ฟิชชิง: ภัยไซเบอร์อันดับหนึ่งของไทยที่ SME มองข้ามไม่ได้

AI สำหรับเกษตรกรรมไทย: Smart Farming 4.0By 3L3C

ฟิชชิงกำลังเป็นภัยไซเบอร์อันดับหนึ่งของไทย โดยเฉพาะ SME ไทยที่กำลังทรานส์ฟอร์มสู่ดิจิทัล มาดูวิธีรับมือแบบ “รายงาน บล็อก และลบ” ให้ได้ผลจริง

ฟิชชิงความปลอดภัยไซเบอร์SME ไทยฟิชชิงการเงินAI Securityอีเมลฟิชชิง
Share:

ฟิชชิงเพิ่มขึ้นแตะเกือบ 900 ล้านครั้งทั่วโลกในปี 2567 และไทยถูกจัดว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่โดนหนัก โดยเฉพาะฟิชชิงการเงินที่เล่นงานธุรกิจและ SME ไทยทุกวันแบบเงียบ ๆ แต่รุนแรงมาก หลายเคสสูญเงินหลักแสน–หลักล้านจากอีเมลลวง เพียงเพราะคลิกลิงก์ผิดครั้งเดียว หรือกรอกพาสเวิร์ดในเว็บปลอมไม่กี่วินาที

สำหรับธุรกิจ SME ที่กำลังเร่งทรานส์ฟอร์มสู่ดิจิทัล ใช้โซเชียล ใช้ Mobile Banking ใช้ระบบคลาวด์ ยิ่งเสี่ยงมากขึ้น เพราะอาชญากรไซเบอร์รู้ดีว่าธุรกิจกลุ่มนี้มีเงินหมุนจริง แต่มีทีมไอทีเล็ก หรือแทบไม่มีเลย บทความนี้จะชวนมองฟิชชิงแบบ “คนทำธุรกิจ” ว่าอะไรคือความเสี่ยงจริง วิธีที่โจรใช้ AI มาช่วยโกง และที่สำคัญที่สุด – SME ไทยต้องตั้งรับอย่างไรแบบทำได้จริงในชีวิตประจำวัน


ทำไมฟิชชิงถึงกลายเป็นภัยไซเบอร์อันดับหนึ่งของไทย

ฟิชชิงกลายเป็นภัยไซเบอร์หลักของไทยเพราะมัน “ทำเงินง่าย เสี่ยงต่ำ และเจาะคนได้ทุกระดับ” ทั้งพนักงานหน้าร้าน ฝ่ายบัญชี ไปจนถึงเจ้าของกิจการเอง ล้วนเป็นเป้าหมายได้หมด

จากข้อมูลของ Kaspersky ระบบป้องกันฟิชชิงตรวจพบความพยายามโจมตีทั่วโลกถึง 893 ล้านครั้งในปี 2567 เพิ่มจาก 709 ล้านครั้งในปี 2566 และ 507 ล้านครั้งในปี 2565 เท่ากับว่าในสามปี ตัวเลขพุ่งขึ้นเกือบเท่าตัว และแนวโน้มยังไต่ขึ้นต่อเนื่อง

สำหรับประเทศไทยเอง ฟิชชิงทางการเงินที่ปลอมเป็นธนาคาร ระบบชำระเงิน และร้านค้าออนไลน์ ถูกตรวจจับและบล็อกได้ 182,190 ครั้งในช่วง ม.ค.–มิ.ย. 2568 เฉลี่ยวันละประมาณ 1,006 ครั้ง และที่น่าคิดคือ กว่า 53% ของฟิชชิงการเงินในไทยใช้ “หน้าร้านค้าออนไลน์ปลอม” เป็นเหยื่อล่อ ซึ่งกระทบทั้งฝั่งผู้ซื้อและผู้ขาย

เรื่องนี้สำคัญกับ SME เพราะ:

