TED Club Networking 2025 สอนอะไรสตาร์ทอัพไทย จาก Strategy สู่ Psychology โดยเฉพาะสาย AI และ InsurTech ที่อยาก Takeoff ในปี 2026

TED Club Networking 2025: ทำไม 10 สตาร์ทอัพไทยต้องพร้อม “Takeoff” ภายในปีนี้
เกือบ 90% ของสตาร์ทอัพไทยปิดตัวภายใน 3 ปีแรก จากสถิติที่หลายองค์กรด้านนวัตกรรมอ้างอิงกันอยู่บ่อย ๆ นี่ไม่ใช่เพราะไอเดียไม่ดีเสมอไป แต่เพราะทีมส่วนใหญ่โฟกัสแค่ Strategy บนกระดาษ แทบไม่แตะ Psychology ของคนในทีม ลูกค้า และนักลงทุนเลย
งาน TED Club Networking 2025 ที่ Techsauce เก็บตกมาเล่า จับประเด็นน่าสนใจมากคือ การขยับจากการคิดเชิงกลยุทธ์อย่างเดียว ไปสู่การใช้ “จิตวิทยา” เป็นคันโยกเร่งการเติบโตของสตาร์ทอัพ โดยเฉพาะสตาร์ทอัพไทยที่กำลังจะออกสู่ระดับภูมิภาค
บทความนี้ผมจะสรุปให้ว่า จาก Strategy สู่ Psychology หมายถึงอะไร แปลเป็นแผนปั้นสตาร์ทอัพไทยให้พร้อม Takeoff ในปี 2025-2026 ยังไง และที่สำคัญ ถ้าคุณทำธุรกิจด้าน InsurTech หรือ AI ในอุตสาหกรรมประกันภัยไทย จะหยิบบทเรียนเหล่านี้ไปใช้จริงได้แบบไหนบ้าง
1. จาก Strategy สู่ Psychology: สิ่งที่สตาร์ทอัพไทยมักมองข้าม
เส้นทางสตาร์ทอัพไทยเต็มไปด้วยคำว่า “กลยุทธ์” เต็มสไลด์ Pitch Deck: Business Model, TAM-SAM-SOM, Go-to-Market, Unit Economics แต่ของที่มักไม่มีอยู่บนสไลด์ คือ ความเข้าใจจิตใจคน ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดในระบบนิเวศ
แกนสำคัญของ TED Club Networking 2025 คือแนวคิดว่า:
"สตาร์ทอัพที่โตเร็ว ไม่ใช่แค่คิดกลยุทธ์เก่ง แต่ อ่านใจคน เก่งกว่า"
โดยมอง Psychology ใน 3 มิติหลัก ๆ
- Psychology ของผู้ก่อตั้ง (Founder Psychology)
การจัดการอีโก้ ความกลัว ความไม่แน่นอน และความเหนื่อยล้า - Psychology ของทีม (Team Psychology)
การสร้าง Trust, Ownership, Growth Mindset ในทีมเล็ก ๆ ที่ต้องทำงานเหมือนทีมใหญ่ - Psychology ของลูกค้าและนักลงทุน (Market & Investor Psychology)
ทำอย่างไรให้คน “เชื่อ” จนยอมเปลี่ยนพฤติกรรม และยอมจ่ายให้โซลูชันของคุณ
