งานประจำไม่ใช่เซฟโซนอีกต่อไป สรุป Go Pro ฉบับคนไทย วิธีคิดและทักษะที่เปลี่ยนธุรกิจเครือข่ายจากหวยรวยทางลัด ให้กลายเป็นอาชีพมืออาชีพได้จริง
ในปี 2025 งานประจำทั่วโลกหายไปหลายล้านตำแหน่งเพราะ AI และระบบอัตโนมัติ รายงานของ World Economic Forum เคยคาดการณ์ไว้ว่างานกว่า 85 ล้านตำแหน่งจะถูกแทนที่ภายในปี 2025 และตอนนี้ตัวเลขจริงกำลังวิ่งเข้าใกล้ความเป็นจริงของคนทำงานไทยแบบจัง ๆ
นี่คือเหตุผลว่าทำไมคำว่า “มั่นคง” ของมนุษย์เงินเดือนถึงเริ่มหมดความหมาย หลายคนเริ่มมองหาทางหนีทีไล่ให้ชีวิตการเงินของตัวเอง โดยเฉพาะเจ้าของกิจการและ SME ไทยที่เริ่มรู้แล้วว่าแค่พึ่งรายได้ช่องทางเดียวไม่พออีกต่อไป
บทความนี้จะชวนคุณมาดูมุมใหม่ของ ธุรกิจเครือข่าย (Network Marketing) ผ่านหนังสือระดับตำนาน Go Pro: 7 Steps to Becoming a Network Marketing Professional ของ Eric Worre และแปลให้เข้ากับบริบทคนไทยยุค AI และดิจิทัล ที่ต้องคิดแบบผู้ประกอบการมากกว่าคนรับเงินเดือน
ทำไมยุคนี้ “ลูกจ้างอย่างเดียว” ถึงเริ่มไม่รอด
ปัญหาของคนทำงานวันนี้ไม่ใช่แค่เงินเดือนน้อย แต่คือ “ไม่รู้ว่าอีกกี่ปีกูจะยังมีเก้าอี้ให้นั่ง” โดยเฉพาะในองค์กรใหญ่ที่เริ่มใช้ AI, RPA, Chatbot, ระบบ ERP กันเต็มตัว
3 ความจริงที่คนทำงานไทยเริ่มเจอพร้อมกัน:
-
ความภักดีไม่การันตีอะไร
คุณอาจทำงานให้บริษัท 10 ปี แต่บริษัทใช้เวลาแค่ 10 นาทีในการส่งอีเมลเลิกจ้าง เพราะตัวเลขไม่สวย หรือ HQ ปรับโครงสร้าง -
เทคโนโลยีกลายเป็นคู่แข่งโดยตรง
งานเอกสาร งานบริการลูกค้า งานแอดมินหลังบ้าน ถูกระบบอัตโนมัติและ AI ทำได้เร็วกว่า ถูกกว่า และไม่บ่น -
ทำงาน 40 ปี ไม่ได้แปลว่าเกษียณสบาย
เงินเฟ้อสูง หนี้ครัวเรือนไทยเกิน 90% ของ GDP รายได้จากเงินเดือนอย่างเดียวสู้ค่าใช้จ่ายไม่ไหวอีกต่อไป
นี่คือภาพของ Performance-Based Economy ที่รายได้เริ่มผูกกับ “ผลงานจริง” ไม่ใช่ “เวลาที่นั่งอยู่ในออฟฟิศ” และโมเดล “เป็นลูกจ้างอย่างเดียว” เริ่มเสียเปรียบมากขึ้นเรื่อย ๆ
สำหรับคนไทยจำนวนมาก ทางเลือกที่ขึ้นมาบนโต๊ะจึงมี 2 ทางหลัก ๆ:
- ทำธุรกิจส่วนตัว / สตาร์ตอัป
- ทำธุรกิจเครือข่าย / สร้างรายได้เสริมแบบเจ้าของกิจการ
หลายคนกลัวข้อแรกเพราะทุนสูงและเสี่ยงล้มแรง จึงหันมามอง ธุรกิจเครือข่าย แทน แต่ก็ติดภาพจำแย่ ๆ ในอดีต
ภาพจริงของ Network Marketing: ไม่ใช่แชร์ลูกโซ่ แต่ก็ไม่ใช่หวยรวยทางลัด
ประโยคที่ Eric Worre ย้ำตลอดเล่มคือ
“Network Marketing ไม่ใช่ทางที่สมบูรณ์แบบ แต่เป็นทางที่ ‘ดีกว่า’ สำหรับคนธรรมดาที่อยากเป็นผู้ประกอบการ”