  • เงินที่โดนโอนออกไป มักตามคืนยากมาก
  • ข้อมูลลูกค้าที่รั่ว (ชื่อ, เบอร์, อีเมล, ที่อยู่, เลขบัตร) ทำให้เสียทั้งยอดขายและความเชื่อมั่น
  • แบรนด์เสียหายระยะยาว ลูกค้ารู้สึกว่า “ซื้อกับแบรนด์นี้แล้วไม่ปลอดภัย”

พูดตรง ๆ คือ หลายธุรกิจไม่ล้มเพราะยอดขายตก แต่ล้มเพราะเจอฟิชชิงโจมตีทั้งเงิน ทั้งชื่อเสียง ในช่วงเวลาที่ธุรกิจยังไม่แข็งแรงพอจะรับแรงกระแทก


ฟิชชิงหน้าตาแบบไหนบ้างที่ SME ไทยต้องระวัง

ในทางเทคนิค ฟิชชิงมีหลายรูปแบบ แต่ถ้ามองแบบคนทำธุรกิจ สิ่งที่ควรจำให้ขึ้นใจคือ “ทุกช่องทางที่คุณใช้สื่อสารกับลูกค้า–ธนาคาร–ซัพพลายเออร์” ล้วนถูกปลอมได้ทั้งหมด

รูปแบบฟิชชิงหลัก ๆ ที่เกิดขึ้นจริงในไทย

1. อีเมลฟิชชิง (Phishing Email)
โจรจะส่งอีเมลปลอมเป็นธนาคาร, ผู้ให้บริการ Payment Gateway, บริษัทขนส่ง, หรือแม้แต่ CEO ของบริษัทเอง พร้อมข้อความเร่งด่วน เช่น

  • แจ้งว่าบัญชีกำลังถูกระงับ ให้กดลิงก์ไปยืนยันตัวตน
  • แนบไฟล์ Invoice ปลอม แล้วสั่งให้โอนเงินด่วน
  • ส่งลิงก์ “อัปเดตระบบ” ของ SaaS/คลาวด์ที่คุณใช้งาน

2. ฟิชชิงด้วยเสียง (Vishing)
โทรหาตรง ปลอมเป็นธนาคาร ตำรวจ หรือหน่วยงานรัฐ ใช้สคริปต์พูดเก่ง ๆ กดดันให้โอนเงิน หรือให้รหัส OTP เช่นเคสดัง ๆ ที่คนไทยโดนหลอกโยกเงินผ่าน Mobile Banking

3. SMS ฟิชชิง (Smishing)
ตัวอย่างที่เจอบ่อยในไทยคือ

  • SMS แจ้งว่าพัสดุตกค้าง ให้กดลิงก์ชำระค่าขนส่งเล็กน้อย แต่จริง ๆ คือเว็บดูดข้อมูลบัตร
  • ข้อความปลอมเป็นแอปธนาคาร บอกให้โหลดแอปเวอร์ชันใหม่ ผ่านลิงก์ที่แนบมา (เป็นแอปปลอม)

4. ฟิชชิงบนโซเชียลมีเดีย
เพจปลอม/บัญชีปลอม อินบ็อกซ์มาหาลูกค้าหรือเจ้าของเพจ เช่น

  • ปลอมเป็นทีมซัพพอร์ตแพลตฟอร์ม โฆษณา/มาร์เก็ตเพลส บอกว่าบัญชีมีปัญหา ให้กดลิงก์ตรวจสอบ
  • ปลอมเป็นลูกค้า ขอใบเสนอราคา–ใบแจ้งหนี้ แล้วแนบไฟล์มัลแวร์

5. ฟิชชิงผลการค้นหา (SEO/SEM Phishing)
โจรซื้อโฆษณาบนเสิร์ช หรือทำ SEO ให้เว็บปลอมขึ้นก่อนเว็บจริง เช่น เว็บธนาคาร เว็บชำระเงิน เว็บขนส่ง ถ้าพนักงานเสิร์ชชื่อธนาคารแล้วคลิกตัวบนสุดแบบไม่ดูให้ดี มีโอกาสเข้าเว็บปลอมได้ง่ายมาก

