AI Infrastructure กำลังกลายเป็นเส้นเลือดใหม่ของเศรษฐกิจโลก และไทยมีโอกาสขึ้นเป็นศูนย์กลาง Data Center นักลงทุนและธุรกิจค้าปลีกต้องไม่พลาดคลื่นนี้
AI Infrastructure กำลังกลายเป็นเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจโลก
เม็ดเงินลงทุนด้าน AI ทั่วโลกกำลังไต่จากราว 1.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ไปสู่ 3-4 ล้านล้านดอลลาร์ฯ ภายใน 3-4 ปีข้างหน้า ขณะเดียวกันนักวิเคราะห์หลายสำนักประเมินว่า AI จะเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจโลกกว่า 15.7 ล้านล้านดอลลาร์ฯ ในช่วง 5 ปีถัดจากนี้ ตัวเลขระดับนี้ไม่ได้สะท้อนแค่ “เทรนด์เทคโนโลยี” แต่มันกำลังบอกเราว่าโครงสร้างเศรษฐกิจทั้งระบบกำลังย้ายฐานไปอยู่บน AI Infrastructure อย่างชัดเจน
นี่คือเหตุผลที่ SCB WEALTH และ BlackRock กล้าพูดตรง ๆ ว่า AI Infrastructure คือ “คลื่นลงทุนยักษ์” ลูกใหม่ที่นักลงทุนไทยไม่ควรมองข้าม และที่สำคัญ ไทยกำลังถูกจับตาว่ามีศักยภาพจะกลายเป็นศูนย์กลาง Data Center ของภูมิภาค ถ้าอ่านเกมทัน คุณทั้งในฐานะ “นักลงทุน” และ “ผู้ประกอบการ” โดยเฉพาะสายค้าปลีก จะได้เปรียบกว่าคนอื่นอย่างน้อยหนึ่งก้าว
บทความนี้จะชวนคุณมองภาพใหญ่ของคลื่น AI Infrastructure ให้ชัดขึ้น แยกว่าโอกาสอยู่ตรงไหน เสี่ยงอย่างไร และธุรกิจไทยควรเริ่มจากอะไร โดยเฉพาะคนทำธุรกิจค้าปลีกที่กำลังหาทางใช้ AI เพื่อยกระดับประสบการณ์ลูกค้าในปี 2569 นี้
AI Infrastructure คืออะไร และทำไมถึงสำคัญกับนักลงทุนไทย
หัวใจของเรื่องนี้คือ AI จะโตไม่ได้เลย ถ้าไม่มี “โครงสร้างพื้นฐาน” รองรับ ทั้งด้านข้อมูล พลังประมวลผล และพลังงาน เพราะ AI กำลังเดินทางจากยุค Generative AI (เขียนข้อความ วาดรูป ทำสรุป) ไปสู่ Agentic AI หรือ AGI แบบที่ทำงานหลายอย่างพร้อมกัน แก้งานครบทั้ง Workflow แทนทีมคนทั้งแผนก ความต้องการพลังประมวลผลจึงพุ่งแบบทวีคูณ
3 เสาหลักของ AI Infrastructure ที่กำลังดันดีมานด์ทั่วโลก
-
Data Infrastructure
- Data Center
- ระบบจัดเก็บ / จัดการข้อมูล
- ระบบประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่ (เช่น คลัสเตอร์ GPU)
-
Computing & Networking
- เครือข่ายความเร็วสูง (ใยแก้วนำแสง, 5G, 6G ในอนาคต)
- ระบบเชื่อมต่อระหว่างศูนย์ข้อมูลและ Cloud Provider
- อุปกรณ์เครือข่ายระดับองค์กรและระดับประเทศ
-
Power / Grid & Cooling System
- ระบบไฟฟ้าที่เสถียรและเพียงพอ