ในไทย ผมเห็นบ่อยมากว่าสตาร์ทอัพไปไกลมากเรื่องเทคโนโลยี แต่พลาดเพราะ ไม่เข้าใจความกลัวของลูกค้าไทย เช่น เรื่องข้อมูลส่วนบุคคล ความเสี่ยง การทดลองของใหม่ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมประกันภัยที่คนระแวงเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
สำหรับ InsurTech ไทย นี่คือประเด็นใหญ่:
ต่อให้ AI ของคุณแม่นแค่ไหน ถ้าลูกค้ารู้สึกว่า “โดนส่อง” “โดนประเมิน” หรือ “โดนเอาเปรียบ” เขาจะไม่ยอมเข้าใกล้คุณเลย
2. TED Club 2025 กำลังปั้น 10 สตาร์ทอัพไทยให้พร้อม Takeoff ยังไง
หัวใจของงาน Networking ปีนี้ไม่ใช่แค่การให้สตาร์ทอัพมา Pitch ต่อหน้าลงทุน แต่เป็นการ โฟกัส 10 ทีมหลักให้ Takeoff ได้จริงในช่วง 12-18 เดือนข้างหน้า ผ่าน 3 แกนสำคัญที่พูดถึงกันหนาแน่นมากในห้อง:
2.1 ปรับมุมมองจาก “ระดมทุน” เป็น “ระดมความเชื่อมั่น”
หลายทีมวิ่งตามเงินลงทุน แต่ทีมที่รอดคิดกลับกัน:
- เขาระดม Credibility ก่อน (ความน่าเชื่อถือ)
- จากนั้นถึงระดม Capital (เงิน)
ในห้องถกเรื่องว่า นักลงทุนไทยและต่างชาติช่วงปลายปี 2025 เริ่ม “อ่านเกม” เก่งขึ้นมาก โดยเฉพาะหลังมีดีล AI ระดับโลกกว่า 17 ดีลที่ Techsauce เพิ่งสรุปไป สัญญาณคือ
- เงินยังมี แต่ จะไหลไปหาทีมที่เข้าใจตลาดตัวเองอย่างลึกจริง ๆ
- ทีมที่ทำ AI หรือ Deep Tech ต้องตอบให้ได้ว่า “คุณแก้ Pain แบบไหน ที่คนไทยรู้สึกจริง ไม่ใช่แค่ฟังดูเท่ใน Pitch Deck”
สำหรับ InsurTech นี่คือโจทย์ชัดมาก:
คุณไม่ได้แข่งแค่กับประกันเจ้าอื่น แต่แข่งกับ “ความไม่อยากคิดเรื่องความเสี่ยง” ของคนไทยด้วย
2.2 จาก Product-Market Fit สู่ “Psychology-Market Fit”
แนวคิดที่ผมชอบมากจากเวทีนี้คือ การเสริม Product-Market Fit ด้วยสิ่งที่ผมขอเรียกว่า Psychology-Market Fit
ถามตัวเองให้ครบ 4 ข้อ:
- ลูกค้ากลัวอะไรที่สุดถ้าใช้โซลูชันของเรา?
- อะไรทำให้เขารู้สึก “คุมเกมได้” มากขึ้นเวลาใช้เรา?
- เราทำให้เขารู้สึกฉลาดขึ้นหรือโง่ลงหลังใช้บริการ?
- เราช่วยให้เขาเล่าเรื่องตัวเองได้ดีขึ้นอย่างไร เวลาเล่าให้เพื่อนหรือเจ้านายฟัง?