6. BEC (Business Email Compromise)
รูปแบบนี้อันตรายกับ SME ที่เริ่มมีซัพพลายเออร์หลายราย เช่น

  • แฮกอีเมลฝ่ายบัญชีหรือขาย
  • นั่งดูอีเมลจริงสักพัก รู้พฤติกรรมการออกบิล–จ่ายเงิน
  • ส่งใบแจ้งหนี้ “คล้ายของจริง” แต่เปลี่ยนเลขบัญชีปลายทาง

ยอดที่หายไปมักเป็นหลักแสน–หลักล้านต่อครั้ง เพราะมันเกิดระหว่าง “คู่ค้าที่ไว้วางใจกันอยู่แล้ว”

7. ฟิชชิงทางการเงิน & คริปโต
กลุ่มนี้เนียนมาก เน้นเลียนแบบหน้าธนาคาร, Payment, Wallet หรือแพลตฟอร์มคริปโต ใครที่ใช้ Payment Gateway, QR Payment หรือขายของต่างประเทศ ต้องระวังเป็นพิเศษ


เมื่อ AI ทำให้ฟิชชิงเนียนกว่าที่เคย SME ต้องคิดใหม่

เมื่อก่อนเราพอจับฟิชชิงได้จากภาษาไทยแปลก ๆ หรือภาษาอังกฤษผิด ๆ แต่ยุคนี้โจรมี AI และ LLM ช่วยเขียนอีเมล–หน้าเว็บให้เหมือนมืออาชีพแทบทุกภาษา แม้แต่ภาษาไทยก็เนียนจนหลายคนแยกไม่ออก

สิ่งที่เปลี่ยนไปเพราะ AI คือ:

  1. ภาษาแทบไร้จุดผิด
    อีเมลฟิชชิงเขียนสวย สุภาพ ใช้ศัพท์ธุรกิจถูกต้อง ดูเหมือนทีมกฎหมายหรือฝ่ายบัญชีมืออาชีพส่งมา

  2. ดีพเฟกเสียงและวิดีโอ
    โจรสามารถสร้างเสียง/วิดีโอปลอมเป็นผู้บริหารหรือเจ้าหน้าที่ธนาคาร โทรมาสั่งให้โอนเงิน “เดี๋ยวนี้” หรือขอ OTP โดยใช้เสียงที่เหมือนคนคุ้นเคยอย่างไม่น่าเชื่อ

  3. ปรับข้อความตามเหยื่อ (Highly Personalized)
    AI ช่วยอ่านข้อมูลจากโซเชียล เว็บไซต์บริษัท ข่าว หรือโปรไฟล์ LinkedIn แล้วแต่งอีเมลฟิชชิงให้ตรงบริบท เช่น เอ่ยชื่อโครงการ ชื่อคู่ค้า หรือยอดเงินที่สมเหตุสมผล ทำให้เหยื่อเชื่อมากขึ้น

สำหรับ SME ไทยที่กำลังเริ่มใช้ AI เพื่อการตลาด–งานเอกสาร ผมมองว่าควรใช้โอกาสเดียวกันนี้มา ใช้ AI ป้องกันตัวเอง ด้วย เช่น ใช้ระบบอีเมลที่มี AI ช่วยกรองฟิชชิง หรือใช้แพลตฟอร์ม Awareness Training ที่จำลองฟิชชิงให้พนักงานฝึกสังเกต


ฟิชชิงกระทบ SME ไทยยังไง: ไม่ใช่แค่เสียเงิน แต่เสียอนาคตธุรกิจ

ฟิชชิงไม่ใช่แค่เรื่อง “โดนดูดเงิน” แต่คือปัญหาเชิงระบบที่กระทบทั้งการดำเนินงาน ภาพลักษณ์ และอนาคตของธุรกิจโดยตรง