ถ้าถอดมาเป็นภาษา SME ไทย ธุรกิจเครือข่ายคือ โมเดลเจ้าของกิจการแบบ Low Risk, High Leverage หรือ “เสี่ยงต่ำ แต่ขยายรายได้ได้ไกล” เพราะมันมีข้อดีสำคัญอยู่ 3 เรื่อง:
-
ลงทุนต่ำ แต่มีโอกาสโตแบบเจ้าของแฟรนไชส์ใหญ่
ส่วนใหญ่เริ่มต้นด้วยเงินหลักพัน-หลักหมื่น ไม่ต้องสต็อกสินค้าเยอะ ไม่ต้องเช่าออฟฟิศ ไม่ต้องจ้างทีมหลังบ้านเอง -
ขับเคลื่อนด้วย Word of Mouth แทนงบโฆษณาหนัก ๆ
ในยุคที่ค่าโฆษณา Facebook, TikTok, Google แพงขึ้นทุกปี การใช้ “การบอกต่อ” ผ่านเครือข่ายคนรู้จัก กลายเป็นพลังที่จับต้องได้และคุ้มทุนมาก -
บริษัทแม่จัดการหลังบ้าน คุณโฟกัสการตลาดและสร้างทีม
สต็อกสินค้า, ระบบชำระเงิน, การจัดส่ง, การวิจัยพัฒนาสินค้า บริษัทจัดให้ คุณมีหน้าที่โฟกัสการตลาด การขาย และการสร้างทีมเท่านั้น
ปัญหาใหญ่ไม่ใช่โมเดล แต่คือ ภาพจำ (Perception) ที่คนไทยจำนวนมากเคยเจอ:
- การยัดเยียด ขายเพื่อน ขายญาติ จนหมดหน้ากัน
- การพูดเกินจริง “รวยไว ทำเล่น ๆ เดือนละแสน”
- โมเดลแชร์ลูกโซ่ปลอมตัวเป็นธุรกิจเครือข่าย
สิ่งที่ Go Pro ทำได้ดี คือ แยกให้ชัดระหว่าง “ธุรกิจเครือข่าย” กับ “คนทำแบบไม่มืออาชีพ”
3 ประเภท Mindset ในธุรกิจเครือข่าย: คุณอยู่กลุ่มไหน?
ความต่างของคนที่ล้มเหลวกับคนที่ไปไกลใน Network Marketing ไม่ได้เริ่มจากโชค แต่อยู่ที่ Mindset ที่ใช้มองธุรกิจตั้งแต่วันแรก
Eric แบ่งคนในวงการนี้ออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ๆ ซึ่งผมว่ามันใช้ได้กับ SME ไทยแทบทุกสายด้วย:
1) Posers – กลุ่มคนที่มองธุรกิจเหมือนซื้อลอตเตอรี่
- หวังรวยเร็ว ทำจริงนิดเดียว
- แชร์รูปความสำเร็จคนอื่น แต่ตัวเองไม่ลงมืออย่างสม่ำเสมอ
- พอไม่รวยภายใน 3 เดือน ก็เปลี่ยนบริษัท เปลี่ยนธุรกิจวนไป
ผลลัพธ์: หมดเงินค่าสมัครหลายเจ้า แต่ไม่ Master ทักษะอะไรสักอย่าง
2) Amateurs – กลุ่มคนที่โทษดวง โทษจังหวะ
- เชื่อว่าความสำเร็จมาจาก “ได้อยู่ต้นสาย” หรือ “เข้ามาก่อน”
- โฟกัสที่โปรโมชัน แผนรายได้ หรือโครงสร้างมากกว่าทักษะ
- มีไฟช่วงแรก แต่พอเจอคำปฏิเสธไม่กี่ครั้งก็หมดกำลังใจ
ผลลัพธ์: มีรายได้บ้างเป็นช่วง ๆ แต่ไม่มั่นคง และไม่สร้างองค์กรจริง
3) Professionals – กลุ่มคนที่มองตัวเองเป็น “มืออาชีพ” จริง ๆ
- เชื่อในกฎ 10,000 ชั่วโมง ว่าต้องฝึกทักษะซ้ำ ๆ ให้เก่ง
- มองธุรกิจเครือข่ายเหมือนอาชีพหมอ ทนาย วิศวกร ต้องเรียน ต้องฝึก
- วัดผลจากจำนวนคนที่ช่วยให้เข้าใจโอกาส ไม่ใช่จำนวนคนที่ปิดได้ทันที
ผลลัพธ์: ใช้เวลา 3–7 ปีในการสร้างรายได้ที่มั่นคง และสร้างทีมที่เดินได้เอง
สำหรับ SME ไทยหรือเจ้าของกิจการที่กำลังมองหารายได้อีกขา คำถามที่ต้องถามตัวเองคือ:
“ถ้าจะทำธุรกิจเครือข่าย คุณอยากเป็นคนกลุ่มไหนกันแน่?”
