครงสร้างพื้นฐานไทย

คำอธิบายสั้นที่สุดของมาตรฐานนี้คือ: มันคือมาตราวัดระดับ “ความอัตโนมัติ” ของเครือข่ายโทรคมนาคมทั่วโลก กำหนดโดยองค์กร TM Forum ซึ่งผู้ให้บริการรายใหญ่ระดับโลกใช้เป็นเข็มทิศด้านเทคโนโลยี

5 ระดับของ Autonomous Network (AN Levels) แบบเข้าใจง่าย

TM Forum แบ่งระดับเครือข่ายอัตโนมัติออกเป็น 5 ขั้น:

  1. Level 1 – Manual
    ทุกอย่างต้องอาศัยคนเฝ้า คนแก้ คนตัดสินใจเกือบทั้งหมด
  2. Level 2 – Assisted
    เริ่มมีระบบช่วยแจ้งเตือน วิเคราะห์ แต่คนยังเป็นคนตัดสินใจหลัก
  3. Level 3 – Partial Autonomous
    เครือข่ายเริ่ม “แก้ปัญหาบางส่วนเอง” ตามกฎที่ตั้งไว้
  4. Level 4 – Highly Autonomous
    ใช้ AI ขั้นสูง วิเคราะห์สถานการณ์แบบเรียลไทม์ แล้ว “ตัดสินใจและลงมือ” เองเกือบทั้งหมด คนมีบทบาทตรวจสอบและกำหนดนโยบาย
  5. Level 5 – Full Autonomous
    วิสัยทัศน์ปลายทาง: เครือข่ายบริหารตัวเองเกือบ 100% แทบไม่ต้องพึ่งคน (ซึ่งตอนนี้ยังไม่มีใครไปถึง)

ปัจจุบัน ผู้ให้บริการส่วนใหญ่ทั่วโลกยังอยู่แถวๆ Level 3 เพราะการขยับขึ้น Level 4 ต้องมีการใช้ AI แบบจริงจัง มีทั้งระบบวิเคราะห์ คาดการณ์ ตัดสินใจ และควบคุมอุปกรณ์จำนวนมหาศาลแบบอัตโนมัติ

นี่คือเหตุผลที่การที่ทรูได้ AN Level 4.0 สองหมวด สำคัญมากสำหรับประเทศไทย:

  • แสดงว่าโครงข่ายมือถือของไทย ไม่ได้ตามหลัง ผู้ให้บริการชั้นนำในต่างประเทศ
  • เป็นสัญญาณว่า บริการดิจิทัลที่ SME ใช้ในไทยจะยิ่งเสถียร ฉลาด และประหยัดต้นทุนด้านพลังงานมากขึ้นเรื่อยๆ

เบื้องหลังโครงการ AI: จาก “ทีมวิศวกรเฝ้าโครงข่าย” สู่ “ทีมปฏิบัติการ AI 24 ชั่วโมง”

ทรูได้รับการรับรอง AN Level 4.0 สองรายการ คือ

  • Service Assurance – Individual Services (RAN Throughput Management)
  • RAN Energy Efficiency Optimization

ทั้งสองอย่างคือหัวใจของคุณภาพเครือข่ายมือถือยุคใหม่ โดยใช้ AI เป็นตัวขับเคลื่อน

1. Service Assurance: AI ดูคุณภาพสัญญาณแทนคน

โจทย์เดิมของผู้ให้บริการเครือข่ายคือ:

  • กว่าจะแก้ไขปัญหาสัญญาณได้ ต้องรอ “ลูกค้าโทรมาแจ้ง” หรือรอให้ยอดร้องเรียนเยอะก่อน
  • ทีมวิศวกรต้องวิเคราะห์ข้อมูลมหาศาลจากเสาหลายหมื่นจุดด้วยมือหรือเครื่องมือแบบเดิม

ระบบที่ทรูทำร่วมกับ Ericsson ภายใต้มาตรฐาน Service Assurance – Individual Services เปลี่ยนภาพนี้แบบคนละเรื่อง เพราะใช้แนวคิด Intent-Based Operation (IBO) – หรือพูดง่ายๆ คือ “ตั้งเป้าหมาย แล้วปล่อยให้ AI บริหารจัดการเอง”

หลักการทำงานคร่าวๆ:

  • มี “ทีมปฏิบัติการ AI” เฝ้าดูคุณภาพเครือข่าย 24 ชั่วโมง
  • วิเคราะห์มากกว่า 80 ตัวชี้วัด (KPI) ของสัญญาณ RAN ทั้ง 4G และ 5G
  • คาดการณ์ปัญหา เช่น พื้นที่ที่จะหนาแน่น คนใช้เยอะ สัญญาณรบกวนสูง
  • ปรับจูนค่าต่างๆ ล่วงหน้า โดยไม่ต้องรอให้ลูกค้ารู้สึกว่าเน็ตช้า

