Smart HR ไม่ใช่แค่ซอฟต์แวร์ HR แต่คือการยกระดับการบริหารคนแบบครบวงจร จากหน้าเครื่องสแกนถึงห้องประชุมผู้บริหาร สำหรับธุรกิจไทยยุค AI

Smart HR ยุค AI: ทำไมธุรกิจไทยต้องขยับตอนนี้
ตัวเลขจากหลายองค์กรในไทยช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมาเริ่มชัดมากแล้วว่า ฝ่าย HR ที่ยังทำงานด้วย Excel + เอกสารกระดาษ มีต้นทุนเวลาสูง เสี่ยงผิดพลาด และดึงคนเก่งไปทำงานรูทีนแทนที่จะพัฒนาองค์กร โดยเฉพาะ SME ที่มีคนไม่เยอะ ยิ่งปล่อยยิ่งเหนื่อยหัวหน้า HR และเจ้าของกิจการเอง
ในขณะเดียวกัน เทคโนโลยี HR ดิจิทัล + ไบโอเมตริกซ์ + AI ก็เริ่มลงมาอยู่ในระดับราคาที่ธุรกิจไทยเข้าถึงได้จริง ไม่ใช่ของเล่นเฉพาะองค์กรระดับพันล้านอีกต่อไป งานสัมมนา “Smart HR Solution Powered by InterCorp x NTT DATA Business Solutions” วันที่ 16/12/2025 จึงไม่ใช่แค่อีเวนต์ผลิตภัณฑ์ แต่สะท้อนทิศทางใหม่ของการบริหารคนในองค์กรไทยโดยตรง
บทความนี้จะชวนดูให้ครบว่า Smart HR คืออะไรในมุมปฏิบัติ, เทคโนโลยีอย่าง InterCorp BAS และการเชื่อมต่อกับ SAP SuccessFactors ช่วยฝ่าย HR/เจ้าของธุรกิจได้จริงยังไง และถ้าคุณกำลังคิดจะเปลี่ยน HR ไปสู่ดิจิทัล ควรเริ่มตรงไหนก่อนดี
Smart HR สำหรับองค์กรไทย แก้ปัญหาอะไรได้บ้าง
หัวใจของ Smart HR ไม่ใช่หน้าจอสวย แต่คือการ ลดงานรูทีน เพิ่มงานเชิงกลยุทธ์ ให้ฝ่าย HR และผู้บริหารเอาเวลาไปโฟกัสเรื่องสำคัญ เช่น การหาคนเก่ง การรักษาคนเก่ง และการวางแผนอัตรากำลังคนให้สอดคล้องกับเป้าธุรกิจ
สำหรับบริบทของไทย โดยเฉพาะโรงงาน ค้าปลีก โลจิสติกส์ และธุรกิจบริการ ปัญหาที่เจอบ่อยมีประมาณนี้:
- ลงเวลาเข้างาน–ออกงานด้วยสแกนนิ้ว/บัตร และต้องมานั่งรวมไฟล์เอง
- ตารางกะซับซ้อน เปลี่ยนกะบ่อย มีโอที และมีกฎหมายแรงงานเกี่ยวข้อง
- คิด OT ผิด พนักงานโวย HR เครียด เจ้าของธุรกิจเสียเวลาเคลียร์
- เอกสารลา–เบิก–ประเมินผล แยกกันคนละระบบ หาข้อมูลย้อนหลังลำบาก
Smart HR Solution ที่ดีควรทำได้ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ (End-to-End) ตั้งแต่การบันทึกเวลา การจัดกะ การคิดเงินเดือน ไปจนถึงการเชื่อมต่อข้อมูลเข้าระบบ HR ขนาดใหญ่ อย่างที่ NTT DATA Business Solutions Thailand นำ InterCorp BAS มาผูกกับ SAP SuccessFactors นั่นแหละ คือภาพของ End-to-End HR Digital Solution แบบจริงจัง
เจาะลึก InterCorp BAS: จากเครื่องสแกนหน้า สู่ข้อมูล HR แบบเรียลไทม์
คำว่า BAS (Biometric Attendance Solution) ของ InterCorp ไม่ใช่แค่เครื่องสแกน แต่คือ ชุดโซลูชันที่ครอบคลุมทั้ง Attendance, Scheduler และการ Integration กับระบบ HR ระดับองค์กร
