e-Conomy 2025: โอกาสของค้าปลีกไทยในยุค Video Commerce + AI

AI สำหรับธุรกิจค้าปลีกไทย: ยกระดับประสบการณ์ลูกค้าBy 3L3C

เศรษฐกิจดิจิทัลไทยกำลังแตะ GMV 5.6 หมื่นล้านดอลลาร์ฯ ค้าปลีกไทยจะใช้ AI และ Video Commerce อย่างไรให้ดึงยอดขายและประสบการณ์ลูกค้าได้จริง

AI สำหรับค้าปลีกVideo Commercee-Conomy SEA 2025เศรษฐกิจดิจิทัลไทยChatbot ภาษาไทยDynamic PricingCreator Economy
Share:

เศรษฐกิจดิจิทัลโต 5.6 หมื่นล้านดอลลาร์ฯ แล้วค้าปลีกไทยพร้อมแค่ไหน?

ตัวเลขจากรายงาน e-Conomy SEA 2025 ชัดเจนมาก: เศรษฐกิจดิจิทัลไทยกำลังมุ่งหน้าไปที่มูลค่า GMV 5.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 และยังครองอันดับ 2 ของอาเซียนรองจากอินโดนีเซีย ทั้งที่ประเทศเรายังเผชิญปัญหาหนี้ครัวเรือนสูง การบริโภคไม่ค่อยคึกคัก แต่ฝั่งดิจิทัลกลับโตแบบ “ไม่แคร์เศรษฐกิจ”

นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของแพลตฟอร์มใหญ่หรือสตาร์ทอัพเท่านั้น แต่เกี่ยวตรง ๆ กับร้านค้าปลีกไทยทุกรูปแบบ ตั้งแต่ร้านออนไลน์เล็ก ๆ บนโซเชียล จนถึงเชนค้าปลีกระดับประเทศ โดยเฉพาะในซีรีส์ “AI สำหรับธุรกิจค้าปลีกไทย: ยกระดับประสบการณ์ลูกค้า” บทความนี้จะชี้ให้เห็นว่า ตัวเลขในรายงาน e-Conomy ไม่ใช่แค่ข่าวดี แต่คือ “แผนที่” ให้ค้าปลีกไทยใช้ AI + Video Commerce ดึงยอดขายและสร้างประสบการณ์ลูกค้าแบบใหม่ในปี 2568–2569

ภาพใหญ่ e-Conomy 2025: ไทยยืน 2 อาเซียนเพราะอะไร

หัวใจของการเติบโตเศรษฐกิจดิจิทัลไทยอยู่ที่ E-commerce และ Video Commerce ที่โตแรงกว่าทุกเซกเตอร์ดิจิทัลอื่น ๆ ในประเทศ:

  • เศรษฐกิจดิจิทัลไทยคาดว่าแตะ GMV 5.6 หมื่นล้านดอลลาร์ฯ ปี 2568 โตประมาณ 16% จากปี 2567
  • E-commerce เพียงเซกเตอร์เดียวคาดแตะ 3.3 หมื่นล้านดอลลาร์ฯ โต 22% เร็วที่สุดในภูมิภาค

เหตุผลหลักที่ไทยยังยืน 2 อาเซียนได้ ทั้งที่โครงสร้างเศรษฐกิจจริงยังเปราะบาง เพราะผู้บริโภคไทย “ย้ายชีวิต” เข้ามาในดิจิทัลเกือบทั้งหมดแล้ว:

  • ใช้โซเชียล + วิดีโอเป็นหลักในการค้นหาข้อมูลและรีวิวสินค้า
  • คุ้นเคยกับการจ่ายเงินออนไลน์ กระเป๋าเงินดิจิทัล และผ่อนได้
  • ช้อปจาก Live, Short Video และ Content Creator มากกว่าจากแบนเนอร์กับแคตตาล็อกธรรมดา

สำหรับธุรกิจค้าปลีก นี่คือสัญญาณชัดมากว่า ถ้าคุณยังคิดว่า “เปิดร้านบน Marketplace แล้วถือว่าเสร็จ” คุณกำลังเสียโอกาสก้อนใหญ่ที่สุดในรอบ 10 ปี