- พลังงานสะอาด / พลังงานทดแทน
- ระบบทำความเย็น Data Center ที่ประสิทธิภาพสูง
นักวิเคราะห์คาดว่าความต้องการพลังงานของ Data Center ทั่วโลกอาจเพิ่มขึ้น 4–5 เท่า ภายในทศวรรษนี้จากแรงหนุน AI แปลว่าห่วงโซ่ทั้งหมดตั้งแต่ไฟฟ้า ระบบสายส่ง ไปจนถึงเทคโนโลยีทำความเย็น ล้วนกลายเป็น “สินทรัพย์โครงสร้างพื้นฐาน” ที่มีดีมานด์ระยะยาว
สำหรับนักลงทุนไทย ภาพนี้มีนัยสำคัญอยู่ 2 เรื่อง:
- โอกาสไม่ได้มีเฉพาะหุ้น AI หรือผู้ผลิตชิป แต่ โครงสร้างพื้นฐานรอบ ๆ อย่าง Data Center, พลังงาน, โครงข่าย ก็เป็นธีมลงทุนที่น่าสนใจไม่แพ้กัน
- ช่วงเวลาเข้าลงทุนสำคัญมาก เมกะเทรนด์ AI ยังอยู่ระยะต้น การสะสมสินทรัพย์คุณภาพดีตอนนี้ มีโอกาสเก็บผลตอบแทนได้ยาว 5–10 ปี หากเลือกจังหวะและเครื่องมือถูก
ทำไม BlackRock มองไทยเป็นศูนย์กลาง Data Center แห่งใหม่
BlackRock มองตรงกันว่า ตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) คือพื้นที่โตของ Data Center ระยะ 10–20 ปีข้างหน้า และ “ประเทศไทย” ถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่น่าจับตามองเป็นพิเศษ
ปัจจัยที่ทำให้ไทยน่าสนใจสำหรับ Data Center
- ระบบไฟฟ้าค่อนข้างเสถียร เมื่อเทียบกับหลายประเทศในภูมิภาค
- ทำเลศูนย์กลางในอาเซียน เชื่อมต่อได้ทั้งจีน เวียดนาม มาเลเซีย สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย
- การเชื่อมต่อโครงข่ายดีขึ้นต่อเนื่อง มีเคเบิลใต้น้ำหลายเส้นผ่าน และมีแผนพัฒนาโครงข่ายดิจิทัลระดับประเทศ
- นโยบายดิจิทัลของรัฐและ BOI ที่เริ่มชัดเจนขึ้น ดึงดูดบริษัทเทคระดับโลกเข้ามาลงทุน
BlackRock ประเมินว่า ความต้องการลงทุน Data Center ทั่วโลกใน 50 ปีข้างหน้าอาจสูงถึง 95 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และยังมี “ช่องว่าง” การลงทุนที่ภาคเอกชนโดยเฉพาะ Private Markets สามารถเข้ามาเติมได้อีกกว่า 15 ล้านล้านดอลลาร์ฯ ตัวเลขนี้ใหญ่พอ ๆ กับงบประมาณรวมของสหรัฐฯ จีน และเยอรมนีรวมกัน
ถ้าประเทศไทยใช้โอกาสนี้ให้ถูกทาง ไม่ว่าจะผ่านการดึงผู้เล่นระดับโลกเข้ามาตั้งฐาน หรือผลักดันผู้พัฒนา Data Center ไทยให้เติบโต เราจะได้ทั้ง
- รายได้ค่าเช่าศูนย์ข้อมูลระยะยาว
- ดีมานด์ต่อเนื่องในธุรกิจเกี่ยวเนื่อง (อสังหา, ก่อสร้าง, พลังงาน, Cooling, Network)
- การย้ายฐานข้อมูลและบริการดิจิทัลของธุรกิจในประเทศเข้าสู่มาตรฐานโลก
พูดง่าย ๆ คือ ถ้าไทยกลายเป็น Hub Data Center ได้จริง นักลงทุนไทยก็ไม่จำเป็นต้องมองแต่ต่างประเทศ โอกาสลงทุนในธีม AI Infrastructure จะเกิดขึ้น “ในบ้านตัวเอง” มากขึ้นเรื่อย ๆ
