Fujitsu ใช้เทคโนโลยีหนุน Sustainability อย่างไร และ SME ไทยจะเริ่มใช้ Data, IoT, Cloud ทำความยั่งยืนแบบวัดผลได้จริงได้อย่างไร อ่านต่อที่นี่

ใน 3 ปีที่ผ่านมา บริษัทจดทะเบียนไทยกว่า 80% เริ่มรายงานข้อมูลด้าน ESG และเป้าหมาย Net Zero อย่างจริงจัง ตัวเลขนี้บอกชัดว่า “Sustainability” ไม่ใช่เรื่องของฝ่าย CSR อีกต่อไป แต่กลายเป็นโจทย์ธุรกิจระดับบอร์ดบริหารที่กระทบรายได้ ต้นทุน การระดมทุน และการดึงดูดคนเก่งเข้าบริษัท
และนี่คือเหตุผลที่แบรนด์เทคโนโลยีระดับโลกอย่าง Fujitsu ตัดสินใจปรับวิสัยทัศน์ครั้งใหญ่ หันมาโฟกัสการใช้เทคโนโลยีเพื่อแก้ปัญหามนุษยชาติและสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (UN SDGs) แบบเต็มตัว
บทความนี้จะสรุปแนวคิดจาก Techsauce Podcast ตอน “เปิดวิสัยทัศน์ FUJITSU เทคโนโลยีจะเข้ามาช่วยสนับสนุน Sustainability ให้กับองค์กรได้อย่างไร” แล้วแปลงให้กลายเป็นคู่มือเข้าใจง่ายสำหรับ ผู้บริหารและ SME ไทย ที่อยากใช้เทคโนโลยีขับเคลื่อนความยั่งยืนได้จริง ไม่ใช่แค่ทำรายงานสวย ๆ ปีละครั้ง
ทำไมองค์กรไทยต้องเอา Sustainability เข้ามาอยู่ในกลยุทธ์หลัก
คำตอบสั้น ๆ คือ: เพราะมันกระทบ “กำไร อนาคต และความน่าเชื่อถือ” โดยตรง
4 แรงกดดันหลักที่ทุกธุรกิจเริ่มหนีไม่พ้น
-
ลูกค้าเปลี่ยนวิธีเลือกแบรนด์
คนรุ่นใหม่ยอมจ่ายแพงขึ้นถ้าเชื่อว่าแบรนด์รับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม แบรนด์ที่ไม่โปร่งใสเรื่อง ESG จะโดนตั้งคำถามในโซเชียลเร็วมาก -
นักลงทุนและสถาบันการเงินดู ESG ก่อนปล่อยเงิน
ธนาคารและกองทุนเริ่มผูกดอกเบี้ย เงื่อนไขกู้เงิน หรือการลงทุนเข้าบริษัท กับคะแนน ESG และความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง -
ซัพพลายเชนระดับโลกเริ่มคัดธุรกิจที่ไม่ยั่งยืน
ผู้ผลิตรายใหญ่ในยุโรป ญี่ปุ่น หรือสหรัฐฯ เริ่มถามซัพพลายเออร์ว่าใช้พลังงานสะอาดหรือไม่ มีแผนลดคาร์บอนอย่างไร ถ้าตอบไม่ชัด คุณอาจถูกตัดออกจากห่วงโซ่ -
กฎระเบียบจะเข้มขึ้นเรื่อย ๆ
จาก PDPA มาถึงกฎหมายสิ่งแวดล้อม มาตรฐานแรงงาน และรายงานคาร์บอน องค์กรที่ไม่เตรียมตัวตั้งแต่วันนี้ จะต้องจ่ายค่า “ปรับตัวช้า” แพงมากในอีกไม่กี่ปี