ในโลกประกันภัย ตัวอย่างเช่น InsurTech ที่ใช้ AI ช่วยประเมินความเสี่ยงสุขภาพ:
- ถ้าฟีดแบ็กของคุณทำให้ลูกค้ารู้สึกว่า “ฉันเสี่ยง เป็นปัญหา”
คนจำนวนหนึ่งจะหนี ไม่อยากใช้ต่อ - แต่ถ้าคุณสื่อสารแบบ “นี่คือแผนดูแลตัวเอง 90 วัน ที่ทำให้คุณลดความเสี่ยงลงได้ 30%”
เขาจะรู้สึกมี Power และอยากทดลอง
คำตอบสุดท้ายไม่ใช่แค่โมเดลแม่นแค่ไหน แต่คือโมเดล + วิธีพูดกับคนยังไง
2.3 ใช้ Networking เป็นห้องทดลอง ไม่ใช่แค่ห้องขายของ
อีกประเด็นจาก TED Club Networking 2025 คือ มุมมองเรื่องงาน Networking เอง
สตาร์ทอัพส่วนใหญ่ใช้เวลาในงาน Networking ไปกับการ “ขายของให้คนในห้อง” แต่ทีมที่โตไวใช้ห้องนี้เป็น Lab ทดลอง Mindset:
- ทดลองวิธีเล่า Problem ใหม่ ๆ กับผู้บริหารประกัน / ธนาคาร / โรงพยาบาล
- ดูรีแอ็กชัน สีหน้า คำถาม ที่เขายิงกลับมา
- กลับไปปรับ Pitch, UX, Pricing, Messaging ภายใน 48 ชั่วโมง
สำหรับใครที่ทำ InsurTech การได้นั่งคุยสั้น ๆ กับ Chief Risk Officer หรือ Actuary แค่ 10 นาทีบางครั้งให้ Insight ลึกกว่าการอ่านรายงานตลาด 100 หน้า
3. 3 จิตวิทยาที่สตาร์ทอัพไทยต้องเข้าใจ ก่อนคิดจะ Takeoff
ถ้าต้องสกัดบทเรียนด้าน Psychology จากบรรยากาศ TED Club 2025 ผมคิดว่ามี 3 เรื่องที่ทุกทีมควรเอาไปใช้ทันที โดยเฉพาะทีมสาย AI & InsurTech
3.1 จิตวิทยาความเชื่อใจ (Trust Psychology)
ธุรกิจประกันภัยอยู่ได้ด้วย “ความเชื่อใจ” มากกว่าราคา คนซื้อประกันเพราะเชื่อว่า
- บริษัทจะอยู่กับเขา ตอนวันที่แย่ที่สุด
- ข้อมูลของเขาจะไม่ถูกใช้ในทางที่ทำให้ตัวเองเสียเปรียบ
InsurTech ที่ใช้ AI ต้องสร้าง Trust ให้เร็วกว่าเดิม เพราะคุณแตะเรื่อง “ข้อมูล” แบบลึกกว่าธุรกิจประกันยุคก่อน
วิธีที่เห็นว่าทำงานจริงในไทยตอนนี้
- อธิบาย AI แบบภาษาคนธรรมดา ไม่ใช่ภาษาวิศวกร
- บอกให้ชัดว่า “เราเก็บอะไร ไม่เก็บอะไร”
- ให้ลูกค้าเลือกได้ ว่าจะยอมแชร์ข้อมูลระดับไหน แลกกับสิทธิประโยชน์อะไร
- ใช้เคสตัวอย่างจริงที่คนไทยอิน เช่น เคสเคลมไวขึ้นกี่วัน, ลดเบี้ยได้กี่เปอร์เซ็นต์
3.2 จิตวิทยาแรงจูงใจ (Motivation Psychology)
ลูกค้าไม่ได้อยากใช้ประกัน เพราะไม่มีใครตื่นเช้ามาแล้วดีใจที่ต้องคิดเรื่องความตายหรืออุบัติเหตุ สิ่งที่เขาอยากได้จริง ๆ คือ
- ความรู้สึกว่า “ครอบครัวปลอดภัย”
- ความรู้สึกว่า “ตัวเองจัดการชีวิตได้ดี”