ผลกระทบหลักที่มักถูกมองข้าม

  • เสียความเชื่อมั่นลูกค้า
    ถ้าลูกค้าถูกฟิชชิงผ่านช่องทางที่เกี่ยวกับแบรนด์คุณ ต่อให้คุณไม่ได้เป็นคนส่งลิงก์เอง เขาก็จะ “โยงความรู้สึกไม่ปลอดภัย” กับแบรนด์ทันที
  • เสียโอกาสโตบนโลกดิจิทัล
    หลาย SME ที่เคยโดนแฮกหรือฟิชชิง มักถอยห่างจากดิจิทัล เช่น ไม่กล้าทำ e-Payment ไม่กล้าเก็บข้อมูลลูกค้า ทั้งที่จริง ๆ ถ้าจัดการดี ดิจิทัลคือโอกาสโตครั้งใหญ่

  • เสียเวลาและทรัพยากร
    ทุกครั้งที่โดนโจมตี ต้องหยุดงานเคลียร์ปัญหา โทรหาธนาคาร เก็บหลักฐาน คุยตำรวจ ตอบลูกค้า ซึ่งทั้งหมดกินเวลาและพลังงานจากทีมงานมาก

  • เสี่ยงเรื่องกฎหมายและข้อมูลส่วนบุคคล
    ถ้าข้อมูลลูกค้ารั่วไหลมาก ๆ ในยุค PDPA เจ้าของธุรกิจอาจต้องรับผิดชอบด้านกฎหมายและค่าชดเชยด้วย

สำหรับธุรกิจที่กำลังทรานส์ฟอร์มสู่ดิจิทัล เรื่องนี้ไม่ใช่ “ภาระไอที” แต่เป็น ความเสี่ยงธุรกิจระดับเจ้าของกิจการ ที่ต้องกำหนดทิศทางเอง ว่าบริษัทจะยอมรับความเสี่ยงจากฟิชชิงแค่ไหน และจะลงทุนป้องกันในระดับไหน


สูตรสั้น ๆ ที่ได้ผล: “รายงาน – บล็อก – ลบ” ให้เป็นวัฒนธรรมองค์กร

Kaspersky แนะนำแนวทางที่ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งกับบริบท SME คือ “Report – Block – Delete” หรือ ‘รายงาน บล็อก และลบ’ ต้องทำให้เป็นนิสัยของทั้งทีม ไม่ใช่แค่ฝ่ายไอที

1) รายงาน: อย่าเก็บไว้คนเดียว

ให้พนักงานเข้าใจตรงกันว่า ถ้าเจออีเมล/ข้อความน่าสงสัย ให้ทำ 2 อย่างทันที:

  • แจ้งหัวหน้าหรือคนดูแลไอที/ความปลอดภัย
  • แคปหน้าจอหรือฟอร์เวิร์ดตัวอย่างไปยังอีเมลกลางที่ตั้งไว้เพื่อตรวจสอบ

ในหลายองค์กรที่ผมเห็นว่ารอดจากฟิชชิงบ่อย ๆ จุดสำคัญคือ “มีคนกล้าถามก่อนกด” และบริษัทไม่ทำให้เขารู้สึกผิดที่ตั้งคำถาม

2) บล็อก: ปิดช่องทางซ้ำซ้อน

หลังตรวจสอบว่าเป็นฟิชชิงแล้ว ต้องมีแอ็กชันบล็อก เช่น:

  • บล็อกโดเมนหรือลิงก์ในระบบอีเมล/ไฟร์วอลล์
  • ปรับลิสต์ Spam/Blacklist ในระบบที่ใช้งาน
  • แจ้งเตือนทีมทั้งหมดว่าอีเมล/ข้อความนี้เป็นของปลอม

นี่คือจุดที่โซลูชัน AI Security หรือ Email Security ช่วย SME ได้มาก เพราะระบบสามารถอัปเดตรายการบล็อกอัตโนมัติและวิเคราะห์ลักษณะฟิชชิงรอบใหม่ได้เร็ว