นี่คือเหตุผลที่ Fujitsu บอกตรง ๆ ว่า เป้าหมายสูงสุดขององค์กรยุคใหม่ ห้ามมองแค่กำไรผู้ถือหุ้น (Shareholder) แต่ต้องมองภาพรวมทั้ง Stakeholder ทั้งระบบนิเวศ เช่น พนักงาน ชุมชน คู่ค้า ลูกค้า และสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน
วิสัยทัศน์ใหม่ของ Fujitsu: เทคโนโลยีเพื่อมนุษย์และโลก
แกนกลางวิสัยทัศน์ใหม่ของ Fujitsu คือการใช้ นวัตกรรมดิจิทัล (DX) เพื่อแก้ปัญหาที่มนุษย์กำลังเผชิญ ตั้งแต่สิ่งแวดล้อม ความเหลื่อมล้ำ ไปจนถึงสังคมผู้สูงอายุ โดยอ้างอิงกรอบ UN SDGs อย่างจริงจัง
Fujitsu จึงนิยามทิศทางธุรกิจผ่าน 7 Key Focus Area (สรุปแบบเข้าใจง่ายแนว SME):
- Sustainable Manufacturing – การผลิตที่ใช้พลังงาน-ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ลดของเสียและคาร์บอน
- Trusted Society – ระบบดิจิทัลที่ปลอดภัย โปร่งใส เชื่อถือได้ (ทั้ง Data, AI, Cybersecurity)
- Consumer Experience – ใช้เทคโนโลยีสร้างประสบการณ์ลูกค้าที่ดีขึ้นและลดการใช้ทรัพยากรเกินจำเป็น
- Healthy Living – เทคโนโลยีสนับสนุนสุขภาพกาย-ใจ และสังคมผู้สูงอายุ
- Digital Shifts in Work – รูปแบบการทำงานที่ยืดหยุ่น ลดการเดินทาง เพิ่มคุณภาพชีวิตและ Productivity
- Sustainable Infrastructure – โครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีและพลังงานที่รองรับโลกคาร์บอนต่ำ
- Data-Driven Society – ใช้ข้อมูลและ AI ตัดสินใจเพื่อสังคมและธุรกิจที่ดีขึ้น
สำหรับองค์กรไทย ไม่จำเป็นต้องหยิบทุกข้อ แค่เลือก 1–2 ด้านที่เชื่อมกับธุรกิจตัวเอง แล้วผูกกับเป้าหมาย ESG ให้ชัด คุณก็เริ่มเดินบนเส้นทางเดียวกับยักษ์ใหญ่ระดับโลกได้แล้ว
เทคโนโลยีช่วยเรื่อง Sustainability ได้จริงตรงไหนบ้าง
คำตอบสั้น ๆ คือ: เทคโนโลยีคือ “เครื่องมือวัด-จัดการ-ขยายผล” ของความยั่งยืน ถ้าไม่มีเทคโนโลยี ทุกอย่างจะเป็นแค่ภาพรวมคร่าว ๆ วัดผลไม่ได้ และต่อยอดยากมาก
1) เริ่มจาก “วัดให้ได้ก่อน” ด้วย Data & IoT
องค์กรส่วนใหญ่ติดอยู่ตรงนี้: อยากลดคาร์บอน อยากประหยัดพลังงาน แต่ ไม่รู้ตัวเลขจริง ว่าใช้เท่าไหร่ เสียเปล่าตรงไหน
เทคโนโลยีที่ช่วยได้ เช่น
- IoT Sensor ติดที่เครื่องจักร ห้องเย็น อาคาร หรือรถขนส่ง เพื่อวัดการใช้พลังงานแบบ Real-time
- Energy Management Dashboard รวบรวมข้อมูลจากจุดต่าง ๆ มาดูบนหน้าจอเดียวว่าจุดไหนกินไฟเกิน ค่าไฟพุ่งช่วงไหน
- Data Analytics / AI วิเคราะห์ Pattern การใช้พลังงาน แนะนำช่วงเวลาที่ควรเดินเครื่อง หรือชี้จุดที่ควรซ่อมบำรุง