ดังนั้น InsurTech ที่เก่งด้านจิตวิทยา จะไม่ขายว่า “นี่คือประกันชีวิตแบบใหม่” แต่จะขายว่า
- “นี่คือวิธีวางแผนให้ลูกคุณไม่ต้องกังวลเรื่องค่าเทอม ถ้าเกิดอะไรกับคุณ”
- “นี่คือแอปที่ช่วยให้คุณรู้ว่าตัวเองดูแลสุขภาพดีขึ้นแค่ไหนใน 6 เดือนที่ผ่านมา”
เชื่อม AI เข้ากับ ผลลัพธ์เชิงความรู้สึก ไม่ใช่แค่ตัวเลข
3.3 จิตวิทยาความกลัวการเปลี่ยนแปลง (Change Aversion)
องค์กรประกันภัยไทยจำนวนมากอยากใช้ AI แต่กลัว:
- กลัวระบบล่ม
- กลัวโดน Regulator ตรวจ
- กลัวคนในองค์กรต่อต้าน
- กลัวลูกค้าดราม่าเรื่อง Data
ตอนเวทีอื่น ๆ ของ Techsauce พูดเยอะเรื่อง AI Agent, Edge AI, HealthTech ซึ่งสะท้อนเทรนด์เดียวกันคือ เทคโนโลยีวิ่งเร็วกว่าองค์กรเสมอ
สิ่งที่สตาร์ทอัพ InsurTech ควรทำคือ เปลี่ยนจากขาย “Solution ใหญ่ทั้งก้อน” เป็น Pilot เล็ก ๆ ที่แก้ Pain หนึ่งจุด แต่พิสูจน์ผลได้ชัด
ตัวอย่างเช่น
- เริ่มจาก AI ตรวจเอกสารเคลมอัตโนมัติใน 1 โปรดักต์
แล้ววัดตัวเลข: เวลาตรวจลดลงกี่ %, เคสผิดพลาดลดกี่เคส - ทำ Dashboard ความเสี่ยงแบบ Simple ให้ทีม Underwriting ใช้ก่อน
เมื่อเห็นว่าช่วยงานจริง ทุกคนจะเริ่มเรียกร้องให้ขยายใช้เอง
พูดกับองค์กรใหญ่ด้วยภาษาว่า “เราช่วยคุณลดความเสี่ยง” แทนคำว่า “เรามาทำ Digital Transformation กันเถอะ” โอกาสสำเร็จจะสูงกว่าเยอะ
4. เชื่อมโลก TED Club กับ InsurTech ไทย: จากเวทีสตาร์ทอัพสู่สนามจริง
หลายคนอาจคิดว่า TED Club Networking เป็นเวทีของสาย Tech Startup ทั่วไป แต่ถ้าคุณอยู่ใน วงการประกันภัยหรือกำลังทำ InsurTech คุณควรเอา Logic เดียวกันนี้มาใช้ในองค์กรตัวเองด้วย
4.1 ทำองค์กรประกันให้คิดแบบสตาร์ทอัพ
ผมมองว่าบริษัทประกันที่นำในอีก 3-5 ปีข้างหน้า จะมี 3 สิ่งร่วมกัน:
- มีทีม AI / Data ที่ไม่ใช่แค่ทำ Report แต่เข้าใจธุรกิจและจิตวิทยาลูกค้า
- มี Sandbox ในองค์กรสำหรับทดลอง Product ใหม่ร่วมกับสตาร์ทอัพไทย
- มีผู้นำที่กล้าบอกว่า “ลองผิดได้ ถ้าเราวัดผลได้ชัด”
ลองใช้แนวคิดจาก TED Club มาสร้าง Mini-TED Club ภายในองค์กรประกัน:
- คัด 5-10 โปรเจกต์ InsurTech ที่มีศักยภาพ
- ให้เขา Pitch ต่อหน้า C-level และคนหน้างานจริง (Agent, Call Center, Claim)
- ให้ Feedback ทันทีแบบตรง ๆ ทั้งเชิงกลยุทธ์และเชิงจิตวิทยาลูกค้า
นี่คือวิธีดึงข้อดีของโลกสตาร์ทอัพเข้ามาในองค์กรใหญ่ โดยไม่ต้องรอ Hackathon ปีละครั้งแล้วจบ