3 ทักษะหลักจาก Go Pro ที่ใช้ได้กับทั้ง Network Marketing และ SME
หัวใจของ Go Pro ไม่ได้อยู่ที่แผนรายได้ แต่อยู่ที่ ชุดทักษะที่ทำให้คุณกลายเป็น Network Marketing Professional ซึ่งความจริงคือใช้ได้กับการขายและการตลาดทุกประเภท
1. ศิลปะแห่งที่ปรึกษา: ขายให้น้อยลง ให้การศึกษาให้มากขึ้น
คนส่วนใหญ่เกลียดการถูก “ขายของ” แต่ชอบ “คนให้คำแนะนำดี ๆ”
นี่คือจุดที่มืออาชีพแยกตัวเองออกจากพวกยัดเยียด
แนวคิดสำคัญคือ Education over Sales:
-
ถามก่อนพูด:
แทนที่จะเปิดบทสนทนาด้วย “พี่สนใจทำธุรกิจเพิ่มรายได้มั้ยคะ” ให้เริ่มด้วยการถามปัญหาจริง ๆ ของเขา เช่น รายได้ เวลา สุขภาพ หรือเป้าหมายชีวิต -
ใช้ “เครื่องมือ” แทนการพูดยาว ๆ:
- วิดีโอแนะนำสั้น ๆ
- เวิร์กช็อปออนไลน์
- กลุ่มไลน์ / คอมมูนิตี้ตัวอย่าง
วิธีนี้ช่วยลดความกดดัน และทำให้ข้อมูลตรงกันทุกคน ไม่ขึ้นกับสกิลการพูดของเราเพียงอย่างเดียว
- วางตัวเป็นที่ปรึกษา ไม่ใช่นักล่า
เป้าหมายไม่ใช่ “ปิดให้ได้ทุกคน” แต่คือ “ช่วยคนที่เหมาะจริง ๆ ให้ตัดสินใจบนข้อมูลครบถ้วน”
สำหรับ SME และเจ้าของกิจการ ทักษะนี้ใช้ได้ทันทีในการ ขาย B2B, ขายโซลูชัน, ขายบริการราคาแพง ที่ต้องการความเชื่อใจมากกว่าคำโฆษณา
2. Follow Up is Key: คนไม่ซื้อเพราะคุณไม่ตาม ไม่ใช่เขาไม่สน
เกือบทุกวงการขายมีปัญหาเดียวกันคือ:
“คุยดีมาก แต่หายไปเฉย ๆ”
ใน Go Pro มีหลักคิดง่าย ๆ แต่ทรงพลัง:
“เป้าหมายของการนัดครั้งนี้ คือการนัดครั้งถัดไปให้ชัดเจน”
แปลว่าทุกครั้งที่คุณคุยกับ Prospects ต้องลงท้ายด้วยการนัดขั้นตอนต่อไปเสมอ เช่น
- นัดดูข้อมูลเต็ม ๆ
- นัดทดลองใช้สินค้า
- นัดเข้าร่วม Zoom หรือสัมมนา
เทคนิค Follow Up ที่ไม่ดูตื๊อ:
-
ใช้ประโยคถามเปิด เช่น
- “จากที่คุณดูข้อมูลไป มีส่วนไหนที่ชอบเป็นพิเศษไหม?”
- “คุณคิดว่ามันตอบโจทย์อะไรในชีวิต/ธุรกิจของคุณได้บ้าง?”