ตัวอย่างง่ายสำหรับ SME โรงงานไทย:
แค่ติดเซ็นเซอร์วัดไฟในโซนเครื่องจักรหลัก + ใช้ Dashboard ดูรายสัปดาห์ หลายโรงงานลดค่าไฟได้ทันที 5–15% โดยไม่ต้องซื้อเครื่องใหม่ด้วยซ้ำ เพียงแค่จัดตารางเดินเครื่องใหม่ และกำจัดการ Standby ที่ไม่จำเป็น
2) ออกแบบกระบวนการให้ “ใช้ทรัพยากรคุ้มที่สุด”
นี่คือหัวใจของ เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ที่ Fujitsu และองค์กรใหญ่ทั่วโลกกำลังเหยียบคันเร่งเต็มที่
เทคโนโลยีช่วยได้ตรงนี้ เช่น
- ระบบวิเคราะห์กระบวนการผลิต เพื่อลดของเสีย (Scrap) และ Rework
- ระบบ Traceability ติดตามวัตถุดิบตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทางเพื่อเอากลับมาใช้ใหม่ได้
- การใช้ Simulation / Digital Twin ลองปรับกระบวนการบนโลกเสมือนก่อนทำจริง ลดการทดลองที่เปลืองทรัพยากร
สำหรับ SME ไทยในอาหาร เครื่องดื่ม หรือบรรจุภัณฑ์ การมีข้อมูลชัด ๆ เรื่อง Yield, ของเสีย, สาเหตุของการทิ้งสินค้า จะทำให้การลงทุนปรับไลน์ผลิต “คุ้มและคม” กว่าการเดาแบบเดิมเยอะมาก
3) สร้าง Trust และความโปร่งใสให้กับ Stakeholder
Sustainability ไม่ใช่แค่ทำดี แต่ต้อง “พิสูจน์ได้” ว่าทำดีจริง เทคโนโลยีที่ช่วยเรื่องนี้ได้ เช่น
- ระบบจัดการข้อมูล ESG เก็บข้อมูลการปล่อยคาร์บอน การใช้ทรัพยากร ความปลอดภัยแรงงาน ฯลฯ อย่างเป็นระบบ
- Dashboard สำหรับผู้บริหาร เห็นสถานะ ESG แบบ Real-time แทนการรอไฟล์ Excel ปลายปี
- ระบบยืนยันที่มา (Traceability) เพื่อให้ลูกค้าหรือคู่ค้าตรวจสอบได้ว่ามาจากแหล่งผลิตที่เป็นธรรมและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
ธุรกิจที่เข้า Global Supply Chain แทบจะเลี่ยงไม่พ้น เพราะคู่ค้าต่างชาติจะขอข้อมูลเชิงลึกมากขึ้นเรื่อย ๆ ใครเตรียมฐานข้อมูลและระบบไวตั้งแต่ตอนนี้ จะได้เปรียบคู่แข่งทันที
4) ยกระดับคุณภาพชีวิตพนักงานแบบมีข้อมูลรองรับ
องค์กรที่จริงจังกับความยั่งยืนต้องดูแล คนในองค์กร ไปพร้อมกัน ไม่ใช่แค่พูดเรื่องต้นไม้และคาร์บอน
เทคโนโลยีช่วยได้เช่น
- ระบบวิเคราะห์ Workload และเวลาทำงาน เพื่อลด Overwork
- แพลตฟอร์ม Hybrid Work / Work From Anywhere ที่เสถียรและปลอดภัย
- ระบบ Learning & Development ออนไลน์ ที่ช่วย Upskill คนอย่างต่อเนื่อง
