AI for Workforce: โอกาสใหม่ที่แรงงานไทยและ SME ห้ามมองข้าม

AI สำหรับเกษตรกรรมไทย: Smart Farming 4.0By 3L3C

โครงการ AI for Workforce ของกระทรวงแรงงานและไมโครซอฟท์คือโอกาสทองของแรงงานไทยและ SME ที่อยากใช้ AI ยกระดับงานและธุรกิจให้ทันยุคดิจิทัล.

AI for Workforceทักษะ AI แรงงานไทยSME ไทยDigital TransformationกรมพัฒนาฝีมือแรงงานMicrosoft Thailand
Share:

Featured image for AI for Workforce: โอกาสใหม่ที่แรงงานไทยและ SME ห้ามมองข้าม

ทำไมโครงการ AI for Workforce ถึงสำคัญกับคุณมากกว่าที่คิด

ตัวเลขเดียวที่ควรทำให้เจ้าของธุรกิจและคนทำงานสะดุ้งคือ 41% – นี่คือระดับความต้องการทักษะ Generative AI ตามผลสำรวจความต้องการบุคลากรดิจิทัลของไทยในช่วงปี 2568-2572 แต่แรงงานจำนวนมากยัง “ใช้ AI ไม่เป็น” หรือใช้แบบผิวเผินมากๆ

ข่าวดีคือ กระทรวงแรงงานจับมือไมโครซอฟท์เปิดโครงการ AI for Workforce ตั้งเป้ายกระดับทักษะ AI ให้แรงงานไทย 150,000 คน พร้อมประกาศนียบัตรที่ใช้สมัครงานได้จริง และนี่ไม่ใช่แค่เรื่องของ “คนหางาน” แต่เกี่ยวตรงๆ กับ SME ไทยที่กำลังทำ Digital Transformation ด้วย

บทความนี้ผมจะสรุปให้ว่า โครงการนี้มีอะไรบ้าง ส่งผลต่อโอกาสของแรงงานและ SME ยังไง และถ้าคุณเป็นเจ้าของกิจการหรือผู้บริหาร HR/IT จะเอาประโยชน์จากโครงการนี้มาช่วยธุรกิจได้แบบเป็นรูปธรรมอย่างไร


ภาพใหญ่: ไทยต้องการคนเก่งด้าน AI มากกว่าที่มีอยู่หลายเท่า

คำตอบสั้นๆ คือ ตลาดแรงงานไทยกำลังขาดแคลนคนที่มีทักษะ AI, Data และดิจิทัลอย่างหนัก ถ้าคุณเติมช่องว่างนี้ได้ก่อน คุณได้เปรียบทั้งในฐานะ “แรงงาน” และ “เจ้าของธุรกิจ”

จากข้อมูลของ สอวช. ช่วงปี 2568-2572 ประเทศไทยต้องการบุคลากรทักษะสูงกว่า 1,087,000 คน ในหลายอุตสาหกรรม เช่น

  • การบินและโลจิสติกส์
  • อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ
  • ดิจิทัล
  • ยานยนต์สมัยใหม่

โดยกลุ่มทักษะดิจิทัลที่โดดเด่นคือ

  • Data Analytics
  • Software Development Process
  • Artificial Intelligence (รวมถึง Generative AI)

ปัญหาคือ สถานประกอบการจำนวนมากบ่นเหมือนกันว่า

  • หาคนที่ “ตรงสเปก” ยาก
  • คนมีทักษะสูง เรียกเงินเดือนเกินงบ
  • องค์กรเล็กๆ โดยเฉพาะ SME สู้เรื่องค่าตอบแทนไม่ไหว

นี่แปลตรงตัวว่า ถ้า SME กล้า “สร้างคน” แทนที่จะ “แย่งคน” จะได้เปรียบอย่างชัดเจน และโครงการ AI for Workforce ก็คือเครื่องมือที่รัฐกับเอกชนเตรียมไว้ให้คุณแล้ว


โครงการ AI for Workforce คืออะไร มีอะไรให้ใช้บ้าง

คำตอบแบบกระชับ: นี่คือความร่วมมือระหว่าง กระทรวงแรงงาน (กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน) กับ ไมโครซอฟท์ ประเทศไทย ที่ตั้งใจพัฒนาทักษะ AI ให้แรงงานไทยอย่างจริงจัง ทั้งในมิติ

  • คนทำงานทั่วไป
  • คนว่างงาน / เสี่ยงตกงาน
  • ข้าราชการและผู้กำหนดนโยบาย
  • วิทยากรและผู้ฝึกอบรมของรัฐ

ทั้งหมดออกแบบให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ Workforce 5.0 และเป้าหมายใหญ่ของประเทศที่อยากพัฒนาทักษะ AI ให้คนไทย 10 ล้านคนภายในปี 2570