ตัวอย่างสถานการณ์จริงที่ระบบ AI เข้ามาช่วย:

  • ช่วงเย็นวันศุกร์หน้าออฟฟิศหลายแห่ง คนเล่น TikTok, Live, ดูวิดีโอ ช่วงเวลาเดียวกัน
    → ระบบมองเห็น “โหลดพุ่ง” ล่วงหน้า และสั่งกระจายโหลดไปเสาใกล้เคียงแบบอัตโนมัติ
  • มีสัญญาณรบกวนจากพื้นที่ใกล้เคียงทำให้คุณภาพสัญญาณลดลง
    → AI ปรับมุมเสา ปรับกำลังส่ง และตรวจผลลัพธ์ว่าคุณภาพกลับมาดีตามมาตรฐานหรือไม่

ผลลัพธ์สำหรับผู้ใช้ (รวมถึง SME ที่ขายของผ่านไลฟ์ หรือทำงานรีโมต):

  • วิดีโอคอลไม่หลุดง่าย
  • ไลฟ์สดลื่นขึ้น ไม่กระตุกกลางทาง
  • เกมออนไลน์หน่วงน้อยลง เพราะเครือข่ายแก้ปัญหา “ล่วงหน้า” แล้ว

มุมของธุรกิจ: ยิ่งคุณพึ่งพาโมเดลธุรกิจออนไลน์มากเท่าไหร่ คุณยิ่งได้ประโยชน์จากเครือข่ายที่ดูแลคุณภาพแบบอัตโนมัติแบบนี้มากขึ้นเท่านั้น โดยไม่ต้องลงทุนด้าน Network เองเลย

2. RAN Energy Efficiency: ใช้พลังงานเท่าที่จำเป็น แต่คุณภาพสัญญาณยังเต็มที่

อีกโครงการที่ได้มาตรฐาน AN Level 4.0 คือ AI บริหารพลังงานสถานีฐานแบบครบวงจร ซึ่งตอบโจทย์ทั้งด้าน

  • ต้นทุนค่าไฟของผู้ให้บริการ
  • เป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม (Green Network, Net Zero)

วิธีคิดง่ายๆ:
“เวลาคนน้อย ไม่ต้องเปิดทุกอย่างเต็มกำลัง แต่เวลาคนเยอะ ต้องพร้อมเต็มที่โดยอัตโนมัติ”

ระบบนี้ทำงานเป็นวงจรดังนี้:

  • เก็บข้อมูลจากอุปกรณ์หลายยี่ห้อ (Multi-vendor)
    ทั้งปริมาณการใช้สัญญาณ, สถานะอุปกรณ์, การใช้พลังงาน
  • คาดการณ์ปริมาณการใช้งาน (Traffic Prediction)
    ว่าช่วงไหนมีคนใช้น้อย ช่วงไหนมีคนใช้มาก (เช่น ช้างสามเศียรช่วงเช้า vs. ช่วงเย็นวันเสาร์)
  • ตัดสินใจด้วย AI แล้วสั่งการอัตโนมัติ (Automated Decisioning)
    ลดหรือเพิ่มกำลังส่ง ปิด/เปิดบางส่วนของสถานีฐาน
  • Emergency Wake-up
    ถ้าจู่ๆ คนใช้งานเพิ่มสูงผิดปกติ (เช่น มีงานคอนเสิร์ต หรืออีเวนต์ใหญ่) ระบบปลุกสถานีฐานให้ทำงานเต็มกำลังทันที

ผลที่วัดได้จริงทั่วประเทศ:

  • ลดการใช้พลังงาน 10–12%
  • ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ~40,000 ตัน CO₂/ปี

นี่คือเคสที่ดีมากที่แสดงให้เห็นว่า การนำ AI มาใช้ในระดับโครงสร้างพื้นฐาน ช่วยทั้ง “ลดต้นทุน” และ “ตอบโจทย์ ESG / Net Zero” ได้ในเวลาเดียวกัน


โครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะกับโอกาสของ SME ไทย

คำถามจริงๆ สำหรับเจ้าของธุรกิจคือ:
“แล้ว SME อย่างเราได้อะไรจากเรื่องนี้?”