มุมของนักลงทุน: จะเล่นคลื่น AI Infrastructure อย่างมีสติได้อย่างไร
การลงทุนตามเมกะเทรนด์ ไม่ได้แปลว่าซื้อทุกอย่างที่เกี่ยวกับ AI แล้วจะรอดเสมอไป สิ่งที่โค้ชการลงทุนที่ดีจะย้ำเสมอคือ “จังหวะ” และ “สินทรัพย์ที่เลือก” สำคัญพอ ๆ กัน
1. เข้าใจจังหวะของเมกะเทรนด์ AI
เมกะเทรนด์ AI ตอนนี้ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของ S-Curve การเติบโต หมายความว่า:
- ความผันผวนราคาสินทรัพย์สูง
- แต่โอกาสเติบโตระยะยาวยังเปิดกว้าง 5–10 ปี
- โครงสร้างพื้นฐานส่วนใหญ่ยังอยู่ในช่วงลงทุนและขยายฐาน
หากเข้าเร็วเกินไปในโปรเจกต์ที่ยังไม่พิสูจน์ตัวเอง ก็อาจต้องรอคืนนาน หรือเจอความเสี่ยงด้านเทคโนโลยี แต่ถ้าเข้าช้าเกินไป ราคาก็จะเริ่มสะท้อนมูลค่าอนาคตไปมากแล้ว
ทางหนึ่งที่นักลงทุนสถาบันนิยมใช้คือ ลงทุนผ่านกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน/กองทุนรวมที่เน้นธีม AI Infrastructure และ Data Center ซึ่งช่วยให้:
- กระจายความเสี่ยงไปหลายโครงการ หลายประเทศ
- มีมืออาชีพช่วยวิเคราะห์ดีล Private Markets ที่บุคคลธรรมดาเข้าไม่ถึง
- รับกระแสเงินสดระยะยาวจากสินทรัพย์โครงสร้างพื้นฐาน
2. ไม่มองแค่หุ้นเทค แต่มองครบห่วงโซ่โครงสร้างพื้นฐาน
หลายคนโฟกัสแต่หุ้นผู้ผลิตชิป หรือบริษัท AI Platform แต่โอกาสที่สม่ำเสมอกว่าในระยะยาวอาจอยู่ใน
- ผู้พัฒนา Data Center
- บริษัทโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้าและพลังงานสะอาด
- ผู้ให้บริการระบบทำความเย็นและอาคารประหยัดพลังงาน
- กองทุนโครงสร้างพื้นฐานที่ถือสินทรัพย์เหล่านี้อยู่
แนวทางที่ผมมองว่าเวิร์กสำหรับนักลงทุนรายย่อยไทยคือ แบ่งพอร์ตส่วนหนึ่ง (เช่น 10–20%) ให้กับ กองทุนหรือ ETF ธีมโครงสร้างพื้นฐาน AI / Data Center / Digital Infrastructure แล้วถือยาว โดยวางเงินเย็นและใช้จังหวะทยอยซื้อ (DCA) มากกว่าพยายามจับจังหวะซื้อขายระยะสั้น
แน่นอน การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรอ่านหนังสือชี้ชวน เข้าใจเงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยง รวมถึงความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนให้ชัดก่อนตัดสินใจ
มุมของธุรกิจค้าปลีกไทย: ใช้ AI และ Data Center อย่างไรให้ลูกค้ารักมากขึ้น
