Shopee เดินเกมส่งไว 1 ชั่วโมง ขยาย SPayLater และปล่อยฟีเจอร์ AI ชุดใหญ่ ร้านค้าปลีกไทยจะเอาแนวคิดเหล่านี้ไปใช้เพิ่มยอดขายและประสบการณ์ลูกค้าได้ยังไง
Shopee, AI และสงครามส่งด่วน: สัญญาณใหญ่ของค้าปลีกไทย
เศรษฐกิจดิจิทัลไทยคาดว่าจะมีมูลค่าประมาณ 65,000 ล้านเหรียญภายในปี 2026 และกว่า 53% มาจากอีคอมเมิร์ซ ตัวเลขนี้ไม่ได้บอกแค่ว่าคนไทยซื้อของออนไลน์เยอะ แต่มันบอกด้วยว่า ใครปรับตัวทัน ก็จะได้ลูกค้าไปทั้งออนไลน์และหน้าร้าน
Shopee เพิ่งประกาศ 3 เรื่องใหญ่ในงาน Shopee Summit Together We Grow 2025 คือ
- ส่งไวใน 1 ชั่วโมง
- ขยาย SPayLater ไปใช้ได้ที่หน้าร้านออฟไลน์
- ปล่อยชุดฟีเจอร์ AI สำหรับผู้ขายแบบจัดเต็ม
นี่ไม่ใช่แค่ข่าวแพลตฟอร์ม แต่คือ “สัญญาณ” ว่าธุรกิจค้าปลีกไทยทุกระดับ ตั้งแต่แบรนด์ใหญ่จนถึงร้านเล็กหน้าโครงการ ต้องคิดเรื่อง AI, ความเร็วในการส่ง และประสบการณ์ลูกค้าแบบผสมออนไลน์–ออฟไลน์ (O2O) อย่างจริงจัง
บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของซีรีส์ “AI สำหรับธุรกิจค้าปลีกไทย: ยกระดับประสบการณ์ลูกค้า” ผมจะชวนดูว่า Shopee กำลังทำอะไรอยู่เบื้องหลัง และร้านค้าปลีกไทยจะเอาไอเดียเหล่านี้ไปใช้ในธุรกิจตัวเองได้ยังไงแบบจับต้องได้ ไม่ว่าคุณจะขายผ่าน Shopee, หน้าร้าน, LINE OA หรือแพลตฟอร์มไหนก็ตาม
1-Hour Delivery: สงครามส่งด่วนกับพฤติกรรม “อยากได้เดี๋ยวนี้”
หัวใจของบริการส่งไวใน 1 ชั่วโมง ไม่ใช่เรื่องโลจิสติกส์อย่างเดียว แต่คือการตอบโจทย์พฤติกรรมลูกค้ายุคที่อยากได้ของ “ตอนนี้เลย” และยอมจ่ายเพิ่มถ้าความสะดวกมันคุ้ม
Shopee พัฒนาความเร็วส่งของมาเป็นลำดับ:
- Standard Delivery: ส่งภายใน 2 วัน
- Express Delivery: ส่งภายในวันเดียว
- Instant Delivery: ส่งใน 4 ชั่วโมง
- และล่าสุด: 1-Hour Delivery ส่งภายใน 1 ชั่วโมง
จากข้อมูลของ Shopee เอง การอัปเกรดความเร็วแต่ละสเต็ป ทำให้ลูกค้ายอมจ่ายมากขึ้น และเพิ่มโอกาสการซื้ออย่างชัดเจน นี่คือจุดที่ร้านค้าปลีกควรเก็บไปคิด:
“ลูกค้าของคุณบางกลุ่ม ไม่ได้ต้องการของถูกที่สุด แต่อยากได้ ‘เร็วที่สุด’ และ ‘ง่ายที่สุด’”
แล้ว AI เกี่ยวตรงไหน?
