รัฐจับมือไมโครซอฟท์ปั้นแรงงาน AI 150,000 คน เปิดโอกาสทองให้ SME ไทยใช้ AI ลดต้นทุน เพิ่มสปีดงาน และสร้างทีมดิจิทัลได้ใน 90 วัน.
ประเทศไทยกำลังต้องการบุคลากรทักษะสูงกว่า 1 ล้านคนภายในปี 2572 และมีความต้องการทักษะ Generative AI สูงถึง 41% ตัวเลขนี้ไม่ได้สะท้อนแค่ตลาดแรงงานเท่านั้น แต่สะท้อนตรง ๆ ไปถึงเจ้าของกิจการและผู้ประกอบการ SME ว่า ถ้าเราไม่เริ่มใช้ AI และพัฒนาทักษะทีมงานตั้งแต่ตอนนี้ ต้นทุนโอกาสที่เสียไปจะยิ่งทวีคูณในช่วง 3–5 ปีข้างหน้า
ความร่วมมือ กระทรวงแรงงาน x ไมโครซอฟท์ ผ่านโครงการ AI for Workforce ที่ตั้งเป้าพัฒนาทักษะ AI ให้แรงงานไทย 150,000 คน จึงไม่ใช่ข่าวระดับนโยบายที่ไกลตัว แต่มันคือ “ฐานโครงสร้าง” ที่ SME ไทยสามารถอาศัยเกาะไปต่อยอดธุรกิจได้ทันที โดยไม่ต้องลงทุนสร้างระบบฝึกอบรมเองทั้งหมด
บทความนี้จะเล่าให้ฟังแบบคนทำธุรกิจคุยกัน ว่าโครงการนี้คืออะไร มีอะไรใช้ได้จริงสำหรับ SME และถ้าคุณอยากเริ่ม “ปั้นทีมให้เป็นผู้ใช้ AI ระดับทำงานได้จริง” ควรเริ่มยังไงบ้างใน 90 วันแรก
AI for Workforce คืออะไร และสำคัญกับ SME ไทยยังไง
AI for Workforce คือโครงการร่วมระหว่างกระทรวงแรงงาน (กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน) และไมโครซอฟท์ ประเทศไทย ที่ตั้งเป้าอบรมและออกประกาศนียบัตรด้าน AI ให้แรงงานไทยอย่างน้อย 150,000 คน ผ่านหลักสูตรภาษาไทยกว่า 280 หลักสูตร บนระบบ DSD Online Training
สำหรับมุมมองฝั่งธุรกิจ โครงการนี้มีความสำคัญเพราะ:
- ช่วย “ลดช่องว่างทักษะดิจิทัล” ให้แรงงานเข้าถึงความรู้ AI ได้ฟรีหรือมีต้นทุนต่ำ
- มีหลักสูตรที่ครอบคลุมตั้งแต่พื้นฐาน ไปจนถึง Data Analytics และ Generative AI
- มีใบประกาศนียบัตรที่ยืนยันทักษะ ช่วยให้บริษัทคัดเลือกบุคลากรที่พร้อมใช้งานง่ายขึ้น
ผลต่อ SME ไทยคืออะไร?