1. BAS Attendance: ลงเวลาไร้สัมผัส + คิด OT อัตโนมัติ
BAS Attendance ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหา “ลงเวลา = งานเอกสารกองโต” โดยตรง
สิ่งที่ทำได้แบบจับต้องได้คือ:
- ลงเวลาผ่านใบหน้า/ลายนิ้วมือแบบไร้สัมผัส
- ลดปัญหาบัตรหาย แทนกันสแกน
- ตอบโจทย์ยุคที่หลายองค์กรยังแคร์เรื่องสุขอนามัยและความปลอดภัย
- คำนวณ OT อัตโนมัติ ตามกติกาที่องค์กรตั้งค่า (เช่น เกินกี่ชั่วโมงถือเป็น OT, คิด 1.5 เท่าหรือ 2 เท่า)
- เชื่อมต่อกับอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์และกล้องวงจรปิด
- ป้องกันกรณีสแกนแทนกันด้วยการจับภาพขณะลงเวลา
สำหรับ HR ไทย ประโยคเดียวที่ชัดมากคือ:
ถ้าข้อมูลเวลาเข้า–ออกงานเชื่อถือได้ 100% ปัญหาทะเลาะเรื่องโอทีจะหายไปเกินครึ่ง
นี่คือจุดที่ BAS Attendance มีผลโดยตรงกับ “ความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายบุคคลกับพนักงาน” ไม่ใช่แค่เรื่องเทคนิค
2. BAS Scheduler: กะงานอัตโนมัติ ลดงานจัดตารางสุดโกลาหล
การจัดกะงานในโรงงานหรือร้านค้าปลีก หลายที่ยังใช้กระดาษ + ไลน์ + โทรศัพท์ ซึ่งผิดรอบทีหนึ่ง พังทั้งกะ
BAS Scheduler เข้ามาช่วยตรงนี้แบบเป็นระบบ:
- สร้างกะงานอัตโนมัติ ตามกติกาที่กำหนด เช่น จำกัด OT ไม่เกิน X ชั่วโมง/สัปดาห์, ต้องมีหัวหน้ากะอย่างน้อย 1 คนทุกช่วงเวลา
- ลดความซับซ้อนของการจัดตาราง ในทีมใหญ่ หรือทีมที่มีหลาย site
- เชื่อมตรงเข้าสู่ระบบ Payroll ข้อมูลกะ + OT ถูกส่งต่อแบบไม่ต้องคีย์ซ้ำ
ผมเคยเห็น SME ขนาด 200–300 คน ใช้ Excel จัดกะแล้วหลุดเวรบ่อยมาก พอเปลี่ยนเป็นระบบที่จัดกะ + ดึงเข้าคำนวณเงินเดือนอัตโนมัติ HR ได้เวลาคืนไปประมาณ 30–40 ชั่วโมงต่อเดือนทันที
3. Integration กับ SAP SuccessFactors Time: จากข้อมูลหน้าประตู สู่มุมมองระดับผู้บริหาร
จุดที่หลายคนมองข้ามคือ ข้อมูลเวลาเข้างานมันไม่ได้มีค่าแค่ใช้คำนวณเงินเดือน แต่ยังใช้วิเคราะห์ Productivity ได้ด้วย ถ้าเชื่อมเข้าระบบ HR ที่ครบวงจร
การ Integration ระหว่าง InterCorp BAS กับ SAP SuccessFactors Time ช่วยให้:
- ส่งข้อมูลเวลาทำงานแบบเรียลไทม์ จากอุปกรณ์หน้าโรงงาน/หน้าร้าน เข้าระบบกลาง
- ผู้บริหาร เห็นภาพรวมเวลาทำงาน OT การขาด–ลา ได้ครบในหน้าจอเดียว
- ใช้วางแผนอัตรากำลังคน, การสลับทีม, การปรับกะ ให้สมดุลกับยอดขายหรือเป้าการผลิต
พูดง่าย ๆ คือ จากแค่เครื่องสแกน มันกลายเป็น แหล่งข้อมูลเชิงกลยุทธ์ของ HR และ Operation ในเวลาเดียวกัน
ทำไม Smart HR ถึงสำคัญกับ SME ไทย ไม่ใช่แค่บริษัทยักษ์ใหญ่