3) ลบ: ลดโอกาสหลุดกดในภายหลัง

อีเมลหรือข้อความฟิชชิงที่คอนเฟิร์มแล้ว ต้องถูกลบทิ้งจากกล่องจดหมายและช่องทางต่าง ๆ เพื่อลดโอกาสที่มีคนมากดทีหลัง โดยเฉพาะในทีมที่ใช้ Inbox ร่วมกัน หรือใช้แอคเคานต์กลาง


เช็กลิสต์ป้องกันฟิชชิงสำหรับ SME ไทย (ทำได้จริงใน 30 วัน)

นี่คือชุดแผนที่ผมแนะนำกับธุรกิจ SME ที่กำลังเริ่มซีเรียสกับไซเบอร์ซีเคียวริตี้ โดยไม่ต้องลงทุนเกินตัว

1. สอนทีมให้แยกฟิชชิงเป็น

จัดเซสชันสั้น ๆ 1–2 ชั่วโมง ให้พนักงานทุกคนรู้จักสัญญาณเตือนสำคัญ เช่น:

  • เช็ก URL ว่าตรงโดเมนที่คุ้นเคยจริงไหม (สะกดผิด เติมขีด เติมจุด ระวังให้ดี)
  • ระวังข้อความ “เร่งด่วน”, “จะโดนระงับ”, “ต้องยืนยันเดี๋ยวนี้”
  • ดูอีเมลส่งจากใคร แอดเดรสตรงกับโดเมนจริงหรือเปล่า
  • อย่ากรอกรหัสผ่าน/เลขบัตร/OTP จากลิงก์ที่ส่งมาทางอีเมล–แชต

จะดียิ่งขึ้นถ้าใช้แพลตฟอร์มฝึกอบรมอัตโนมัติ ที่ส่ง “ฟิชชิงจำลอง” ให้พนักงานลองจับผิดเป็นระยะ เพื่อให้จำจากประสบการณ์จริง ไม่ใช่แค่จากสไลด์

2. วางกติกาเรื่องการโอนเงินและเปลี่ยนบัญชี

สำหรับธุรกิจที่มีการโอนเงินให้ซัพพลายเออร์หรือคู่ค้าบ่อย ผมมองว่าต้องมี “กฎเหล็ก” เช่น:

  • ถ้ามีการเปลี่ยนเลขบัญชีปลายทาง ต้องโทรยืนยันกับเบอร์ที่มีอยู่ในระบบ (ไม่ใช้เบอร์ในอีเมล)
  • ยอดโอนเกินจำนวน X บาท ต้องมีคนอนุมัติ 2 ขั้นเสมอ
  • ห้ามใช้แอคเคานต์อีเมลฟรี เช่น @gmail ส่วนตัว ในการสื่อสารเรื่องเงินของบริษัท

3. อัปเกรดอีเมลองค์กรให้มีระบบกรองฟิชชิง

ถ้าธุรกิจคุณยังใช้เมลแบบฟรีกระจัดกระจาย ลองพิจารณา:

  • ย้ายมาใช้ระบบอีเมลองค์กรที่มีฟีเจอร์ Anti-Phishing / Anti-Spam
  • เปิดใช้ 2FA ให้ทุกบัญชีอีเมลสำคัญ
  • กำหนดเวลาเปลี่ยนรหัสผ่าน และใช้รหัสผ่านที่คาดเดายาก

โซลูชันอย่างกลุ่ม “Next-Gen Security” หรือแพ็กเกจ Premium ของผู้ให้บริการด้านความปลอดภัย จะช่วยบล็อกลิงก์อันตรายตั้งแต่ก่อนถึงมือพนักงานได้ดีขึ้นมาก

