TikTok Shop แซง Lazada: สัญญาณใหม่ที่ค้าปลีกไทยต้องอ่านให้ขาด

AI สำหรับธุรกิจค้าปลีกไทย: ยกระดับประสบการณ์ลูกค้าBy 3L3C

TikTok Shop ขึ้นแท่นแพลตฟอร์มช็อปอันดับ 2 ของไทย ร้านค้าปลีกควรอ่านอินไซต์นี้อย่างไร และใช้ AI ปรับราคา สต็อก รีวิว และประสบการณ์ลูกค้าแบบไหน

TikTok Shopอีคอมเมิร์ซไทยAI สำหรับค้าปลีกDynamic Pricingระบบแนะนำสินค้าบริหารสต็อกอัจฉริยะChatbot ภาษาไทย
Share:

ทำไม TikTok Shop แซง Lazada ถึงสำคัญกับค้าปลีกไทย

ตัวเลขล่าสุดจาก Milieu Insight บอกว่า 71% ของคนไทยเคยซื้อของผ่าน TikTok Shop ใน 6 เดือนที่ผ่านมา มากกว่า Lazada ที่ 66% และตามหลัง Shopee แค่ไม่กี่ก้าว นี่ไม่ใช่แค่ศึกแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ แต่เป็นสัญญาณชัด ๆ ว่าพฤติกรรมนักช้อปไทยกำลังเปลี่ยนเร็วมาก

สำหรับเจ้าของธุรกิจค้าปลีกไทย โดยเฉพาะคนที่กำลังสนใจ AI สำหรับค้าปลีก เรื่องนี้กระทบตรง ๆ กับคำถามใหญ่ 3 ข้อ:

  • คุณจะจับลูกค้าให้อยู่ ทั้งบน Shopee, Lazada และ TikTok Shop ได้อย่างไร
  • คุณจะใช้ AI ช่วยบริหารสต็อก การตั้งราคา และรีวิว บนหลายแพลตฟอร์มพร้อมกันได้ไหม
  • คุณจะออกแบบประสบการณ์ลูกค้าแบบใหม่ ที่ตอบโจทย์ทั้งนักล่าดีลและสายคุ้ม ได้อย่างไร

บทความนี้จะสรุปอินไซต์จากงานวิจัย แล้วต่อยอดให้กลายเป็น กลยุทธ์ + ตัวอย่างการใช้ AI แบบลงมือทำได้จริง สำหรับค้าปลีกไทยในช่วงปลายปี 2568 ที่การแข่งขันเดือดที่สุดรอบหลายปี


ภาพรวมศึกอีคอมเมิร์ซไทย: จากสงครามราคาสู่สงครามความเชื่อมั่น

ตลาดอีคอมเมิร์ซไทยตอนนี้ขับเคลื่อนด้วย 3 แพลตฟอร์มหลัก:

  • Shopee – 89% ของผู้ตอบเคยซื้อใน 6 เดือนที่ผ่านมา
  • TikTok Shop – 71%
  • Lazada – 66%

ตัวเลข 71% ของ TikTok Shop น่าจับตาเป็นพิเศษ เพราะเพิ่งเข้าตลาดไทยไม่นาน แต่มีฐานผู้ใช้ TikTok มากกว่า 57 ล้านบัญชีหนุนอยู่เบื้องหลัง พูดง่าย ๆ คือ เขาไม่ได้เริ่มจากศูนย์ แต่เริ่มจากแพลตฟอร์มความบันเทิงที่คนไทยใช้ทุกวันอยู่แล้ว

พฤติกรรมผู้บริโภค: ออนไลน์คือ “ช่องทางพื้นฐาน” ไม่ใช่ทางเลือก

จากผลสำรวจเดียวกัน 87% ของคนไทยซื้อของออนไลน์เป็นประจำทุกสัปดาห์หรือทุกเดือน ตอนนี้การเข้าแอปอีคอมเมิร์ซหรือ TikTok Shop เป็นกิจวัตร ไม่ต่างจากการเปิดไลน์หรือเฟซบุ๊ก

นี่หมายความว่า:

  • ลูกค้าของคุณ เริ่มการซื้อจากออนไลน์แทบทุกครั้ง แม้จะจบที่หน้าร้านก็ตาม
  • คนไม่ได้เปิดแอปแค่ตอนอยากซื้อของ แต่เปิด เพื่อดูรีวิว ค้นหา เปรียบเทียบ และเก็บไอเดีย ตลอดวัน

ร้านที่ยังคิดว่า “ออนไลน์เป็นแค่ช่องทางเสริม” มักตามหลังคู่แข่งที่ใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลหลายช่องทาง ไปไกลแล้ว ทั้งในเรื่องการคาดการณ์ความต้องการ และการจัดโปรโมชั่นแบบแม่นยำเป็นกลุ่มย่อย


ลูกค้าไทยไม่ใช่แค่ “สายล่าโปร” อีกต่อไป

คำตอบยอดฮิตเวลาถามว่าทำไมคนถึงซื้อของออนไลน์คือ “ถูก + ส่งฟรี” ยังจริงอยู่ แต่ไม่ใช่คำตอบทั้งหมดอีกแล้ว

จากผลสำรวจ:

  • 73% เลือกซื้อเพราะส่วนลดและค่าจัดส่งถูก
  • 45% ให้ความสำคัญกับความหลากหลายของสินค้า
  • 39% สนใจรีวิวที่เชื่อถือได้
  • 84% ยอมจ่ายเพิ่มเพื่อการจัดส่งที่น่าไว้วางใจ
  • 45% เคยเปลี่ยนแพลตฟอร์มเพราะรู้สึกว่าไม่ยุติธรรม

สองกลุ่มลูกค้าหลัก ที่ค้าปลีกต้องเข้าใจ

  1. นักล่าดีล (Bargain Seekers)
    ชอบแฟลชดีล โค้ดส่วนลด คูปองวูบวาบ ค่าจัดส่งถูก หรือมี Subsidy จากแพลตฟอร์ม

  2. นักช้อปสายคุ้ม (Value Optimizers)
    ดูรีวิวละเอียด ดูคะแนนร้าน ดูเคลม ดูบริการหลังการขาย ยอมจ่ายเพิ่มเล็กน้อยเพื่อได้ความสบายใจและคุณภาพ

ในความเป็นจริง ลูกค้าคนเดียวกันอาจสลับโหมดได้ เช่น ปกติเป็นสายคุ้ม แต่ช่วงแคมเปญ 12.12 กลายเป็นสายล่าโปรเต็มตัว

AI ช่วยอะไรได้ในยุค “ออกแบบความคุ้มค่า”

นี่คือจุดที่ AI สำหรับค้าปลีกเริ่มเปล่งพลังอย่างชัดเจน:

  • Dynamic Pricing แบบยืดหยุ่นตามกลุ่มลูกค้า
    ใช้โมเดล AI วิเคราะห์ประวัติการซื้อ พฤติกรรมการเข้าชม และความอ่อนไหวต่อราคา แล้วเสนอราคา/คูปอง/ส่วนลดที่ต่างกันระหว่างสายล่าดีลกับสายคุ้ม

  • ระบบแนะนำสินค้า (Recommendation) ที่คำนึงถึง “ความเสี่ยง”
    ลูกค้าสายคุ้มมักกังวลเรื่องคุณภาพ AI สามารถดันสินค้าที่รีวิวดี คะแนนสูง เคลมต่ำ ขึ้นมาข้างบน โดยยังคุมมาร์จิ้นของร้านค้าไปพร้อมกัน

  • จัดการรีวิวด้วย AI
    ใช้ Natural Language Processing (NLP) อ่านรีวิวจำนวนมาก แยกระหว่างรีวิวจริง/รีวิวปั่น ดึงประเด็นปัญหาหลักออกมา แล้วส่งให้ทีมบริการลูกค้าปรับปรุงกระบวนการได้เร็ว

ร้านที่ใช้ AI ช่วย “อ่าน” ความคุ้มค่าตามมุมมองของลูกค้าแต่ละกลุ่ม จะออกแบบโปรโมชันและประสบการณ์ที่ตรงใจได้ไวกว่าใช้สัญชาตญาณล้วน ๆ มาก