หลาย SME ยังคิดว่า ระบบแบบนี้เหมาะกับองค์กรใหญ่เท่านั้น ซึ่งเอาตรง ๆ ผมไม่เห็นด้วยเลย โดยเฉพาะปี 2026 ที่การแข่งขันแรงขึ้นและ AI เริ่มเป็นเรื่องปกติในธุรกิจ
1. SME มีทรัพยากรคนจำกัด ยิ่งต้องให้คนเก่งทำงานที่คุ้มค่าที่สุด
ในบริษัทเล็ก–กลาง คน HR 1 คนอาจต้องดูแลทั้งสรรหา–เงินเดือน–ฝึกอบรม ถ้ายังต้องนั่งรวมเวลา OT, ไล่เช็กบิลสาย–ขาด–ลา ทุกสิ้นเดือน งานเชิงพัฒนาคนจะไม่มีวันเกิดขึ้นจริง
Smart HR ช่วย:
- ลดเวลางานเอกสาร
- ลดข้อผิดพลาดที่ต้องย้อนเคลียร์
- เปิดโอกาสให้ HR หันมาทำเรื่อง Talent, วัฒนธรรมองค์กร, Upskill/Reskill
2. คนรุ่นใหม่คาดหวังประสบการณ์ดิจิทัล
พนักงาน Gen Y, Gen Z ชินกับการใช้แอปทุกอย่างบนมือถือ เวลาเจอองค์กรที่ยังต้องกรอกใบลา/ใบเบิกบนกระดาษ จะรู้สึก “เชย” ทันที และนี่มีผลกับการตัดสินใจอยู่ต่อหรือไม่อยู่ต่อของคนเก่งเหมือนกัน
Smart HR ที่ดีควรมี:
- ระบบลา–เบิก–ดูสลิปเงินเดือนออนไลน์
- การดูตารางกะผ่านมือถือ
- การประเมินผลที่ชัดเจน โปร่งใส
3. ภาครัฐกดดันเรื่องแรงงาน–ข้อมูล–ความโปร่งใสเพิ่มขึ้น
ทั้งกฎหมายแรงงาน การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และการตรวจสอบต่าง ๆ ทำให้ องค์กรที่เก็บข้อมูล HR ไม่เป็นระบบ เสี่ยงทั้งเรื่องกฎหมายและชื่อเสียง
ระบบ Smart HR ที่เก็บ Log, มีประวัติการแก้ไข, ดึงรายงานย้อนหลังได้ จึงเป็นเหมือน “ประกันความสบายใจ” ระยะยาวให้เจ้าของกิจการ
ไฮไลต์จากงานสัมมนา Smart HR Solution 16/12/2025
งานสัมมนาที่ NTT DATA Business Solutions Thailand จัดร่วมกับ InterCorp ครั้งนี้ เน้นให้คน HR/IT ได้ เห็นของจริง (Live Demo) มากกว่านั่งฟังสไลด์ยาว ๆ ซึ่งผมมองว่าถูกทางมาก เพราะเรื่อง HR ถ้าไม่เห็น Flow จริง จะนึกภาพไม่ออก
สิ่งที่ผู้เข้าร่วมจะได้เห็นแบบชัด ๆ
-
Live Demo: BAS-HR Suite
- การลงเวลาแบบใบหน้า/ลายนิ้วมือไร้สัมผัส
- การคำนวณ OT อัตโนมัติ
- การจัดกะงานด้วย BAS Scheduler แล้วส่งเข้า Payroll
- การยิงข้อมูลเข้าระบบ SAP SuccessFactors Time แบบเรียลไทม์
-
การคุยกับทีมผู้เชี่ยวชาญ InterCorp และ NDBS Thailand แบบใกล้ชิด
- ถามได้ตรงว่า ถ้าองค์กรมีคน X ร้อยคน จะเริ่มอย่างไรดี
- มีระบบเดิมอยู่แล้ว จะเชื่อมต่อหรือย้ายระบบแบบไหนคุ้มกว่า
- เคสตัวอย่างในไทยที่ใช้งานอยู่จริง เจอปัญหาอะไรและแก้อย่างไร
-
อัปเดตภาพรวมเทคโนโลยี HR ในยุคดิจิทัล
- แนวโน้มใช้ไบโอเมตริกซ์เพื่อความแม่นยำและความปลอดภัย
- การเอาข้อมูลเวลาทำงานไปต่อยอดวิเคราะห์ Productivity และ Cost
ถ้าคุณเป็น HR Manager, HR Director, IT Manager หรือเจ้าของกิจการที่ต้องการยกระดับระบบบุคคล งานนี้คือโอกาสดีที่ได้ ลองของจริงก่อนตัดสินใจลงทุน