4. จำกัดข้อมูลสำคัญที่เปิดเผยบนออนไลน์

หลายเคสฟิชชิงเจาะจง (สเปียร์ฟิชชิง) เกิดเพราะโจรไปเก็บข้อมูลจากเว็บหรือโซเชียลของบริษัทแล้วเอามาใช้ต่อ เช่น รายชื่อพนักงานฝ่ายการเงิน ช่องทางติดต่อเฉพาะ หรือฟอร์มเอกสาร

ลองทบทวนว่า:

  • บนเว็บไซต์องค์กร เปิดข้อมูลโครงสร้างทีมละเอียดเกินไปหรือไม่
  • มีการโพสต์ภาพเอกสาร/จอระบบที่มีข้อมูลลูกค้าหรือเลขบัญชีในโซเชียลหรือเปล่า

5. เตรียมแผนรับมือกรณีโดนฟิชชิงจริง

สุดท้าย ต่อให้ป้องกันดีแค่ไหน โอกาสโดนก็ยังมี สิ่งที่ช่วยลดความเสียหายคือ “รู้ว่าต้องทำอะไรทันที” เช่น:

  • รีบติดต่อธนาคารเพื่ออายัดธุรกรรม
  • เปลี่ยนรหัสผ่านทุกระบบที่เกี่ยวข้อง
  • แจ้งเตือนลูกค้าหรือคู่ค้าที่อาจได้รับผลกระทบ
  • เก็บหลักฐานหน้าจอ ข้อความ อีเมล เพื่อนำไปใช้แจ้งความ

องค์กรที่ซ้อมแผนล่วงหน้า จะเคลื่อนไหวได้เร็วกว่า และมักเสียหายน้อยกว่ามาก


ปิดท้าย: ฟิชชิงจะยิ่งฉลาดขึ้น แต่ SME ไทยก็ฉลาดขึ้นได้เหมือนกัน

ฟิชชิงในปี 2568–2569 ไม่ใช่อีเมลห่วย ๆ พร้อมภาษาแปลก ๆ อีกต่อไป แต่มันคืออาชญากรรมไซเบอร์ที่ใช้ AI เขียนเนียน พูดเนียน ทำวิดีโอปลอมเนียน และเกาะทุกกระแส ตั้งแต่โปรโมชันปีใหม่ถึงข่าวการเมือง เพื่อให้คน “รีบคลิกก่อนคิด”

ข่าวดีคือ การป้องกันฟิชชิงให้ธุรกิจ SME ไม่ได้ยากอย่างที่หลายคนกลัว ถ้าคุณ:

  • ทำให้ทุกคนในทีมเข้าใจกติกา “รายงาน – บล็อก – ลบ”
  • วางขั้นตอนโอนเงินและตรวจสอบบัญชีอย่างมีวินัย
  • ลงเครื่องมือความปลอดภัยที่เหมาะกับขนาดธุรกิจ และใช้ให้คุ้ม
  • กล้าพูดเรื่องความปลอดภัยไซเบอร์ในระดับผู้บริหาร เหมือนคุยเรื่องยอดขายและเงินสดหมุนเวียน

การทรานส์ฟอร์มธุรกิจไทยด้วยดิจิทัลและ AI จะเดินต่อได้อย่างมั่นใจมากขึ้น ถ้าเราไม่ปล่อยให้ฟิชชิงกลายเป็นรูรั่วเล็ก ๆ ที่ทำให้เรือทั้งลำจมลงโดยไม่รู้ตัว

คำถามที่เจ้าของกิจการและผู้บริหาร SME ควรถามตัวเองวันนี้คือ: “ถ้าอีเมลฟิชชิงสักฉบับเข้าถึงฝ่ายการเงินของเราในวันพรุ่งนี้ เราเชื่อมั่นแค่ไหนว่าเขาจะไม่หลงเชื่อ และองค์กรจะรอดจากความเสียหาย?” ถ้ายังตอบไม่ได้ชัด ๆ นั่นคือสัญญาณว่าถึงเวลาลงมือแล้วตอนนี้เลย