เมนูหลักของโครงการ

  1. อบรม AI พื้นฐานผ่าน DSD Online Training

    • มีหลักสูตรภาษาไทยกว่า 280 หลักสูตร
    • ครอบคลุม AI, Cloud, Cybersecurity และทักษะดิจิทัลที่เกี่ยวข้อง
    • เรียนจบได้ ประกาศนียบัตรร่วม จากกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน + ไมโครซอฟท์
  2. อบรมเชิงลึกด้าน Data Analytics และสาย Developer

    • ปูพื้นให้คนที่อยากโตไปเป็น Data Analyst / Data Engineer / Developer
    • เนื้อหามักจะเกี่ยวกับการวิเคราะห์ข้อมูล การใช้เครื่องมือ BI และแพลตฟอร์มของไมโครซอฟท์
  3. พัฒนาศักยภาพผู้กำหนดนโยบายและผู้บริหารกรมฯ

    • เพื่อให้หน่วยงานรัฐ “เข้าใจและใช้ AI เป็น” ไม่ใช่แค่ผลักให้ภาคเอกชนใช้เอง
    • เป็นฐานสำคัญของการสร้าง ecosystem AI ระดับประเทศ
  4. อบรมสำหรับแรงงานว่างงานหรือเสี่ยงถูกเลิกจ้าง

    • ช่วยคนที่กำลังเปลี่ยนสายงานให้มีทักษะใหม่ที่ตลาดต้องการจริง
    • เพิ่มโอกาสกลับเข้าสู่ตลาดแรงงานด้วยงานที่มีมูลค่าสูงขึ้น
  5. อบรมวิทยากรของกรมฯ ทั่วประเทศ

    • เพื่อให้แต่ละจังหวัดมี “ครู AI” ของตัวเอง
    • ทำให้การกระจายทักษะ AI ไม่กระจุกอยู่แค่กรุงเทพฯ

ส่วนที่น่าสนใจมากคือ กรมพัฒนาฝีมือแรงงานกำลังเร่งทำ มาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติด้าน Generative AI เช่น Copilot เพื่อให้ทักษะ AI ไม่ใช่แค่คำสวยๆ แต่กลายเป็นมาตรฐานวิชาชีพที่ประเมินได้จริง


SME ไทยได้อะไรจากความร่วมมือนี้บ้าง

สำหรับแคมเปญ “AI สำหรับธุรกิจ SME ไทย: Digital Transformation” นี่คือจุดที่เจ้าของกิจการหลายคนยัง “มองไม่เห็นภาพ” ทั้งที่โครงการนี้ช่วยคุณได้เยอะมาก ถ้าใช้ให้ถูกทาง

1) ลดต้นทุนการเทรนพนักงาน แต่ได้เนื้อหามาตรฐานระดับโลก

ปกติถ้าคุณจะส่งพนักงานไปเรียนคอร์ส AI / Data จากเอกชน ราคามักจะอยู่ระดับหลักหมื่นต่อหัวต่อคอร์ส แต่โครงการนี้ใช้

  • แพลตฟอร์ม DSD Online Training ของรัฐ
  • เนื้อหาที่ร่วมออกแบบโดย ไมโครซอฟท์

แปลว่าคุณได้เนื้อหาที่สอดคล้องกับเทคโนโลยีจริงในตลาด เช่น Microsoft 365, Azure, Power BI, Copilot ฯลฯ โดยไม่ต้องลงทุนเทรนใหญ่เองทั้งหมด

ถ้าคิดเล่นๆ ธุรกิจ SME มีพนักงาน 20 คน ส่งเข้าเรียน AI พื้นฐาน 10 คน ถ้าเทียบกับคอร์สเอกชนที่อาจคิดหัวละ 8,000–15,000 บาท คุณประหยัดได้ หลักแสน แต่ยังได้

  • พนักงานที่รู้จักใช้ AI ช่วยงาน
  • ประกาศนียบัตรที่ช่วยยืนยันทักษะ

2) ใช้ พ.ร.บ.ส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน ช่วยลดภาระภาษี

กระทรวงแรงงานย้ำชัดว่า อยากให้สถานประกอบการใช้ สิทธิหักลดหย่อนค่าใช้จ่ายฝึกอบรม ตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน
พูดแบบภาษาคนทำธุรกิจคือ

“คุณเอาเงินที่ต้องเสียภาษีบางส่วน มาเทรนพนักงานแทนได้”

สำหรับ SME ที่กำลังขยับสู่ Digital Transformation นี่ถือเป็นวิธีลด “ค่าเทรน” ให้กลายเป็น “การลงทุนในทรัพยากรมนุษย์” ที่คุ้มกว่าปล่อยเงินออกจากบริษัทเฉยๆ

3) เปลี่ยนพนักงานธรรมดาให้เป็น “AI-augmented workforce”