ถ้าอยากเริ่มทำ Smart HR วันนี้ ควรเริ่มตรงไหน
ไม่จำเป็นต้องรอไปสัมมนาก่อนถึงจะเริ่มวางแผน คุณสามารถเริ่มคิดโครง Smart HR ให้เหมาะกับองค์กรตัวเองได้เลย วันนี้
1. เช็กลิสต์สถานะ HR ปัจจุบันขององค์กร
ถามตัวเองตรง ๆ ว่า ตอนนี้องค์กรอยู่ตรงไหนใน 4 ระดับนี้:
- ลงเวลาด้วยกระดาษ/บัตร + คีย์เองทุกอย่าง
- มีเครื่องสแกน แต่ดึงไฟล์มาเข้าระบบเงินเดือนด้วยมือ
- มีระบบลงเวลา + เงินเดือนเชื่อมกัน แต่กะงาน/ลา/ประเมินยังแยกชิ้น
- ใช้ระบบ HR แบบบูรณาการ แต่ยังไม่เชื่อมกับไบโอเมตริกซ์/ระบบ Analytics
ยิ่งคุณอยู่ใกล้ข้อ 1–2 เท่าไหร่ ผลลัพธ์จากการขยับสู่ Smart HR จะยิ่งชัด และคืนทุนเร็วขึ้นเท่านั้น
2. เลือก “จุดเริ่มต้น” ที่กระทบ Pain จริงที่สุด
จากประสบการณ์ ผมแนะนำให้เริ่มจากจุดที่คนในองค์กรบ่นมากที่สุด เช่น:
- ทะเลาะเรื่อง OT และเงินเดือน
- จัดกะงานลำบาก เปลี่ยนกะทีปั่นป่วนทั้งแผนก
- เอกสารลา–เบิกหายบ่อย หาต้นฉบับไม่เจอ
จากนั้นค่อยดูว่าระบบแบบ InterCorp BAS + การเชื่อมต่อกับ SAP SuccessFactors หรือระบบ HR ที่คุณใช้ ช่วยปิดรูรั่วตรงนี้ได้อย่างไร
3. วาง Roadmap: จากโครงการเล็ก สู่ Smart HR เต็มระบบ
ไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่างในปีเดียว แบ่งเป็นเฟสจะปลอดภัยกว่า เช่น:
- เฟส 1: เปลี่ยนระบบลงเวลา + OT ให้เป็นดิจิทัลและอัตโนมัติ
- เฟส 2: นำ Scheduler มาใช้จัดกะ + เชื่อม Payroll
- เฟส 3: เชื่อมข้อมูลทั้งหมดเข้าระบบ HR/ERP กลาง และเริ่มใช้ Dashboard วิเคราะห์บุคลากร
พอมี Roadmap ชัด คุณจะวางงบประมาณ วัด ROI และคุยกับ Vendor ได้ง่ายขึ้นเยอะ
Smart HR คือการลงทุนเรื่องคน ไม่ใช่แค่ซื้อซอฟต์แวร์
สุดท้ายแล้ว เรื่อง Smart HR ไม่ได้จบที่การซื้อระบบ หรือไปงานสัมมนาครั้งเดียวแล้วจบ แต่คือการตัดสินใจว่า องค์กรอยากให้คนเก่งใช้เวลาชีวิตกับงานแบบไหน
- จะให้ HR หมดแรงไปกับการตามเอกสาร–ไล่เช็กเวลา เข้างานผิด–คิด OT ผิด
- หรือให้ HR เอาเวลาไปพัฒนาคน วางแผนอัตรากำลัง และช่วยขับเคลื่อนกลยุทธ์ธุรกิจ
โซลูชันอย่าง InterCorp BAS และการเชื่อมต่อกับ SAP SuccessFactors ที่ NTT DATA Business Solutions Thailand นำมาโชว์ในงานวันที่ 16/12/2025 คือ “ตัวอย่างจริง” ของการเอาเทคโนโลยีมาช่วยแก้ปัญหา HR ตั้งแต่หน้าประตูโรงงานไปจนถึงห้องประชุมผู้บริหาร
ถ้าองค์กรคุณเริ่มมองแล้วว่า ปี 2026 ต้องเป็นปีที่ HR ไม่ใช่แค่ฝ่ายเอกสาร แต่เป็นคู่คิดธุรกิจ การหันมาคุยเรื่อง Smart HR ตั้งแต่ตอนนี้ ถือว่าเริ่มต้นถูกจังหวะแล้ว