- หา “เด็กที่ใช้ AI เป็น” ง่ายขึ้น ไม่ต้องเริ่มสอนจากศูนย์ทุกคน
- ใช้โครงการของรัฐเป็น “ระบบฝึกอบรมเบื้องต้น” แล้วค่อยต่อยอดในบ้าน
- ลดต้นทุนด้านเทรนนิ่ง เพราะบางส่วนใช้สิทธิ พ.ร.บ.ส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงานมาหักลดหย่อนได้
พูดตรง ๆ คือ ประเทศกำลัง “ติดอาวุธ AI ให้แรงงาน” แต่ SME ที่จะได้ประโยชน์จริง คือต้องเตรียมรับลูกให้เป็นด้วย
ภาพใหญ่: เศรษฐกิจ AI, Workforce 5.0 และโอกาสของธุรกิจเล็ก
หน่วยงานรัฐประเมินว่า ปี 2568–2572 ประเทศไทยต้องการบุคลากรทักษะสูงกว่า 1,087,548 คน ใน 4 กลุ่มหลัก เช่น การบินและโลจิสติกส์ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ดิจิทัล และยานยนต์สมัยใหม่ โดยเฉพาะสายดิจิทัลมีความต้องการทักษะเหล่านี้สูงมาก:
- Data Analytics
- Software Development Process
- Artificial Intelligence / Generative AI
นี่คือแกนหลักของสิ่งที่เรียกว่า เศรษฐกิจ AI และเป็นส่วนหนึ่งของภาพใหญ่ Workforce 5.0 ที่มนุษย์และ AI ทำงานร่วมกัน ไม่ใช่เอา AI มาแทนคน แต่ใช้ AI มาช่วยให้ “คน 1 คน ทำงานได้เท่าทีมเล็ก ๆ”
สำหรับ SME นี่คือโอกาสตรงมาก เพราะ:
- องค์กรใหญ่กำลังแย่งตัวคนเก่งด้านดิจิทัล ค่าตัวสูง SME สู้ยาก
- แต่ SME สามารถสร้าง “ทีมเล็ก + AI” ที่ทำงานเร็วไม่แพ้ทีมใหญ่ ถ้าเซ็ตระบบและฝึกทีมถูกทิศ
ผมมองว่าเกมนี้ไม่ได้วัดกันที่จำนวนคน แต่วัดกันที่ “ความสามารถในการใช้ AI ทำงานจริง” ใครเริ่มก่อน ย่อมได้เปรียบทั้งด้านต้นทุน ความเร็ว และคุณภาพการบริการลูกค้า
ข้างในโครงการมีอะไรบ้าง และ SME ใช้ประโยชน์ยังไงได้บ้าง
ในมุมเอกชน หลายคนคิดว่าโครงการรัฐมักเป็นเรื่องของข้าราชการหรือแรงงานไทยทั่วไป แต่ในกรณี AI for Workforce ถ้าเลือกใช้ดี ๆ ธุรกิจ SME ได้ประโยชน์ชัดเจนจากหลายส่วน
1) หลักสูตรพื้นฐาน AI ภาษาไทยกว่า 280 หลักสูตร
กรมพัฒนาฝีมือแรงงานจับมือไมโครซอฟท์ออกหลักสูตร AI ภาษาไทยบนระบบออนไลน์ ครอบคลุมตั้งแต่ผู้เริ่มต้นจนถึงระดับใช้งานจริง เช่น:
- ความเข้าใจพื้นฐาน AI และ Generative AI
- การใช้
Copilotและเครื่องมือ AI ในงานสำนักงาน - การจัดการข้อมูลเบื้องต้นเพื่อใช้กับ AI
SME ควรใช้ยังไง
- เลือก 3–5 หลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับงานจริงในบริษัท เช่น งานเอกสาร งานขาย งานบริการลูกค้า
- กำหนดเป็น “หลักสูตรบังคับ” สำหรับพนักงานใหม่หรือทีม Back Office
- ให้พนักงานสอบผ่านแล้วเอาใบประกาศมาเป็นส่วนหนึ่งของ KPI หรือเส้นทางเลื่อนตำแหน่ง