-
บอกชัดตั้งแต่ต้นว่าจะติดต่อกลับเมื่อไหร่
เช่น “เดี๋ยวอีก 2 วันผมขอทักไปถามฟีดแบ็กนะครับ” แล้วทำตามที่พูดเป๊ะ ๆ -
มองการตามเป็น “การรักษาสัญญา” ไม่ใช่การตื๊อ
Mindset ตรงนี้เปลี่ยนแล้ว ความมั่นใจตอน Follow Up จะต่างทันที
3. Launch ไม่ใช่แค่ Sign: รับสมัครแล้วต้อง “พาขึ้นเครื่อง” ให้เป็น
อีกหนึ่งจุดที่ทำให้คนส่วนใหญ่ล้มเหลวในธุรกิจเครือข่ายคือ รับสมัครแล้วปล่อยลอย
Eric เรียกสิ่งที่มืออาชีพทำว่า Launching ไม่ใช่แค่ Signing
สิ่งที่ควรมีในช่วง 7–14 วันแรกหลังมีสมาชิกใหม่:
- Product Experience – ให้เขาได้ใช้สินค้าจริง เห็นผลจริง รู้สึกได้ว่าของมัน “ดีจริง”
- Tools Onboarding – แนะนำเครื่องมือที่ใช้ในทีม เช่น วิดีโอประจำ, เอกสาร, กลุ่มไลน์, ระบบเทรนนิง
- Income Plan Overview – อธิบายภาพรวมแผนรายได้ให้เข้าใจง่าย ๆ ว่า “เงินมาจากไหน” โดยไม่ต้องลงดีเทลเชิงเทคนิคมากเกินไป
- Invitation Script – สอนวิธีเชิญคนแบบไม่ขายตรงจนคนกลัว เช่น การชวนมา “ฟังข้อมูล” หรือ “แลกเปลี่ยนไอเดียอาชีพเสริม” แทนคำว่า “มาร่วมธุรกิจ” ตรง ๆ
สำหรับ SME ที่มีทีมขายหรือดีลเลอร์ นี่คือ Framework ที่เอาไปใช้สร้างระบบ Onboarding ตัวแทน/พาร์ตเนอร์ได้ดีมากเช่นกัน
พลังของงานสัมมนาและคอมมูนิตี้: สิ่งที่ออนไลน์แทนไม่ได้
แม้ยุคนี้ Zoom, Live, Webinar จะสะดวกกว่าไปโรงแรม แต่ Eric ยังยืนยันชัดว่า งานอีเวนต์คือหัวใจ ของธุรกิจเครือข่าย
เหตุผลหลักมี 3 ข้อ:
-
Social Proof ระดับลึก
การได้เจอคนที่เคยเป็นมนุษย์เงินเดือนธรรมดา แล้ววันนี้ยืนอยู่บนเวทีเล่าประสบการณ์จริง มันสร้าง “ความเชื่อ” คนละระดับกับการดูผ่านหน้าจอ -
พลังของคอมมูนิตี้
ในวันที่คุณโดนเพื่อนปฏิเสธ เจอคนมองแรงในครอบครัว งานสัมมนาคือที่ที่ทำให้รู้ว่า “ไม่ได้สู้คนเดียว” และมีคนอีกมากที่กำลังเดินเส้นทางเดียวกัน -
ตัวชี้วัดความสำเร็จของผู้นำ
ในมุมของ Eric คนที่ประสบความสำเร็จสูงสุดคือ คนที่ “พาคนในทีม” ไปงานอีเวนต์ได้มากที่สุด ไม่ใช่คนที่พูดเก่งที่สุด
สำหรับ SME และเจ้าของธุรกิจ แนวคิดนี้แปลได้ตรง ๆ ว่า:
“แบรนด์ที่สร้างคอมมูนิตี้ได้ จะเหนียวกว่าแบรนด์ที่ขายแค่สินค้า”
เส้นเวลาแห่งความสำเร็จ: หยุดเชื่อคำว่า “รวยไว ไม่ต้องทำอะไร”
Go Pro วางกรอบเวลาให้แบบตรงไปตรงมามาก ซึ่งผมเห็นด้วยอย่างแรง โดยเฉพาะกับคนทำธุรกิจเครือข่ายในไทยที่ชอบโดนขายฝันเกินจริง
-
ปีที่ 1 – ปีแห่งการเรียนรู้และเอาตัวรอด
คุณจะทำผิดบ่อย พูดผิดเยอะ โดนปฏิเสธเป็นสิบ แต่ถ้าคุณเรียนรู้จากทุกเคส คุณจะเริ่มเข้าใจ “ระบบ” ของธุรกิจ -
ปีที่ 3 – เริ่มเห็นรายได้ที่จับต้องได้
ถ้าคุณฝึกทักษะอย่างจริงจังต่อเนื่อง รายได้จะเริ่มไหลมาแบบสม่ำเสมอ ไม่ใช่แค่เป็นช่วง ๆ -
ปีที่ 5 – แตะระดับรายได้หลักแสนขึ้นไปต่อเดือน
ไม่ใช่ทุกคนจะไปถึง แต่คนที่ไปถึงล้วน “จริงจัง” กับการเรียนรู้เหมือนอาชีพหลัก -
ปีที่ 7 – ระดับผู้เชี่ยวชาญ (Expert)
ชื่อของคุณจะเริ่มมีน้ำหนักในวงการ คุณกลายเป็น “แบรนด์” ที่คนอยากเรียนรู้ด้วย
ประเด็นคือ ถ้าคุณทำงานประจำให้บริษัท 7–10 ปีโดยไม่สงสัยอะไรเลย ทำไมถึงยอมไม่ได้กับการให้เวลาแบบเดียวกันกับธุรกิจของตัวเอง?