5 สิ่งที่ลูกค้าไทยคาดหวัง และวิธีใช้ AI ยกระดับประสบการณ์

ผลวิจัยของ Milieu Insight สรุปชัดว่า ลูกค้าไทยต้องการอะไรจากแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซและร้านค้า เราสามารถเอามาแปลงเป็นแผนงาน + ไอเดีย AI ได้แบบตรงจุด

1) การจัดส่งตรงเวลา ไว้ใจได้

ลูกค้าส่วนใหญ่เคยเจอปัญหาส่งช้า ของหาย หรือไม่มาตามที่แจ้ง ทุกวันนี้ลูกค้าไม่สนชื่อบริษัทขนส่งเท่าไร แต่สนใจว่า ของจะถึงเมื่อไหร่ และจะถึงแบบสภาพดีหรือเปล่า

AI ทำอะไรได้บ้าง:

  • Forecast ระยะเวลาจัดส่งจริง ตามพื้นที่ ปริมาณงานของขนส่ง สภาพอากาศ และช่วงแคมเปญ แล้วโชว์ ETA ที่แม่นขึ้นกว่าค่าเฉลี่ยหยาบ ๆ
  • Smart Routing เลือกช่องทางขนส่งที่เหมาะสมอัตโนมัติ เช่น สินค้าบอบบางใช้เจ้า A สินค้าด่วนมากใช้เจ้า B
  • แจ้งเตือนเชิงรุก (Proactive Notification) ใช้โมเดลทำนายความล่าช้า ถ้าเข้าโหมดเสี่ยง ดีดข้อความแจ้งลูกค้าทันที พร้อมให้ตัวเลือก เช่น เปลี่ยนที่อยู่/เปลี่ยนเวลา/ยกเลิก

2) ไม่มีค่าบริการแฝง โปร่งใสตั้งแต่หน้าแรก

ลูกค้าจำนวนมากจะยกเลิกทันทีที่เจอค่าธรรมเนียม หรือค่าจัดส่งที่โผล่มาเอาช่วงท้ายของการเช็กเอาต์

AI ช่วยให้แฟร์ได้ยังไง:

  • วิเคราะห์ พฤติกรรมการทิ้งตะกร้า (Cart Abandonment) ว่าเกิดช่วงไหนของฟันเนล และเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายอะไร
  • สร้าง โมเดลจำลองราคา ว่า ถ้าปรับโครงสร้างค่าใช้จ่ายให้โปร่งใสขึ้น แต่เฉลี่ยต้นทุนกับกลุ่มลูกค้าอื่น จะกระทบกำไรเท่าไหร่ แล้วหา sweet spot ที่ลูกค้าแฮปปี้ ร้านยังอยู่ได้

3) นโยบายคืนสินค้า ยุติธรรมและชัดเจน

45% ของผู้บริโภคเคยเปลี่ยนแพลตฟอร์มเพราะ “รู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม” เรื่องคืนสินค้าเป็นจุดอ่อนไหวที่สุดจุดหนึ่ง โดยเฉพาะในหมวดแฟชั่น อิเล็กทรอนิกส์ และของใช้ในบ้าน

แนวทางใช้ AI:

  • สร้าง Self-service Returns ที่ลูกค้ากดคืนได้เองในไม่กี่คลิก โดยใช้ AI ช่วยจัดหมวดหมู่เหตุผลคืนสินค้า และแนะนำขั้นตอนอัตโนมัติ
  • วิเคราะห์เหตุผลการคืนสินค้าแบบละเอียด เพื่อลด “Root Cause” เช่น ปัญหาขนาดไม่ตรง, สีผิดจากรูป, แพ็กไม่ดี จนของเสียหาย
  • ให้ Chatbot ภาษาไทยช่วยอธิบายเงื่อนไขคืนสินค้าด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย แทนการโยน Terms & Conditions ยาว ๆ ให้ลูกค้าอ่านเอง

4) เทคโนโลยีใหม่ระหว่างการซื้อ – จ่าย – คืน

ลูกค้าไทยเริ่มคุ้นกับฟีเจอร์อย่าง Buy Now, Pay Later, One-click Checkout, Livestream Commerce พอเห็นที่ไหนสะดวกกว่า ก็พร้อมย้ายทันที