การจะส่งไวใน 1 ชั่วโมงให้รอดทั้งต้นทุนและคุณภาพบริการ แทบเป็นไปไม่ได้ถ้าไม่มี AI และระบบวิเคราะห์ข้อมูล มาช่วย เช่น
- การคาดการณ์ความต้องการ (Demand Forecasting): ใช้ AI วิเคราะห์พฤติกรรมการสั่งซื้อ แยกตามพื้นที่ เวลา สินค้า เพื่อวางสต็อกให้ใกล้ลูกค้าที่สุด ลดระยะทางส่งจริงๆ
- การจัดเส้นทางขนส่ง (Route Optimization): AI ช่วยจัดลำดับการส่งของไรเดอร์แบบเรียลไทม์ จากหลายคำสั่งซื้อในพื้นที่เดียวกัน
- Dynamic Pricing สำหรับค่าจัดส่ง: ปรับโปรส่งฟรีหรือส่วนลดค่าจัดส่ง ตามช่วงเวลาที่คุ้มต้นทุนที่สุด แทนที่จะลดมั่วๆ
ร้านค้าปลีกไทยควรทำอะไรตอนนี้
คุณอาจยังไม่ต้องมีบริการส่งใน 1 ชั่วโมง แต่แนวคิด “เร็วและใกล้ลูกค้า” ใช้ได้ทันที เช่น
- ร้านสะดวกซื้อหรือมินิมาร์ทในชุมชน: ทำระบบ “สั่งผ่านแชท + ส่งใน 1–2 ชั่วโมง” ในรัศมี 3–5 กม. แล้วใช้ AI Chatbot ภาษาไทยช่วยรับออเดอร์
- ร้านยา, ร้านสัตวแพทย์, ร้านเบเกอรี่: ใช้ระบบคาดการณ์ยอดขายรายวันจากประวัติการขาย + อากาศ + เทศกาล เพื่อเตรียมของให้พอดี ส่งเร็วได้ ไม่ขาดสต็อก
- แบรนด์ที่ขายทั้งหน้าร้านและออนไลน์: ใช้แนวคิด “แอปเป็นช่องทางสั่งของ แต่ยอดขายเข้าหน้าร้านใกล้ลูกค้า” แบบเดียวกับที่ Shopee ดันให้ร้านสาขา
ใครเริ่มคิดเรื่องนี้ก่อน จะได้เปรียบทั้งใน Shopee และนอก Shopee
SPayLater ขยายไปหน้าร้าน: จาก BNPL ออนไลน์สู่ออฟไลน์
Shopee ประกาศว่าจะขยาย SPayLater (ซื้อก่อน จ่ายทีหลัง) จากในแอป ไปใช้ได้ที่หน้าร้านจริงมากขึ้น นี่คือจุดตัดสำคัญของอีคอมเมิร์ซกับค้าปลีกออฟไลน์
ตัวเลขที่น่าสนใจ:
- ลูกค้า Active ของ Shopee กว่า 20% ใช้ SPayLater แล้ว
- ภาคกลางใช้ SPayLater ถึง 50% ของผู้ใช้ทั้งหมด
- ให้สิทธิผ่อน 0% ได้สูงสุด 24 เดือน
แปลว่า คนไทยเริ่มมอง “การผ่อนผ่านแพลตฟอร์ม” เป็นเรื่องปกติ ไม่ได้จำกัดแค่บัตรเครดิตอีกต่อไป
ทำไมร้านค้าปลีกควรสนใจ BNPL + AI
สำหรับเจ้าของธุรกิจ นี่คือเครื่องมือเพิ่มยอดขายต่อบิลแบบชัดๆ ถ้าใช้ให้ถูก:
- เพิ่มค่าใช้จ่ายต่อคำสั่งซื้อ (Basket Size): เมื่อลูกค้ารู้ว่าผ่อน 0% ได้ ยอดต่อบิลมักโตขึ้นทันที
- ดึงลูกค้าที่ไม่มีบัตรเครดิต: BNPL ใช้ข้อมูลพฤติกรรมบนแพลตฟอร์มและ AI ประเมินเครดิต ทำให้เข้าถึงคนกลุ่มใหญ่ที่สถาบันการเงินปกติยังไม่รับ
- จัดโปรได้แม่นขึ้นด้วย AI: แพลตฟอร์มรู้เลยว่าใครใช้ SPayLater บ่อย, ซื้อหมวดไหน, วงเงินเท่าไหร่ แล้วเอามาใช้ทำข้อเสนอเฉพาะบุคคล (Personalization)
ถ้าดูในภาพใหญ่ของซีรีส์นี้ จะเห็นว่า BNPL กำลังเป็นอีกหนึ่ง “เลเยอร์ข้อมูล” ที่ AI เอาไปใช้ทำ ระบบแนะนำสินค้า (Recommendation System) ได้เฉียบขึ้น เช่น