มุมมองสำหรับ SME ไทย: Go Pro = โรงเรียนสอนภาวะผู้นำ
ถ้าตัดภาพความเป็น “ธุรกิจเครือข่าย” ออกไป แก่นของ Go Pro คือ หนังสือพัฒนาทักษะผู้นำและนักการตลาด ที่เข้มข้นมากเล่มหนึ่ง
ทักษะที่คุณได้จากการทำ Network Marketing แบบมืออาชีพคือ:
- การสื่อสารและการตั้งคำถาม
- การบริหารคนและสร้างทีม
- การจัดการอารมณ์เมื่อเจอการปฏิเสธ
- การวางเป้าหมายและแผนลงมือทำ
ทั้งหมดนี้คือ Soft Skills ที่เจ้าของกิจการ, ผู้บริหาร, ฟรีแลนซ์, ที่ปรึกษา และ Creator ไทยต้องมีในยุค AI เพราะ ทักษะที่ AI แย่งยากที่สุดคือทักษะด้านมนุษย์ (Human Skills) ไม่ใช่งานเทคนิคซ้ำ ๆ
ถ้าคุณกำลังมองหา “อาชีพเสริม” หรือ “โมเดลธุรกิจข้างเคียง” ที่ฝึกตัวเองให้เป็นผู้นำไปด้วย ธุรกิจเครือข่ายแบบ Go Pro เป็นตัวเลือกที่น่าคิดมาก โดยเฉพาะถ้าคุณเลือกบริษัทและทีมที่เน้นการศึกษา ไม่เน้นขายฝัน
สรุป: ถ้าจะทำธุรกิจเครือข่าย ให้ทำแบบมืออาชีพ
สำหรับคนทำธุรกิจ SME ไทยหรือมนุษย์เงินเดือนที่อยากเริ่มก้าวออกจาก Comfort Zone ของงานประจำ สิ่งที่ผมอยากฝากจาก Go Pro คือ 3 ข้อนี้:
-
อย่ามอง Network Marketing เป็นหวยใบใหญ่
มองให้เป็น “อาชีพ” ที่ต้องเรียน ต้องฝึก และต้องให้เวลาอย่างน้อย 3–5 ปี -
โฟกัสที่ทักษะ ไม่ใช่โชคหรือสายบน
คนที่อยู่ข้างบนวันนี้ ก็เคยอยู่ข้างล่างเมื่อหลายปีก่อน แต่อดทนฝึกทักษะต่อเนื่องเท่านั้นเอง -
ใช้ Mindset ‘ที่ปรึกษา’ กับทุกงานที่คุณทำ
ไม่ว่าคุณจะทำธุรกิจเครือข่าย หรือขายบริการ B2B หรือเป็น Creator ออนไลน์ แนวคิด Education over Sales จะทำให้คุณน่าเชื่อถือขึ้น และปิดงานได้ยั่งยืนกว่า
คำถามสุดท้ายที่คุณต้องตอบตัวเองคือ:
ในยุคที่งานประจำไม่ใช่เซฟโซนอีกต่อไป คุณจะเป็นเพียงผู้โดยสารในระบบเศรษฐกิจ หรือจะเริ่มฝึกตัวเองให้เป็น “มืออาชีพ” ที่ออกแบบรายได้ของตัวเองได้?