2) การอบรมเชิงลึก Data Analytics และสาย Developer
สำหรับคนที่อยากขยับจากผู้ใช้ทั่วไปไปสู่สายเทคนิคมากขึ้น โครงการมีอบรมด้าน Data Analytics และการพัฒนาซอฟต์แวร์ ซึ่งเชื่อมโยงกับ AI
ตัวอย่างประโยชน์สำหรับ SME:
- ร้านค้าออนไลน์อาจให้เจ้าหน้าที่วิเคราะห์ยอดขาย เรียน Data Analytics แล้วกลับมาใช้ดูพฤติกรรมลูกค้า
- โรงงานขนาดกลางส่งวิศวกรหรือหัวหน้างานผลิตไปเรียน เพื่อนำข้อมูลจากเครื่องจักรและระบบ ERP มาวิเคราะห์
ถ้า SME ไม่มี Data Team เลย ผมแนะนำให้เริ่มจากเลือก “1 คนในองค์กร” ที่สนใจสายนี้จริง ๆ แล้วส่งไปเรียนอย่างจริงจัง จากนั้นวางบทบาทให้เป็น Mini Data Champion ของบริษัท
3) Upskill ผู้บริหารและผู้กำหนดนโยบาย
ในโครงการนี้มีการเสริมทักษะให้ผู้บริหารและผู้กำหนดนโยบายของกรมฯ เอง เพื่อให้เข้าใจภาพใหญ่ของการเปลี่ยนผ่านด้าน AI
ในมุม SME บทเรียนสำคัญคือ:
ถ้าผู้บริหารไม่เข้าใจศักยภาพของ AI โครงการ AI ภายในองค์กรจะกลายเป็นแค่ของเล่น ทดลองแล้วก็จบ
เจ้าของกิจการหรือผู้บริหาร SME ควรอย่างน้อย:
- เข้าใจกรณีใช้ AI แบบพื้นฐานในธุรกิจตัวเอง (sales, marketing, operation, finance)
- ตั้งโจทย์ให้ทีมงานชัด เช่น “ปีหน้าเอกสารภายใน 70% ต้องใช้ AI ช่วยจัดทำ” แทนที่จะบอกแค่ว่า “ให้ลองใช้ AI ดู”
4) รองรับแรงงานว่างงานหรือเสี่ยงถูกเลิกจ้าง
โครงการตั้งใจช่วยกลุ่มแรงงานที่กำลังว่างงานหรือมีความเสี่ยงให้ได้ทักษะใหม่ด้าน AI ซึ่งที่จริงแล้ว SME สามารถใช้เป็น “แหล่งสรรหาคนที่มีพื้นฐาน AI แล้ว” ได้เหมือนกัน
ไอเดียสำหรับ SME:
- จัดประกาศรับสมัครที่ระบุชัดว่า “ยินดีรับผู้ผ่านหลักสูตร AI for Workforce / DSD Online Training”
- สัมภาษณ์โดยให้ผู้สมัครโชว์ตัวอย่างงานที่ทำด้วย AI เช่น เอกสาร, แผนการตลาด, รายงานสรุปข้อมูล
พูดง่าย ๆ คือ ปล่อยให้รัฐเป็นคนช่วย “อัปสกิลเบื้องต้น” แล้ว SME ค่อยเลือกคนที่เหมาะกับธุรกิจไปต่อยอดอีกที
จากแรงงานสู่ผู้สร้าง: ทำไมทักษะ Generative AI ถึงสำคัญขนาดนี้
หนึ่งในตัวเลขที่น่าสนใจที่สุดจากผลสำรวจของ สอวช. คือ ความต้องการทักษะ Generative AI สูงถึง 41% ในกลุ่มงานดิจิทัล ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางของไมโครซอฟท์เองที่ผลักดัน Copilot และเครื่องมือ AI ทั่วทั้งผลิตภัณฑ์
เหตุผลที่ Generative AI สำคัญมากสำหรับ SME:
-
ลดเวลางานซ้ำ ๆ ได้ทันที