4.2 ใช้ AI อย่างฉลาด: ไม่ใช่ใส่ AI ทุกมุมแล้วจบ
ช่วงปลายปี 2025 เราเห็นข่าวใหญ่จากฝั่งโลก AI เต็มไปหมด ทั้งดีลลงทุนมหาศาลและการย้ายตัวบุคลากรระดับหัวกะทิจากค่ายหนึ่งไปอีกค่ายหนึ่ง ทั้งหมดสะท้อนอย่างเดียวว่า AI ไม่ใช่ Option แล้ว แต่เป็น Infrastructure ใหม่ของธุรกิจ
แต่ในบริบทประกันภัยไทย สิ่งที่ผมเชียร์เสมอคือ:
“อย่าเริ่มจากคำถามว่า AI ทำอะไรได้บ้าง ให้เริ่มจากคำถามว่า ลูกค้าเกลียดอะไรที่สุดในประสบการณ์ประกันตอนนี้ แล้วค่อยเลือก AI ที่ตอบโจทย์”
ตัวอย่าง Pain ที่เจอบ่อยในไทย:
- เคลมนาน ไม่รู้สถานะ ไม่รู้ว่าใครดูเคสอยู่
- อ่านกรมธรรม์ไม่เข้าใจ ภาษากฎหมายเยอะไปหมด
- เปรียบเทียบแบบประกันยากมาก เลือกไม่ถูก
AI ที่ตอบโจทย์จริงในปี 2026 คือโซลูชันที่
- ทำให้เวลารอคอย “รู้สึกสั้นลง” ด้วยการแจ้งสถานะแบบโปร่งใส
- แปลกรมธรรม์เป็นภาษาคน พร้อมตัวอย่างชีวิตจริง
- แนะนำแบบประกันที่เข้ากับไลฟ์สไตล์และความเสี่ยงจริงของลูกค้าไทย
นี่คือจุดที่ สตาร์ทอัพไทยและบริษัทประกันไทย ควรจับมือกันอย่างจริงจัง ถ้ารอให้ต่างชาติทำแล้วเราค่อยซื้อใช้ เราจะเสียโอกาสสร้าง Know-how ภายในประเทศไปอีกยาว
5. ก้าวต่อไปของสตาร์ทอัพไทย: ใช้จิตวิทยาเป็นเครื่องเร่ง ไม่ใช่เครื่องเบรก
ภาพที่ชัดจาก TED Club Networking 2025 คือ ไทยไม่ได้ขาดสตาร์ทอัพเก่ง ๆ เราขาดแค่ทีมที่เชื่อม 3 โลกเข้าด้วยกันได้ดีพอ:
- โลกของเทคโนโลยี (AI, Data, Automation)
- โลกของธุรกิจจริง (ประกัน, การเงิน, สุขภาพ, ท่องเที่ยว ฯลฯ)
- โลกของจิตวิทยาคน (ลูกค้า ทีม นักลงทุน คู่ค้า)
ใครเชื่อม 3 โลกนี้ได้แน่นพอในอีก 12-24 เดือนข้างหน้า ผมมั่นใจว่ามีโอกาส “Takeoff” ข้ามจากสตาร์ทอัพท้องถิ่น ไปสู่การเป็นผู้เล่นระดับภูมิภาคได้จริง
สำหรับคุณที่อยู่ใน อุตสาหกรรมประกันภัยไทย หรือกำลังทำ InsurTech ที่ใช้ AI ลองถามตัวเองวันนี้แบบตรง ๆ:
- เรามี Strategy พอแล้วหรือยัง? ถ้าใช่ สิ่งที่ขาดอยู่คือ Psychology แบบไหน?
- ลูกค้าเชื่อใจเราจริงไหม หรือแค่จำใจใช้เพราะไม่มีตัวเลือกอื่น?
- เรากำลังใช้ AI เพื่อช่วยลูกค้า รู้สึกดีขึ้นกับชีวิตตัวเอง หรือแค่ช่วยเราลดต้นทุน?
ถ้าคุณอยากให้ปี 2026 เป็นปีที่ธุรกิจคุณ Takeoff จริง ๆ การเริ่มลงทุนใน ความเข้าใจจิตวิทยาคนรอบตัวธุรกิจ ตั้งแต่วันนี้ คือการลงทุนที่คุ้มกว่าการอัปเกรดเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวหลายเท่า