Fujitsu เองทดลองใช้แนวคิดนี้กับองค์กรตัวเองก่อน แล้วค่อยนำประสบการณ์ไปต่อยอดให้ลูกค้า ซึ่งผมมองว่าเป็นวิธีคิดที่ถูกต้องมาก “ใช้จริงก่อน ขายทีหลัง” ทำให้คำแนะนำมีน้ำหนัก และลดโอกาสผิดพลาดของลูกค้า
5 ขั้นตอนสำหรับ SME ไทย: เริ่มเอาเทคโนโลยีมาช่วย Sustainability แบบไม่หลุดงบ
หลาย SME กลัวว่าพอพูดถึงวิสัยทัศน์ระดับ Fujitsu แล้วจะกลายเป็นเรื่องไกลตัว งบไม่ถึง คนไม่พร้อม จริง ๆ แล้วถ้าวางลำดับดี ๆ มันเริ่มได้แบบค่อยเป็นค่อยไป
ขั้นที่ 1: เลือกก่อนว่า “จะยั่งยืนเรื่องอะไร”
ไม่ต้องทำทุกเรื่องพร้อมกัน เลือกให้ชัด 1–2 เป้าหมายที่สัมพันธ์กับธุรกิจ เช่น
- โรงงานอาหาร: ลดของเสีย + ลดพลังงาน
- โลจิสติกส์: ลดคาร์บอนจากการขนส่ง + เพิ่มความปลอดภัยคนขับ
- รีเทล: ลดการใช้พลาสติก + เพิ่มสวัสดิการพนักงานหน้าร้าน
ถ้าโฟกัสไม่ชัด เทคโนโลยีที่เลือกจะกระจัดกระจายและวัดผลยากมาก
ขั้นที่ 2: สำรวจระบบและข้อมูลที่มีอยู่
ลองตอบคำถามเหล่านี้แบบตรงไปตรงมา:
- วันนี้เราเก็บข้อมูลอะไรอยู่แล้วบ้าง (ไฟฟ้า น้ำมัน ของเสีย เวลา OT ฯลฯ)
- ข้อมูลอยู่ที่ไหน อยู่ในกระดาษ Excel หรือระบบไอที
- ฝ่ายไหนเป็นเจ้าของข้อมูล
หลายบริษัทจะพบว่า จริง ๆ แล้วมีข้อมูลอยู่เยอะมาก แค่ยังไม่ได้เอามาเชื่อมต่อและใช้ให้เกิดประโยชน์
ขั้นที่ 3: เลือก “Use Case เล็ก ๆ” ที่วัดผลได้ชัด
อย่าเริ่มจากโปรเจกต์ใหญ่ 10 ล้านที่กินเวลาปีครึ่ง เริ่มจากเคสเล็ก ๆ แต่ Impact ชัด เช่น
- ติด IoT วัดไฟเฉพาะไลน์ผลิตหลัก 1 ไลน์ แล้วตั้งเป้าลด 10% ภายใน 6 เดือน
- ทำ Dashboard ของเสีย 3 กลุ่มใหญ่ แล้วตั้งเป้าลดลง 20% ภายในปีเดียว
- ทำระบบจองรถส่งของร่วมกันในทีม เพื่อให้ลดเที่ยวรถว่าง 15%
เมื่อเคสแรกสำเร็จ คุณจะมีทั้ง “ตัวเลขพิสูจน์” และ “ความเชื่อมั่นในทีม” มากพอจะขยายไป Use Case ถัดไป
ขั้นที่ 4: เลือกเทคโนโลยีที่เหมาะกับขนาดธุรกิจ
มุมมองตรง ๆ จากประสบการณ์ที่เห็นมาคือ: หลาย SME ลงทุนเกินความจำเป็น เพราะเลือกตามแฟชั่นมากกว่าโจทย์จริง
หลักง่าย ๆ:
- ถ้างบจำกัด ให้มอง SaaS / Cloud Service ก่อนระบบใหญ่แบบ On-premise
- เลือกโซลูชันที่มี Template หรือ Use Case ใกล้เคียงอุตสาหกรรมเรา เพื่อลดเวลา Customize
- ดู Partner ที่ “เข้าใจธุรกิจเรา” มากกว่าแค่เก่งเทคโนโลยี
Fujitsu และผู้เล่นรายใหญ่ในไทยหลายราย มีโซลูชันแบบ “เริ่มเล็กแล้วค่อยขยาย (Scale)” ซึ่งเหมาะกับ SME มากกว่าการซื้อทีเดียวจบแล้วใช้ไม่เต็มที่