เชื่อมกลับมาที่แคมเปญ “AI สำหรับธุรกิจค้าปลีกไทย: ยกระดับประสบการณ์ลูกค้า” คลื่น AI Infrastructure ไม่ได้มีผลแค่กับคนที่ถือพอร์ตลงทุน แต่กระทบตรงกับวิธีที่ร้านค้าปลีกจะดูแลลูกค้าในอีก 3–5 ปีข้างหน้าเลย
AI สำหรับค้าปลีกต้องพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานอะไรบ้าง
-
การวิเคราะห์ลูกค้าแบบ Real-time
- เอาข้อมูลจาก POS, แอปสมาชิก, Social, ร้านออนไลน์ มารวมกันแบบทันที
- ต้องใช้ Data Lake / Data Warehouse บน Cloud หรือ Data Center ที่เสถียร
- ต้องมีการประมวลผลระดับ GPU/คลัสเตอร์ เพื่อทำโมเดล AI วัดความน่าจะเป็นในการซื้อซ้ำ ยกเลิก หรือตอบสนองดีล
-
ระบบแนะนำสินค้า (Recommendation Engine)
- เสนอสินค้าแบบ “รู้ใจ” ลูกค้าแต่ละคน
- ยิ่งร้านมีสาขาเยอะ ฐานลูกค้าหลักล้าน ข้างหลังต้องมีโครงสร้างข้อมูลและระบบประมวลผลที่ดีมาก
-
Chatbot / AI Agent ให้บริการลูกค้า 24/7
- ตอบคำถามสินค้า เช็กสต็อก ติดตามการจัดส่ง
- ยิ่งระบบฉลาดมากขึ้น ก็ยิ่งต้องการโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่เสถียรและปลอดภัย
-
AI ด้านปฏิบัติการหลังบ้าน
- Demand Forecasting, การจัดการสต็อก, การจัดเส้นทางส่งสินค้า (Route Optimization)
- ต้องเชื่อมข้อมูลทุกจุดแบบใกล้เคียง Real-time ซึ่งพึ่งพา Network, Cloud, Data Center โดยตรง
พูดแบบตรง ๆ คือ ถ้าโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลและ AI ของธุรกิจคุณยังเป็นแบบ “เก็บกระจัดกระจาย” หรือเซิร์ฟเวอร์เล็ก ๆ ในออฟฟิศ การแข่งขันด้านประสบการณ์ลูกค้าในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าจะเหนื่อยมาก
ขั้นตอนเริ่มต้นสำหรับค้าปลีกไทยที่อยากใช้ AI แบบจริงจัง
-
จัดระเบียบข้อมูลให้เป็นระบบก่อน
- รวมฐานข้อมูลลูกค้า สต็อก การขาย จากทุกช่องทาง มาจัดเก็บในที่เดียว (Data Platform เดียวกัน)
- ทำ Data Governance ขั้นต้น เช่น ใครเข้าถึงอะไรได้บ้าง มีมาตรฐานการเก็บข้อมูลลูกค้าอย่างไร
-
เลือกใช้ Cloud / Data Center ที่เชื่อถือได้
- สำหรับธุรกิจขนาดกลาง–ใหญ่ การย้ายระบบหลักไปอยู่บน Cloud หรือ Data Center มาตรฐานสูงในไทย ช่วยให้รองรับ AI ได้จริง
- ประเมินเรื่อง Latency, ความปลอดภัยข้อมูล (Data Privacy) และ Compliance ด้านกฎหมายไทย
-
เริ่มจาก Use Case ที่กระทบลูกค้าชัดที่สุด
ตัวอย่างเช่น:- ระบบแนะนำสินค้าเฉพาะบุคคลในแอปสมาชิก
- โปรโมชั่นแบบ Dynamic ที่เปลี่ยนตามพฤติกรรมลูกค้า
- Chatbot ตอบคำถามลูกค้าแบบเป็นธรรมชาติ
-
ทำงานร่วมกับพันธมิตรด้าน AI และโครงสร้างพื้นฐาน