ไม่ว่าจะเป็นการร่างอีเมล ข้อเสนอ แคปชันโซเชียล รายงานสรุป หรือเอกสารภายใน AI ทำให้คนหนึ่งคนทำงานด้านเอกสารได้เร็วขึ้นหลายเท่า -
ต่อยอดงานครีเอทีฟแม้ไม่มีทีมใหญ่
แบรนด์เล็ก ๆ สามารถให้ AI ช่วยคิดไอเดียคอนเทนต์ วางโครงแคมเปญ หรือออกแบบโครงสคริปต์วิดีโอ ก่อนให้คนปรับแต่งให้เข้ากับเอกลักษณ์แบรนด์ -
เป็น “ภาษากลาง” ระหว่างคนธุรกิจกับเทคโนโลยี
คนที่ไม่รู้โค้ดก็เริ่มสร้าง Automation ง่าย ๆ ผ่านคำสั่งภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษได้ ทำให้หลายอย่างที่เคยต้องรอ IT ทำ กลายเป็นทีมธุรกิจทำเองได้เร็วขึ้น
คำว่าปั้นแรงงานไทยจากผู้ใช้งานเป็น “ผู้สร้าง” จึงไม่เกินจริง ถ้าคนทำงานใช้ Generative AI เป็น เขาจะไม่แค่ใช้ตามคำสั่ง แต่จะเริ่ม “ออกแบบวิธีทำงานใหม่” ที่ไม่ติดกรอบเดิม
แผน 90 วัน: SME จะเริ่มใช้โครงการนี้ขับเคลื่อนธุรกิจอย่างไร
มาถึงส่วนที่เจ้าของกิจการและผู้จัดการหลายคนถามบ่อย: “แล้วต้องเริ่มตรงไหนก่อน?” ผมขอเสนอเป็นแผน 90 วัน ที่เน้นทำได้จริงในบริษัทไทยส่วนใหญ่
ขั้นที่ 1: นิยามเป้าหมาย AI ขององค์กร (สัปดาห์ที่ 1–2)
ตอบให้ชัดแค่ 3 ข้อนี้ก่อน:
- ใน 1 ปีข้างหน้า อยากให้ AI ลดงานอะไรลงกี่เปอร์เซ็นต์ (เช่น งานเอกสาร, งานลูกค้าสัมพันธ์, งานรายงาน)
- แผนกไหนจะเป็น “Pilot Team” ใช้ AI ก่อนใคร (เช่น ฝ่ายขาย ฝ่ายบุคคล ฝ่ายบัญชี)
- จะวัดผลยังไง เช่น เวลาที่ใช้ทำงานหนึ่งชิ้นลดลงเท่าไหร่ หรือรายได้/ลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้นจากแคมเปญที่มี AI ช่วย
ขั้นที่ 2: เลือกหลักสูตรจาก AI for Workforce (สัปดาห์ที่ 3–4)
- ให้หัวหน้าแต่ละแผนกเลือกคน 2–3 คนเป็น AI Champion ของทีม
- ให้ Champion เหล่านี้ลงทะเบียนเรียนหลักสูตรพื้นฐาน AI และ Generative AI ภาษาไทย จาก DSD Online Training
- วางเดดไลน์ให้เรียนจบและส่งใบประกาศภายใน 30 วัน
ระหว่างนี้ ผู้บริหารควรลองใช้ AI ด้วยตัวเองไปพร้อมกัน เพื่อเข้าใจข้อจำกัดและศักยภาพจริง ไม่ใช่ได้ยินแต่จากทีมงาน
ขั้นที่ 3: ทดลองใช้กับงานจริง (สัปดาห์ที่ 5–8)
ให้แต่ละทีมเลือก “งานจริง 1–2 อย่าง” ที่จะใช้ AI ช่วยเป็นกิจวัตร เช่น:
- ฝ่ายขาย: ให้ AI ช่วยร่างอีเมลเสนอขาย ลูกค้าแต่ละกลุ่ม
- การตลาด: ให้ AI ช่วยคิดโครงคอนเทนต์รายสัปดาห์
- HR: ให้ AI ช่วยสรุปเรซูเม่ผู้สมัคร หรือร่าง JD เบื้องต้น
กติกาสำคัญคือ:
- ทุกงานที่ใช้ AI ต้องมี “คนตรวจและรับผิดชอบขั้นสุดท้าย” เสมอ
- ให้ทีมบันทึกตัวอย่างก่อน–หลังใช้ AI เพื่อเทียบเวลาและคุณภาพ