ตัวอย่างการประยุกต์ AI:

  • ประเมินความเสี่ยง BNPL ด้วยโมเดลเครดิตสเการิงแบบเรียลไทม์ ลด NPL แต่ยังให้ลูกค้าที่ดีใช้วงเงินได้ง่าย
  • One-click Checkout อัจฉริยะ แนะนำช่องทางชำระเงินที่ลูกค้าใช้บ่อย + คำนวณโปรโมชันที่คุ้มสุดให้โดยอัตโนมัติ
  • จัดการไลฟ์ขายของด้วย AI: วิเคราะห์คอมเมนต์ระหว่างไลฟ์, ดึงคำถามซ้ำ ๆ มาให้แอดมินตอบ, แนะนำสินค้าที่โผล่ในคอมเมนต์ให้ดันขึ้นจอทันที

5) ดันร้านที่บริการดี ไม่ใช่แค่ขายดี

ลูกค้าครึ่งหนึ่งเลี่ยงร้านที่ไม่มีรีวิว เพราะรู้สึกเสี่ยง หน้าแพลตฟอร์มที่โชว์แต่ร้านยอดขายสูงแต่รีวิวปานกลาง อาจไม่ตอบโจทย์ลูกค้าสายคุ้มเท่าไร

AI ช่วยจัดระเบียบตรงนี้ได้:

  • สร้าง Quality Score ของร้าน โดยรวมปัจจัยหลายอย่าง เช่น คะแนนรีวิว, ความเร็วตอบแชต, อัตราการยกเลิก, เคสข้อร้องเรียน แล้วใช้คะแนนนี้ช่วยจัดอันดับร้าน
  • ดันร้านใหม่ที่บริการดีแต่ยอดขายยังไม่มาก ให้มีโอกาสถูกค้นเจอ เพิ่มความหลากหลายของคู่ค้า และประสบการณ์ที่ดีให้ลูกค้า

TikTok Shop, Shopee, Lazada: กลยุทธ์ AI สำหรับร้านที่ขายหลายแพลตฟอร์ม

ข้อเท็จจริงที่ผู้ประกอบการควรยอมรับคือ ลูกค้ากระจายตัวอยู่หลายแพลตฟอร์ม และช้อปสลับไปมาได้ตลอดเวลา การฝากชีวิตไว้กับแพลตฟอร์มใดแพลตฟอร์มเดียวเสี่ยงเกินไปแล้วในปี 2568

นี่คือแนวทางใช้ AI ให้คุ้มในโลก Multi-platform:

1) รวมข้อมูลทุกช่องทางให้เป็นภาพเดียว

ต่อให้คุณขายทั้ง Shopee, Lazada, TikTok Shop, Line Shopping, และหน้าร้าน สิ่งที่ต้องมีคือ ฐานข้อมูลลูกค้าและออเดอร์กลาง ที่ AI เข้ามาวิเคราะห์ได้

  • ดึงข้อมูลยอดขาย คลังสินค้า โปรโมชัน และรีวิวจากทุกแพลตฟอร์มมารวมกัน
  • ใช้ AI ทำ Customer 360 มองเห็นว่าลูกค้าคนเดียวกันซื้ออะไร จากช่องทางไหนบ่อย ราคาเฉลี่ยเท่าไหร่ แพ้ดีลแบบไหน

2) วางสต็อกอย่างฉลาด ด้วยการคาดการณ์อุปสงค์

TikTok Shop มีจังหวะยอดพุ่งตาม “เทรนด์จากคลิปไวรัล” ในขณะที่ Shopee/Lazada มักพีคช่วงแคมเปญใหญ่ ถ้าคุณยังสั่งของจากความรู้สึก โอกาสตันสต็อกหรือสต็อกจมสูงมาก