ขั้นที่ 5: ผูก Sustainability เข้ากับตัวชี้วัดธุรกิจ (ไม่ใช่แยกกันอยู่)
ถ้าเป้าหมายด้านยั่งยืนถูกวัดเป็น “โปรเจกต์พิเศษของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด” มันจะไม่ฝังอยู่ใน DNA องค์กร
สิ่งที่ควรทำคือ
- ผูก KPI ด้านต้นทุนพลังงาน / ของเสีย / ความพึงพอใจพนักงาน เข้ากับ KPI ธุรกิจปกติ เช่น Margin, On-time Delivery, Turnover Rate
- รายงานตัวเลข ESG ในที่ประชุมผู้บริหารประจำเดือน เหมือนที่รายงานยอดขายและกำไร
- สื่อสารความคืบหน้ากับพนักงานและลูกค้าอย่างสม่ำเสมอ
เมื่อ ESG กลายเป็นส่วนหนึ่งของการตัดสินใจรายวัน เทคโนโลยีที่ลงทุนไปจะสร้างผลตอบแทนทั้งด้านเงินและภาพลักษณ์อย่างต่อเนื่อง
ทำไมวันนี้ถึงเป็นจังหวะทองขององค์กรไทย
ปลายปี 2025 เป็นช่วงที่หลายองค์กรไทยกำลังตั้งเป้า ESG 3–5 ปีรอบใหม่หลังโควิด โครงสร้างพื้นฐานด้าน Cloud, IoT, AI ก็พร้อมกว่าเมื่อ 3 ปีก่อนมาก และต้นทุนเริ่มจับต้องได้สำหรับ SME
สิ่งที่ผมเห็นชัดคือ
- เทรนด์ผู้บริโภคไทยสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมและความเป็นธรรมมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะคนเมืองและคนรุ่นใหม่
- ภาครัฐและสถาบันการเงินเริ่มมีโครงการสนับสนุนธุรกิจที่จริงจังด้าน ESG ทั้งเรื่องเงินกู้ ดอกเบี้ย และมาตรการภาษี
- เทคโนโลยีหลายอย่างไม่จำเป็นต้องลงทุนเองทั้งหมด สามารถใช้แบบเช่าใช้รายเดือนบน Cloud ได้
องค์กรที่เริ่มวันนี้ แม้จะเริ่มเล็ก ๆ แต่จะสร้าง “ระยะห่าง” จากคู่แข่งที่ยังไม่เริ่มได้ภายใน 2–3 ปีอย่างชัดเจน ทั้งด้านต้นทุน ความน่าเชื่อถือ และโอกาสเข้าถึงตลาดใหม่
ท้ายที่สุด Sustainability ที่ผูกกับเทคโนโลยีอย่างถูกวิธี ไม่ได้แค่ช่วยโลก แต่มันคือกลยุทธ์ธุรกิจที่ทำให้กำไรนิ่งขึ้น ความเสี่ยงลดลง และองค์กรดึงดูดคนเก่งได้ยาว ๆ
คำถามที่น่าถามในที่ประชุมครั้งถัดไปอาจไม่ใช่แค่ว่า “ปีหน้าจะโตยอดขายกี่เปอร์เซ็นต์” แต่ต้องเพิ่มอีกข้อว่า
“เราใช้เทคโนโลยีอะไรอยู่บ้าง เพื่อทำให้การเติบโตนั้นยั่งยืนกับคน ของเรา และโลกใบนี้จริง ๆ?”
ใครที่กำลังวางแผน Digital Transformation หรือ AI สำหรับธุรกิจอยู่ ลองเอาเลนส์ Sustainability มาใส่ดู คุณอาจค้นพบ Use Case ใหม่ ๆ ที่คุ้มค่ากว่าที่คิดมาก