ผมมองเป็น 3 เรื่องใหญ่ๆ ที่จับต้องได้จริงในช่วง 1–3 ปีข้างหน้า

1) Digital Service จะเสถียรกว่าเดิม โดยที่ต้นทุนคุณไม่เพิ่ม

เมื่อเครือข่ายมือถือฉลาดขึ้น

  • ระบบ Cloud, POS ออนไลน์, ระบบ ERP บน SaaS ที่คุณใช้ จะหยุดชะงักน้อยลง
  • การขายของผ่าน Live, TikTok, Facebook หรือ Marketplace จะไหลลื่นขึ้น
  • การทำงานรีโมตของทีมขาย ทีมซัพพอร์ต จะมี “ความเสี่ยงเรื่องเน็ตล่ม” น้อยลงมาก

พูดง่ายๆ คือ คุณได้คุณภาพโครงสร้างพื้นฐานระดับโลก โดยไม่ต้องลงทุนเอง เพราะมันฝังอยู่ในค่าบริการที่คุณจ่ายรายเดือนอยู่แล้ว

2) ทำ AI และ Automation ในธุรกิจตัวเองได้ “มั่นใจขึ้น”

AI สำหรับ SME เช่น

  • ระบบแชตบ็อตตอบลูกค้า 24 ชม.
  • ระบบแนะนำสินค้าอัตโนมัติในเว็บไซต์
  • ระบบวิเคราะห์ยอดขายแบบเรียลไทม์

ทั้งหมดนี้ “แพ้เน็ตไม่เสถียร” อย่างหนัก ถ้าโครงสร้างพื้นฐานมีปัญหาบ่อย AI ในฝั่งธุรกิจจะให้ผลลัพธ์ไม่เต็มศักยภาพ

เมื่อผู้ให้บริการเครือข่ายเดินหน้าสู่ Autonomous Network:

  • Latency ดีขึ้น, ความเสถียรสูงขึ้น
  • โอกาสที่ API, ระบบเชื่อมต่อ Cloud จะสะดุดลดลง

นี่ทำให้ SME ที่อยากเริ่มใช้ AI สำหรับธุรกิจ มีพื้นฐานที่พร้อมกว่าแต่ก่อนมาก

3) ต่อจิ๊กซอว์ ESG / Net Zero ขององค์กรได้ง่ายกว่าเดิม

หลายองค์กรไทย โดยเฉพาะที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานของบริษัทข้ามชาติ เริ่มถูกถามถึง

  • การปล่อยคาร์บอน Scope 2
  • นโยบาย Net Zero / Carbon Neutral

เมื่อผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานอย่างทรูตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 42% ภายในปี 2030 และ Net Zero ภายในปี 2050:

  • ส่วนหนึ่งของ Footprint ด้านดิจิทัลของคุณจะ “เขียวขึ้นโดยอัตโนมัติ”
  • คุณสามารถหยิบข้อมูลด้าน Green Network มาใช้ประกอบรายงานด้าน ESG ของบริษัทได้ (ขึ้นกับรูปแบบรายงานของแต่ละราย)

ตรงนี้กลายเป็น แต้มต่อด้านภาพลักษณ์และการทำงานร่วมกับคู่ค้าใหญ่ โดยที่ SME ไม่ต้องลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเองเลย


ถ้าอยากใช้ประโยชน์จากโครงข่ายอัจฉริยะ SME ควรเริ่มจากอะไร

เครือข่ายอัตโนมัติเป็น “ฐาน” ถ้าฐานดี แต่เราไม่เอาอะไรไปวางบนฐานเลย ธุรกิจก็ไม่ได้โตขึ้นเอง ผมเลยขอแนะนำเป็น 4 ขั้นตอนที่ทำได้จริงสำหรับ SME ไทย

ขั้นที่ 1: ย้ายงานหลักขึ้น Cloud / SaaS ให้มากที่สุด

เมื่อโครงสร้างพื้นฐานรองรับแล้ว ธุรกิจควร

  • ใช้ ระบบบัญชี/สต๊อก/ขายหน้าร้านแบบ Cloud
  • ใช้ ระบบ CRM หรือ Marketing Automation ที่อยู่บน Cloud
  • ใช้ ระบบประชุมออนไลน์ / Collaboration เป็นมาตรฐานในองค์กร

เป้าหมายคือ: ทุกงานสำคัญของคุณ “ไม่ผูกติดกับเครื่องในออฟฟิศ” แต่ผูกกับเครือข่ายที่เสถียรแทน

ขั้นที่ 2: เก็บและใช้ “ข้อมูลดิจิทัล” ให้มากกว่าที่เคย

เครือข่ายอัจฉริยะช่วยให้คุณส่งข้อมูลได้เร็วและเสถียรกว่าเดิม แต่คำถามคือ “คุณเก็บอะไรบ้าง?”