- ไม่จำเป็นต้องสร้างทุกอย่างเองตั้งแต่ศูนย์
- เลือกพาร์ตเนอร์ที่เข้าใจทั้งเทคโนโลยีและโจทย์ธุรกิจค้าปลีก ไม่ใช่แค่ขายระบบ
ผมมักแนะนำเจ้าของกิจการค้าปลีกว่า ให้คิดแบบนี้:
“AI ไม่ได้มาแทนคนขายของ แต่ทำให้คนขายของเข้าใจลูกค้าแบบละเอียดระดับหนึ่งต่อหนึ่ง”
และสิ่งที่ทำให้ภาพนี้เกิดขึ้นจริงได้ คือการมี AI Infrastructure ที่แข็งแรงและยืดหยุ่นอยู่เบื้องหลัง
จาก Mega Force สู่แผนลงมือ: วันนี้ควรทำอะไร
BlackRock พูดชัดว่า Mega Force ระดับโลกอย่าง Digital Revolution & AI, Energy Transition และ Demographic Divergence จะเป็นตัวกำหนดทิศทางเศรษฐกิจในระยะยาว การมองข้ามความผันผวนระยะสั้น แล้วโฟกัสที่แรงผลักดันเหล่านี้ คือสิ่งที่แยกระหว่างคนที่ “ทันเทรนด์” กับคนที่ “ทันโอกาส” จริง ๆ
สำหรับคนไทยตอนนี้ บทเรียนมี 3 ข้อที่ใช้ได้ทั้งกับนักลงทุนและผู้ประกอบการ:
-
อย่าดู AI แค่ในมุมฟีเจอร์ แต่ดูให้ลึกถึงโครงสร้างพื้นฐาน
ใครควบคุมโครงสร้างพื้นฐานสำคัญได้ก่อน จะมีอำนาจต่อรองและความได้เปรียบยาวนานกว่าคนที่ตามซื้อเฉพาะผลิตภัณฑ์ปลายทาง -
ไทยมีศักยภาพจริงในการเป็นศูนย์กลาง Data Center ภูมิภาค
ถ้าเราเดินเกมถูก จะได้ทั้งทุนต่างชาติเข้า ประเทศเติบโต และนักลงทุนไทยก็มีโอกาสลงทุนในสินทรัพย์โครงสร้างพื้นฐานใกล้ตัวมากขึ้น -
ธุรกิจค้าปลีกที่เริ่มสร้างฐานข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐาน AI ตั้งแต่วันนี้ จะนำหน้าเรื่องประสบการณ์ลูกค้าในอีก 3–5 ปีแน่นอน
ใครรอให้ทุกอย่าง “นิ่งก่อนค่อยทำ” ส่วนใหญ่จะตามไม่ทัน เพราะคู่แข่งที่เริ่มก่อนจะได้เรียนรู้ แก้ไข และเก็บข้อมูลคุณภาพสูงไปเรื่อย ๆ
ถ้าคุณเป็นนักลงทุน ลองกลับไปทบทวนพอร์ตว่า มีส่วนไหนที่ “ผูกกับโครงสร้างพื้นฐาน AI และ Data Center” อยู่แล้วบ้าง และส่วนไหนอาจต้องค่อย ๆ เติมในระยะ 6–12 เดือนข้างหน้า
ถ้าคุณเป็นผู้บริหารหรือเจ้าของธุรกิจค้าปลีก ลองตั้งคำถามง่าย ๆ ว่า ณ วันที่ 13/12/2025 ข้อมูลลูกค้าของคุณพร้อมแค่ไหน ถ้าพรุ่งนี้คุณอยากเปิดโปรเจกต์ AI ที่เจาะลูกค้าแบบละเอียดระดับคนต่อคน ถ้าคำตอบคือ “ยังไม่พร้อม” นั่นแปลว่า วันนี้คือวันที่ดีในการเริ่ม
การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง รวมถึงอาจพิจารณาขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจทุกครั้ง โดยเฉพาะการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับอัตราแลกเปลี่ยนและสินทรัพย์ในต่างประเทศ