  • ใช้โมเดล Demand Forecasting ที่แยกคาดการณ์ตามแพลตฟอร์ม สินค้า และช่วงเวลา
  • ปรับออเดอร์จากซัพพลายเออร์ตามผลลัพธ์ ไม่ใช่ตาม “เดาว่าน่าจะขายดี”
  • ถ้าสินค้าเริ่มเทรนด์บน TikTok ให้ใช้ AI แจ้งเตือนว่า SKU ไหนต้องรีบเติมก่อนขาดตลาด

3) ใช้ Chatbot ภาษาไทยเป็นด่านหน้าเดียวของทุกช่องทาง

ลูกค้าอาจทักคุณจากแชตของทุกแพลตฟอร์มในเวลาเดียวกัน การตอบเองทั้งหมดแทบเป็นไปไม่ได้ โดยเฉพาะ SME ที่มีทีมเล็ก

  • สร้าง Chatbot ภาษาไทย ที่เชื่อมกับทุกช่องทางข้อความ ตอบคำถามพื้นฐาน เช่น สอบถามสต็อก สถานะจัดส่ง วิธีคืนสินค้า
  • ให้ AI ดึงข้อมูลออเดอร์จากระบบกลาง ตอบแบบ Personalize ได้ว่า “คุณ A สั่งเลขที่… ตอนนี้อยู่ที่ศูนย์กระจายสินค้าบางนา คาดว่าถึง 09/12/2568 ช่วงบ่าย”
  • ปล่อยให้ทีมจริงโฟกัสกับลูกค้าที่มีเคสซับซ้อน หรือเคสที่มีโอกาสอัปเซลล์

ถ้าคุณคือค้าปลีกไทยวันนี้ ควรเริ่มจากตรงไหน

ผมมองแบบตรงไปตรงมาเลยว่า ร้านที่มอง TikTok Shop เป็นแค่ช่องทางไลฟ์ขายของเพิ่มอีกช่อง จะเสียโอกาสใหญ่ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือโครงสร้างอีคอมเมิร์ซไทยกำลังขยับทั้งระบบ ทั้งเรื่องแพลตฟอร์ม พฤติกรรมลูกค้า และมาตรฐานประสบการณ์ที่ลูกค้าคาดหวัง

สามก้าวที่ผมแนะนำให้เริ่มทันที:

  1. เช็กพอร์ตช่องทางของคุณ
    ตอนนี้ยอดขายคุณมาจากที่ไหนบ้าง สัดส่วน Shopee / Lazada / TikTok Shop / อื่น ๆ เท่าไหร่ แล้วคุณมีกลยุทธ์ต่างกันตามแพลตฟอร์มหรือยัง

  2. รวมข้อมูล และเริ่มใช้ AI ในจุดที่ “เจ็บสุด” ก่อน

    • ถ้าส่งช้า โดนด่าเรื่องขนส่ง: เริ่มจาก AI ทำนายจัดส่งและแจ้งเตือน
    • ถ้าคนถามเยอะ ตอบไม่ทัน: เริ่มจาก Chatbot ภาษาไทย
    • ถ้าสต็อกพลาดบ่อย: เริ่มจาก Demand Forecasting และระบบจัดสต็อกอัจฉริยะ
  3. ออกแบบประสบการณ์ลูกค้าด้วยมุมมองสายคุ้ม ไม่ใช่สายลดราคาอย่างเดียว
    ดูทั้งรีวิว ความโปร่งใส นโยบายคืนสินค้า และบริการหลังการขาย แล้วให้ AI ช่วยคุณวัดผลอย่างเป็นตัวเลข

การแข่งขันของอีคอมเมิร์ซไทยจากนี้จะไม่ใช่แค่ใครแจกโค้ดเยอะกว่า แต่เป็นเรื่องว่า ใครสร้างความเชื่อมั่นได้ยั่งยืนกว่า และใครใช้ข้อมูลกับ AI แปลงอินไซต์เป็นประสบการณ์จริงได้เร็วกว่า

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า “TikTok Shop จะแซง Lazada หรือเปล่า” แต่อยู่ที่ว่า ร้านของคุณพร้อมแค่ไหนที่จะขายได้ดีบนทุกแพลตฟอร์ม พร้อมกับใช้ AI ยกระดับประสบการณ์ลูกค้าแบบที่คู่แข่งตามไม่ทัน