- แนะนำโปรผ่อน 0% สำหรับสินค้าที่ลูกค้าน่าจะสนใจจริงๆ
- เสนอเซ็ตสินค้า (Bundle) ให้ครบงบวงเงินที่ลูกค้ามี
ร้านค้าปลีกออฟไลน์จะต่อยอดยังไง
แม้คุณจะไม่ได้ขายบน Shopee ก็ยังเอาแนวคิดนี้ไปใช้ได้ เช่น
- ร่วมมือกับผู้ให้บริการ BNPL หรือสถาบันการเงิน ที่มีระบบ AI ประเมินเครดิตเรียลไทม์ แล้วติดป้าย “ผ่อน 0% ได้” ที่หน้าร้าน
- ใช้ระบบสมาชิก + เก็บประวัติซื้อ + AI scoring ง่ายๆ เพื่อแบ่งกลุ่มลูกค้า ว่าใครเหมาะกับโปรผ่อน ใครควรเน้นส่วนลดเงินสด
- ถ้าคุณขายออนไลน์ด้วย: ทำหน้าเช็คเอาต์ที่ให้เลือกวิธีชำระแบบยืดหยุ่น แล้วใช้ AI วิเคราะห์ว่า ลูกค้ากลุ่มไหนชอบวิธีจ่ายแบบไหน
ร้านไหนทำให้การจ่ายเงิน “เบา” ลงได้ โดยไม่เพิ่มความเสี่ยงหนี้เสียมากเกินไป ก็มีโอกาสปิดการขายได้เหนือคู่แข่งโดยตรง
6 ฟีเจอร์ AI ของ Shopee: บทเรียนสำหรับค้าปลีกไทย
Shopee เปิดตัวฟีเจอร์ AI ใหม่ 6 ตัวรวด จุดร่วมของทั้งหมดคือ ลดงานคน, เพิ่มประสบการณ์ลูกค้า และดันยอดขายแบบอัตโนมัติ ซึ่งสอดคล้องกับหัวข้อหลักของซีรีส์นี้แบบตรงเป๊ะ
แต่ละฟีเจอร์มีแนวคิดอะไรซ่อนอยู่บ้าง และร้านค้าทั่วไปจะเอาไปประยุกต์ยังไงได้บ้าง:
1) Try it on – ทดลองสินค้าแฟชั่นด้วยรูปของลูกค้า
ลูกค้าอัปโหลดรูปตัวเอง แล้วให้ AI ใส่เสื้อผ้า/ไอเท็มให้ดูทันที
แก้ปัญหา:
- ลูกค้ากลัวใส่แล้วไม่เข้า ไม่มั่นใจขนาดหรือสไตล์
- ลดการคืนสินค้า
ร้านทั่วไปเอาไปใช้ได้ยังไง:
- ใช้เครื่องมือ AR/AI ที่เริ่มมีให้ใช้ทั่วไป มาช่วยให้ลูกค้าลองสีลิปสติก ทรงคิ้ว แว่นตา ผ่านมือถือ
- สำหรับร้านเสื้อผ้าเล็กๆ: เริ่มง่ายๆ ด้วยการใช้ AI สร้างภาพ “นายแบบ-นางแบบเสมือน” ใส่เสื้อผ้าของร้าน แทนการจ้างถ่ายแบบทั้งหมด
2) AI Livestreamer – ไลฟ์ขายของด้วย AI
ฟีเจอร์นี้คือการใช้ตัวละคร AI มาไลฟ์ขายสินค้าแทนคนจริงบางส่วน ช่วยให้ร้านไม่ต้องเหนื่อยออกกล้องตลอดเวลา แถมไลฟ์ได้ถี่ขึ้น
มุมของค้าปลีกไทย:
- สำหรับร้านที่ยังไม่กล้าขึ้นไลฟ์ ใช้ AI เป็น “โฮสต์หลัก” แล้วให้คนจริงเข้ามาเสริมช่วงตอบคำถามเฉพาะ
- ใช้สคริปต์ AI ที่วิเคราะห์คอมเมนต์ลูกค้า แล้วดึงคำถาม/คำตอบยอดฮิตมาใช้ซ้ำ ช่วยให้ไลฟ์ครั้งต่อๆ ไปดีขึ้นเรื่อยๆ
3) Seller Chatbot – บอทตอบแชทด้วย AI
อันนี้ตรงกับสิ่งที่หลายร้านเริ่มใช้แล้วใน LINE OA และ Facebook: แชทบอทตอบคำถามอัตโนมัติ
เคล็ดลับที่ผมแนะนำ:
- แยก “คำถามเชิงข้อมูล” (เช่น มีไซซ์อะไร ส่งกี่วัน) ให้บอทตอบ 100%
- ทิ้ง “คำถามเชิงอารมณ์/ข้อยกเว้น” (เช่น ขอเคลม, ขอส่วนลดพิเศษ) ให้ทีมแอดมินมนุษย์ดูแล