องค์กรที่ใช้ AI ได้ผลจริง ไม่ใช่องค์กรที่มี AI แพงที่สุด แต่เป็นองค์กรที่

  • มีพนักงานกล้าใช้ AI แก้ปัญหาจริง
  • รู้ว่าตรงไหนควรใช้ AI ตรงไหนไม่ควร
  • วาง workflow ให้คน + AI ทำงานร่วมกันอย่างลื่นไหล

ถ้าคุณส่งทีมงานหลักๆ เช่น

  • ฝ่ายบัญชีและการเงิน
  • ฝ่ายขายและการตลาด
  • ฝ่ายปฏิบัติการ
  • ฝ่าย HR

เข้าเรียนหลักสูตร AI พื้นฐาน + คอร์สเฉพาะทางบางวิชา แล้วออกแบบ “โครงการใช้จริง” สัก 2–3 โปรเจกต์ เช่น

  • ใช้ AI ช่วยร่างใบเสนอราคาและสรุปรายงานยอดขาย
  • ใช้ AI วิเคราะห์รีวิวลูกค้าและคอมเมนต์จากโซเชียล
  • ใช้ AI สร้างเทมเพลตประกาศรับสมัครงาน / JD

ภายใน 3–6 เดือน คุณจะเริ่มเห็นว่า “งานซ้ำๆ น่าเบื่อ” ถูกย่นเวลาเหลือแค่ 30–50% และพนักงานมีเวลาคิดงานเชิงกลยุทธ์มากขึ้น

4) สร้าง Employer Brand ว่าเป็นองค์กรที่ “ลงทุนในคน”

ตลาดแรงงานยุคนี้ คนเก่งเลือกองค์กรที่

  • มีการเทรนต่อเนื่อง
  • เปิดโอกาสให้ลองใช้เทคโนโลยีใหม่
  • เติบโตต่อได้ ไม่ใช่แค่ทำงานวนเดิมทุกปี

ถ้าคุณประกาศชัดว่า “บริษัทเราสนับสนุนให้ทุกคนเรียน AI ผ่านโครงการของกระทรวงแรงงาน + ไมโครซอฟท์” แถมช่วยผลักให้สอบประกาศนียบัตรได้จริง
คุณจะดึงดูดคนรุ่นใหม่ที่อยากขยับเข้าสาย Data/AI แต่ยังหาโอกาสไม่ได้ แถมยังช่วยลด Turnover ในระยะยาว


ถ้าคุณเป็นแรงงานหรือนิสิตจบใหม่ ควรโฟกัสทักษะอะไร

สำหรับคนทำงานรายบุคคล ผมมักแนะนำให้คิดเป็น 3 ชั้น

ชั้นที่ 1: พื้นฐาน AI สำหรับคนทำงานทุกสาย

ไม่ว่าคุณจะอยู่สายไหน อย่างน้อยควรใช้ AI เป็นในระดับ

  • ใช้ Generative AI / Copilot ช่วยร่างเอกสาร อีเมล สรุปประชุม
  • ใช้ AI ช่วยสรุปไฟล์ยาวๆ เช่น รายงาน PDF, สไลด์, ข้อมูลการประชุม
  • เข้าใจข้อจำกัดของ AI เช่น เรื่องข้อมูลผิด ความลำเอียง และความลับขององค์กร

ถ้าโครงการ AI for Workforce มีคอร์สพื้นฐานแนวนี้ในภาษาไทย แนะนำให้ “เก็บให้ครบ” เพราะเป็นทักษะที่ทุกสายงานใช้ได้จริง

ชั้นที่ 2: ทักษะ Data & Analytics สำหรับคนที่อยากโตเร็ว

สายงานที่ตลาดต้องการสูง และเงินเดือนขยับได้ไว มักเกี่ยวกับข้อมูล เช่น

  • Data Analyst
  • Business Analyst
  • Marketing Analyst

ทักษะที่ควรจับตาและหาเรียนจากคอร์สของกรมฯ + ไมโครซอฟท์ คือ

  • การใช้ Excel / Power BI ทำ Dashboard
  • การวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐาน (เช่น Trend, Correlation, Segmentation)
  • การเตรียมข้อมูล (Data Cleaning, Transformation)

ชั้นที่ 3: ทักษะ Generative AI เชิงลึก

ถ้าคุณอยากเป็นคนกลุ่ม 10–20% แรกที่ตลาดแย่งตัวจริงๆ แนะนำให้ขยับไปด้าน

  • การออกแบบ Prompt ขั้นสูง
  • การใช้ Copilot ในงานเฉพาะสาย เช่น โปรแกรมเมอร์, นักการตลาด, ฝ่ายกฎหมาย
  • เข้าใจแนวคิด API/Integration เบื้องต้น เพื่อเชื่อม AI เข้ากับระบบงาน