ขั้นที่ 4: สรุปผล ปรับกระบวนการ และวางมาตรฐาน (สัปดาห์ที่ 9–12)
เมื่อทดลองครบ 1–2 เดือน:
- ประชุมสรุปผลว่า งานไหนเหมาะกับ AI, งานไหนยังไม่คุ้ม
- เขียนเป็น Standard Operating Procedure (SOP) เช่น วิธีใช้ AI ทำเอกสาร, วิธีใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้น
- ขยายจากทีม Pilot ไปสู่ทีมอื่น โดยใช้ Champion ทีมแรกเป็นคนสอนต่อ
ถ้าทำถึงจุดนี้ได้ บริษัทจะเริ่มเห็นผลเชิงตัวเลข เช่น เวลาในการเตรียมเอกสารลดลง 30–50% งานคอนเทนต์ผลิตได้มากขึ้นเท่าตัว โดยไม่ต้องเพิ่มคน
ข้อควรระวังและมุมที่ต้องคิดให้ครบเมื่อใช้ AI ในธุรกิจ
AI มีพลังมาก แต่ก็มีความเสี่ยงถ้าใช้แบบไม่วางระบบ โดยเฉพาะในบริบท SME ไทยที่หลายครั้งไม่มีทีม IT คอยดูแลใกล้ชิด
สิ่งที่ไม่ควรมองข้าม:
-
ข้อมูลลูกค้าและข้อมูลภายใน
อย่าป้อนข้อมูลส่วนบุคคลหรือข้อมูลลับทั้งดิบ ๆ ให้ AI โดยไม่มีแนวทางชัดเจน ควรมีคู่มือภายในว่าข้อมูลระดับไหนอนุญาตให้ใช้กับ AI ได้ -
คุณภาพคำตอบ AI
AI สามารถตอบผิด แต่เขียนให้ดูน่าเชื่อมากได้เสมอ ต้องกำหนดว่าใครเป็นคนตรวจ และอะไรคือเกณฑ์ผ่าน/ไม่ผ่าน -
การพึ่งพาเครื่องมือรายเดียวมากเกินไป
ใช้ไมโครซอฟท์ก็สะดวกในเชิง Ecosystem แต่ควรออกแบบแนวทางการทำงานให้ยืดหยุ่นพอสมควร เผื่ออนาคตต้องเชื่อมต่อระบบอื่น
อย่างไรก็ตาม ถ้าเปรียบเทียบกันแล้ว ความเสี่ยงจากการ “ไม่ใช้ AI เลย” มักใหญ่กว่าความเสี่ยงจากการเริ่มใช้แบบมีสติและวางแผน เพราะคู่แข่งจำนวนหนึ่งกำลังเร่งสปีดเรื่องนี้อย่างจริงจัง
โอกาสของ SME ไทยในยุคที่รัฐเร่งปั้นแรงงาน AI
โครงการ AI for Workforce คือ “สัญญาณชัด ๆ” ว่าประเทศไทยกำลังเดินหน้าไปสู่เป้าหมายฝึกคนไทยด้าน AI กว่า 10 ล้านคนภายในปี 2570
สำหรับ SME นี่ไม่ใช่เวลารอดูทิศทาง แต่เป็นเวลาที่ควร:
- เข้าไปใช้ประโยชน์จากหลักสูตรและใบประกาศที่รัฐและไมโครซอฟท์จัดให้
- วางแผนสร้างทีมเล็ก ๆ ที่ใช้ AI เป็น ในทุกแผนกหลักของธุรกิจ
- ออกแบบกระบวนการทำงานใหม่ ที่ให้คนและ AI ทำงานคู่กันอย่างมีระบบ
ถ้าคุณเริ่มตั้งแต่ปลายปี 2568–ต้นปี 2569 ภายในสิ้นปีหน้า ธุรกิจจะอยู่ในจุดที่ “ใช้ AI เป็นเรื่องปกติในงานประจำ” แทนที่จะเป็นโครงการทดลองเฉพาะกิจ แล้วจากจุดนั้น คุณจะเริ่มเห็นโอกาสใหม่ ๆ ที่คู่แข่งที่ยังไม่เริ่ม มองไม่เห็นเลยด้วยซ้ำ
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่า “AI จะมาแทนงานไหม” แต่คือ วันนี้ธุรกิจของคุณกำลังใช้โอกาสจากโครงการพัฒนาทักษะ AI ของประเทศได้เต็มที่หรือยัง?