- สร้างฐานข้อมูล FAQ ภาษาไทยให้ละเอียด แล้วฝึกบอทจากข้อมูลจริงของร้าน ไม่ใช้เทมเพลตลอยๆ
นี่คือหนึ่งในวิธีเริ่มใช้ AI Chatbot ภาษาไทย ที่คุ้มที่สุดสำหรับค้าปลีก
4) AIGC Listing Optimizer – สร้างคอนเทนต์สินค้าอัตโนมัติ
อัปโหลดข้อมูลสินค้า แล้วให้ AI สร้างภาพ/คำอธิบาย พร้อมจัดวางในรูปแบบที่ขายได้จริง เช่น ใส่ในนายแบบ–นางแบบเสมือน
ประโยชน์จริงสำหรับร้าน:
- ลดเวลาและค่าใช้จ่ายในการทำรูปสินค้าให้ดูมืออาชีพ
- ปรับคำอธิบายสินค้าให้เน้นจุดขายแบบที่ลูกค้าค้นหาบ่อย (SEO บนแพลตฟอร์ม)
สำหรับร้านนอก Shopee คุณก็ใช้แนวคิดเดียวกันได้:
- ใช้ AI ช่วยเขียนคำอธิบายสินค้าในเว็บ/เพจ ให้ตรงกับคำค้นในภาษาไทย
- ใช้ AI สร้างภาพประกอบเสริม (เช่น ไลฟ์สไตล์ช็อต) จากภาพสินค้าเดิม
5) Custom ROAS AI Ads – ยิงแอดตามพฤติกรรมผู้ซื้อ
ฟีเจอร์นี้ใช้ AI วิเคราะห์พฤติกรรมผู้ซื้อ เพื่อให้โฆษณาเข้าหาคนที่ “มีแนวโน้มซื้อสูง” และคุม ROAS (ผลตอบแทนจากค่าโฆษณา) ได้ตรงกว่าเดิม
บทเรียนสำคัญ:
- ยุคนี้ การซื้อโฆษณาไม่ได้แข่งกันที่งบ แต่แข่งกันที่คุณ ใช้ข้อมูลได้ฉลาดแค่ไหน
- ร้านค้าปลีกที่ยอมติดตั้งระบบเก็บข้อมูล (Pixel, Conversion API, ระบบสมาชิก, ระบบ POS ที่เชื่อมออนไลน์) แล้วให้ AI ช่วยวิเคราะห์ จะยิงแอดคุ้มกว่าคนที่ติดโฆษณาแบบเดาๆ
6) Brand Maxs – AI แนะนำคอนเทนต์ที่ลูกค้าอยากเห็น
ฟีเจอร์นี้ใช้ AI แนะนำว่าลูกค้าอยากเห็นคอนเทนต์แบบไหน เวลาไหน ฟอร์แมตไหน เพื่อให้ครีเอเตอร์และแบรนด์ทำคอนเทนต์ที่ “เข้าเป้า” มากที่สุด
มุมมองสำหรับแบรนด์ไทย:
- แทนที่จะโพสต์คอนเทนต์ตามความรู้สึก ใช้ข้อมูลยอดวิว, ยอดเซฟ, ยอดคอมเมนต์ แล้วให้ AI ช่วยจับแพตเทิร์นว่า “ลูกค้าคุณชอบอะไรจริงๆ”
- ผมมองว่าร้านที่กล้าทดลองหลายแบบ แล้วเก็บข้อมูลเป็นระบบ จะใช้เครื่องมือแบบนี้ได้เต็มประสิทธิภาพที่สุด
โอกาสต่อไป: โกอินเตอร์ด้วย Shopee Global Sale + อินฟลู + Live & Video
นอกจากเรื่อง AI และโลจิสติกส์ Shopee ยังส่งสัญญาณอีก 3 เรื่องที่เกี่ยวกับการโตของค้าปลีกไทยในอาเซียน:
- Shopee Global Sale: โปรแกรมพาแบรนด์ไทยไปขายในฟิลิปปินส์ มาเลเซีย สิงคโปร์ และอีกอย่างน้อย 3 ประเทศปีหน้า โดยช่วยตั้งร้าน ทำการตลาด ไลฟ์ ยิงแอดได้เหมือนในไทย
- เครือข่ายอินฟลูเอนเซอร์ 1 ล้านคน: Shopee ลงทุนกว่า 1,000 ล้านบาทในโปรแกรม Affiliate จนเกิดคอนเทนต์มากกว่า 10 ล้านชิ้นต่อเดือน
- Shopee Live, Shopee Videos โตแรง: Shopee Live ยอดขายโต 65% วิดีโอคอนเทนต์ยอดขายโตมากกว่า 400% ปีต่อปี
ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า “การขายด้วยคอนเทนต์ + AI แนะนำคอนเทนต์ + ระบบแนะนำสินค้า” จะเป็นสามมุมหลักของค้าปลีกไทยในอีก 2–3 ปีข้างหน้า
ถ้าคุณคือแบรนด์ไทยที่อยากโตต่อในอาเซียน
ผมมองว่าคุณควรเริ่มจาก 3 ขั้นนี้ก่อน:
- จัดระเบียบข้อมูลสินค้าให้ดี: รายละเอียด, รูป, รีวิว, จุดขายภาษาไทยและอังกฤษ เพราะ AI บนแพลตฟอร์มจะใช้ข้อมูลเหล่านี้ในการแนะนำสินค้าให้ลูกค้าต่างชาติ
- ลงทุนกับคอนเทนต์ที่สเกลได้: เช่น วิดีโอสั้น, ไลฟ์ที่ตัดเป็นคลิป, รูปที่ AI ดัดแปลงได้หลายเวอร์ชัน แทนการทำอะไรที่ใช้คนเยอะและเปลี่ยนยาก
- ทดลองตลาดเพื่อนบ้านทีละประเทศ: ดูว่าสินค้าคุณติดตลาดที่ไหนก่อน (เช่น ฟิลิปปินส์ชอบแฟชั่นไทย, มาเลเซียชอบบิวตี้) แล้วใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลยอดขายและรีวิว เพื่อเลือก SKU ที่ควรเร่ง
สิ่งที่ค้าปลีกไทยควรทำต่อจากนี้
Shopee กำลังโชว์ภาพอนาคตของค้าปลีกที่ AI ทำงานเบื้องหลังเกือบทุกอย่าง ตั้งแต่ คลังสินค้า, การส่ง, การโฆษณา, คอนเทนต์, การจ่ายเงิน จนถึงการขยายไปต่างประเทศ
ถ้ามองแบบเจ้าของกิจการ ผมว่ามี 4 เรื่องที่ควรเริ่มทำภายใน 6–12 เดือนนี้:
-
เริ่มเก็บและใช้ข้อมูลอย่างเป็นระบบ
- เก็บข้อมูลยอดขายรายวัน, สินค้าขายดีรายพื้นที่, เวลาที่ขายดี
- ใช้ระบบ POS หรือระบบหลังร้านที่ส่งออกข้อมูลได้
- ข้อมูลยิ่งดี AI ก็ช่วยคุณได้ยิ่งเยอะ ทั้งเรื่องคาดการณ์สต็อกและ Dynamic Pricing
-
ใช้ AI ง่ายๆ ใน 3 จุดหลักก่อน
- Chatbot ภาษาไทย ตอบคำถามพื้นฐาน ลดภาระแอดมิน
- ระบบแนะนำสินค้าบนเว็บไซต์/แชท เช่น แนะนำสินค้าเสริมจากประวัติการซื้อ
- เครื่องมือช่วยสร้างรูปและคำอธิบายสินค้าให้มืออาชีพขึ้น
-
ออกแบบประสบการณ์ลูกค้าแบบ O2O จริงจัง
- ให้ลูกค้าสั่งออนไลน์ แต่รับหรือคืนสินค้าที่หน้าร้านได้
- ทำโปรเฉพาะพื้นที่ (เช่น ส่งเร็วในรัศมี 5 กม. จากสาขา) แล้วใช้ AI ช่วยจัดเส้นทางส่ง
-
วางแผนใช้ BNPL/ผ่อนชำระอย่างมีสติ
- คิดให้ชัดว่าใช้ BNPL เพื่ออะไร: เพิ่มยอดต่องบิล? ดึงลูกค้าใหม่? เคลียร์สต็อกสินค้าแพง?
- เลือกพาร์ตเนอร์ที่มีระบบประเมินเครดิตด้วย AI ลดความเสี่ยงหนี้เสีย
ใครเริ่มตอนนี้ แม้จะยังไม่ได้ระดับ Shopee แต่คุณจะค่อยๆ สร้าง “ระบบนิเวศ AI เล็กๆ” ของธุรกิจตัวเองได้ ซึ่งอีกไม่นานจะกลายเป็นสิ่งที่คู่แข่งลอกยากมาก
ปี 2026 ที่อีคอมเมิร์ซจะกลายเป็นกว่า 21.5% ของค้าปลีกไทย ภาพจะชัดขึ้นเรื่อยๆ ว่า ธุรกิจไหนเข้าใจ AI และกล้าทดลองเร็ว จะเป็นคนที่ลูกค้าอยากซื้อด้วยมากที่สุด
คำถามคือ: คุณจะเริ่มก้าวแรกตอนไหน