ลองเริ่มจาก:

  • เก็บ Log การขายรายวัน/รายชั่วโมง
  • เก็บประวัติลูกค้า การซื้อซ้ำ ช่องทางที่มาถึงคุณ
  • เก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ / แอป / แชต

เมื่อมีข้อมูลมากพอ คุณถึงจะเอา AI ระดับธุรกิจ มาช่วยวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า คาดการณ์ยอดขาย หรือวางแผนสต๊อกได้จริง

ขั้นที่ 3: เริ่มทดลอง AI ใช้งานง่ายในจุดเล็กๆ ก่อน

ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากโปรเจกต์ใหญ่ ลองเริ่มจากจุดที่เห็นผลเร็ว เช่น

  • ใช้ แชตบ็อตตอบคำถามพื้นฐานลูกค้า จาก Q&A ที่มีอยู่แล้ว
  • ใช้ AI สรุปรีวิวลูกค้า จากหลายช่องทาง เพื่อหาจุดที่ต้องปรับปรุง
  • ใช้ AI ช่วยร่างคอนเทนต์เบื้องต้น บนโซเชียล แล้วให้ทีมมาปรับต่อ

ข้อดีคือคุณได้ทดสอบ “ความพร้อมของทั้งทีม และโครงสร้างพื้นฐาน” แบบจริงจังโดยไม่เสี่ยงมาก

ขั้นที่ 4: วาง Roadmap ด้าน ESG เชื่อมกับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล

สำหรับองค์กรที่เริ่มสนใจ ESG/Net Zero:

  • ตรวจสอบว่า ปัจจุบันคุณใช้บริการโครงสร้างพื้นฐานจากใครบ้าง (ศูนย์ข้อมูล, Cloud, โครงข่ายมือถือ)
  • ดูว่าแต่ละรายมี Roadmap ด้าน Green / Net Zero อย่างไร
  • เลือกพันธมิตรที่มีแผน Net Zero ชัดเจน เพื่อให้ Carbon Footprint ของคุณลดลง “โดยทางอ้อม”

กรณีของทรูที่ใช้ AI ลดพลังงานเครือข่าย ถือเป็นตัวอย่างที่ดีของ “การเอาเทคโนโลยีมาช่วยด้านสิ่งแวดล้อม” ซึ่ง SME สามารถนำแนวคิดนี้ไปใช้กับโรงงาน สาขา หรือคลังสินค้าได้เช่นกัน (เช่น ใช้ AI คุมแอร์ แสงไฟ การเดินเครื่องจักร)


ทรู, TM Forum และภาพใหญ่ของ AI Infrastructure ในไทย

ผมมองว่าการที่ทรูได้มาตรฐาน TM Forum AN Level 4.0 สองรายการ ไม่ได้สะท้อนแค่ความเก่งของทีม Network แต่สะท้อน 3 เรื่องสำคัญของประเทศ:

  1. ไทยมีโครงสร้างพื้นฐานพร้อมสำหรับยุค AI-first มากขึ้นเรื่อยๆ
    ทั้งเครือข่าย 5G, ศูนย์ข้อมูล, Cloud และตอนนี้คือเครือข่ายอัตโนมัติที่ใช้ AI บริหารตัวเอง

  2. การแข่งขันของผู้ให้บริการจะไปไกลกว่าแค่ “สัญญาณแรง ราคาถูก”
    ใครบริหารโครงข่ายด้วย AI ได้ดีกว่า จะช่วยให้ธุรกิจไทยใช้งานดิจิทัลได้คุ้มค่ากว่า และตอบโจทย์ ESG ได้จริง

  3. SME ที่เริ่มปรับตัวตอนนี้ จะได้เปรียบในอีก 2–3 ปีข้างหน้า
    เพราะเมื่อทุกอย่างกลายเป็นดิจิทัลเต็มตัว ธุรกิจที่เคยเก็บข้อมูล ทำ AI เล็กๆ น้อยๆ และใช้ Cloud อยู่แล้ว จะขยายสเกลได้เร็วกว่าเจ้าอื่นมาก

ตอนนี้โจทย์ไม่ได้อยู่ที่ว่า “โครงสร้างพื้นฐานพร้อมไหม” แต่อยู่ที่ว่า “ธุรกิจของคุณพร้อมจะใช้ประโยชน์จากมันแค่ไหน”

ถ้าคุณเป็นเจ้าของกิจการหรือผู้บริหาร SME ลองกลับไปดู 3 เรื่องนี้ในองค์กร:

  • งานหลักของคุณอยู่บนดิจิทัลและ Cloud แค่ไหน
  • คุณเริ่มใช้ข้อมูลและ AI ช่วยตัดสินใจจริงหรือยัง
  • คุณมอง ESG/Net Zero เป็น “ต้นทุน” หรือ “โอกาสทางธุรกิจ”

ปี 2569 ที่กำลังจะมาถึงจะเป็นปีที่คำถามเหล่านี้แยก “ผู้ตาม” กับ “ผู้เล่นตัวจริง” ได้ชัดขึ้นกว่าทุกปีที่ผ่านมา