ข่าวดีคือ กรมพัฒนาฝีมือแรงงานกำลังทำ มาตรฐานฝีมือด้าน Generative AI นั่นแปลว่าในอนาคตคุณอาจสอบใบรับรองสายนี้ได้ในระดับ “มาตรฐานชาติ” เลย


วิธีเริ่มต้น: 90 วันแรกสำหรับ SME ที่อยากใช้ AI จริงจัง

ถ้าคุณอ่านมาถึงตรงนี้ แสดงว่าคุณสนใจมากพอ ผมขอเสนอ Roadmap ง่ายๆ 90 วัน ที่หลายบริษัทขนาดเล็กทำตามได้จริง

เดือนที่ 1: วัดจุดเริ่มต้น + เลือกทีม Pilot

  1. ลิสต์งานซ้ำๆ ที่กินเวลาทีมงานมากที่สุด
    เช่น รายงานยอดขาย, ทำใบเสนอราคา, สรุปข้อมูลลูกค้า, ทำคอนเทนต์

  2. เลือกทีม Pilot 3–5 คนจากหลายแผนก ที่เปิดรับเทคโนโลยีใหม่

  3. ลงทะเบียนให้ทีมนี้เข้าเรียนคอร์ส AI พื้นฐานของโครงการ AI for Workforce

เดือนที่ 2: ทดลองใช้ AI แก้งานจริง

  1. ตั้งเป้าโครงการเล็กๆ 2–3 เรื่อง เช่น

    • ลดเวลาทำรายงานประจำเดือนจาก 3 วัน เหลือ 1 วัน
    • ให้ฝ่ายขายใช้ AI ช่วยร่างอีเมลหาลูกค้า
    • ให้ HR ใช้ AI ช่วยจัดโครงสร้าง Job Description
  2. เก็บตัวเลขก่อน–หลังแบบง่ายๆ เช่น ชั่วโมงการทำงาน, จำนวนงานต่อคน, ความพอใจของลูกค้า/หัวหน้า

เดือนที่ 3: สร้างมาตรฐาน + ขยายผล

  1. ถ้าพบว่างานไหนใช้ AI แล้วเวิร์ก ให้เขียนเป็น Workflow มาตรฐาน
  2. ให้ทีม Pilot ช่วยเทรนเพื่อนร่วมงานคนอื่นต่อ
  3. วางแผนส่งคนกลุ่มถัดไปเข้าเรียนคอร์ส AI ระดับถัดไป เช่น Data Analytics

ทำแบบนี้ต่อเนื่อง 6–12 เดือน คุณจะเริ่มเห็นว่าองค์กรคุณ “ใช้ AI เป็นนิสัย” ไม่ใช่ใช้ตามกระแส


จุดเปลี่ยนของแรงงานไทย: จากผู้ใช้สู่ “ผู้สร้าง” ในเศรษฐกิจ AI

โครงการ AI for Workforce ไม่ได้ถูกออกแบบมาแค่ให้คนไทย “ใช้ AI คล่องขึ้น” แต่มีเป้าหมายชัดเจนที่จะผลักให้เรา

  • ขยับจากผู้บริโภคเทคโนโลยี ไปสู่ ผู้สร้างนวัตกรรมใหม่
  • มี Workforce ที่พร้อมสำหรับ เศรษฐกิจดิจิทัลและเศรษฐกิจ AI จริงๆ

สำหรับแรงงานไทยและ SME นี่คือจังหวะที่ดีมาก เพราะ

  • รัฐเริ่มขยับเรื่องนโยบายและมาตรฐานทักษะ AI อย่างจริงจัง
  • เอกชนระดับโลกอย่างไมโครซอฟท์ลงมาร่วมออกแบบหลักสูตรภาษาไทยให้
  • ตลาดแรงงานต้องการคนเก่ง AI และ Data มากกว่าที่มีอยู่ในระบบตอนนี้หลายเท่า

ถ้าคุณเป็นเจ้าของ SME หรือหัวหน้าทีม คุณจะปล่อยช่วงเวลาแบบนี้ผ่านไปเฉยๆ หรือจะใช้โอกาสนี้ “สร้างทีมรุ่นใหม่” ที่ใช้ AI เป็นเครื่องมือคู่ใจตั้งแต่วันนี้

และถ้าคุณเป็นคนทำงาน คำถามคืออีก 12 เดือนข้างหน้า คุณจะยังอยู่ในตำแหน่งเดิมที่ถูก AI แย่งงานได้ง่าย หรือจะกลายเป็น “คนที่ใช้ AI ได้ดีกว่าคนอื่น” ที่ตลาดต้องการจริงๆ

ตัวเลือกอยู่ในมือคุณแล้วตั้งแต่วันนี้