Video Commerce: จากเครื่องมือเสริม สู่สนามรบหลักของค้าปลีกไทย

Video Commerce กลายเป็น “ร่างทอง” ของ E-commerce ไทยอย่างเต็มตัว ไม่ใช่แค่ช่องทางไลฟ์ขายของอีกต่อไป แต่เป็นระบบนิเวศทั้งชุดที่รวมคอนเทนต์ ความบันเทิง และการปิดการขายในที่เดียว

ตัวเลขที่ค้าปลีกห้ามมองข้าม

จากรายงาน e-Conomy SEA 2025:

  • ไทยมีผู้ขายผ่านวิดีโอมากถึง 850,000 ราย โต 175% ภายในปีเดียว
  • ปริมาณธุรกรรม Video Commerce มากกว่า 1.3 พันล้านครั้ง ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของอาเซียน
  • หมวดสินค้าที่มาแรงใน Video Commerce:
    • แฟชั่นและเครื่องประดับ: 21% ของ GMV
    • ความงามและสุขภาพ: 21%
    • บ้านและเครื่องมือ: 14%

นี่สะท้อนชัดว่า หน้าร้านจริงของค้าปลีกจำนวนมาก กำลังย้ายมาอยู่ในหน้าจอวิดีโอ ไม่ว่าจะเป็น Live Commerce, Short-form Video หรือวิดีโอรีวิวที่ “กดใส่ตะกร้าได้ทันที”

ทำไม Video Commerce ถึงเวิร์กกับคนไทยขนาดนี้

ผมมองว่ามีอย่างน้อย 3 เหตุผลที่ทำให้ Video Commerce เข้าทางผู้บริโภคไทย:

  1. นิสัยชอบดู-ชอบคุย
    คนไทยชอบฟังคนแนะนำ ชอบมีพิธีกร/แม่ค้าไลฟ์เล่า ชอบถามสดมากกว่าการอ่านรายละเอียดยาว ๆ นี่ทำให้ Live และ Short Video มีพลังมากในการสร้างความเชื่อใจ

  2. Shoppertainment ตัวจริง
    คนไม่ได้เข้าไปดู Live แค่เพื่อซื้อ แต่เข้าไป “เอามันส์” ดูดราม่า ดูแจกของ ดูโปรแรง ใครทำคอนเทนต์สนุก + ระบบขายดี จะครองใจลูกค้าได้ยาว

  3. การปิดการขายแบบ Zero friction
    เดี๋ยวนี้แพลตฟอร์มทำให้ทุกอย่างเกิดในหน้าจอเดียว: ดู → ถาม → เช็กรีวิว → กดซื้อ → จ่ายเงิน การหลุด Funnel น้อยลงมาก ถ้าคุณออกแบบดี

แล้วค้าปลีกไทยควรทำอะไรกับ Video Commerce?

สำหรับธุรกิจค้าปลีก โดยเฉพาะ SME ผมแนะนำให้มอง Video Commerce เป็น “สาขาออนไลน์” ของคุณ ไม่ใช่แค่แคมเปญชั่วคราว:

  1. ออกแบบรายการประจำ แทนการไลฟ์ตามอารมณ์

    • กำหนดวัน-เวลาแน่นอน เช่น ทุกจันทร์–ศุกร์ 20.00–21.00 น.
    • ทำคอนเซ็ปต์ชัด ๆ เช่น “ของเข้าใหม่ประจำสัปดาห์”, “ไลฟ์เคลียร์สต็อก”, “ไลฟ์สอนใช้สินค้า”
  2. ใช้ AI ช่วยคัดสินค้า ปรับราคา และเตรียมสคริปต์ขาย

    • ใช้ระบบ AI คาดการณ์ความต้องการ (Demand Forecasting) ดูว่าสินค้าไหนมียอดค้นหา/ยอดขายขึ้นก่อนจะไลฟ์
    • ทำ Dynamic Pricing สำหรับช่วงไลฟ์ เช่น ส่วนลดเฉพาะคนที่อยู่ดูครบ 30 นาที หรือส่วนลดเพิ่มถ้าถึงยอดกี่คำสั่งซื้อ
  3. เชื่อม Video Commerce กับระบบสต็อกอัจฉริยะ

    • ให้ระบบสต็อกยิงเตือนอัตโนมัติเมื่อสินค้าใกล้หมดระหว่างไลฟ์
    • ปรับจำนวนสินค้าที่แสดงหน้าจอแบบเรียลไทม์ไม่ให้เกิดการขายเกินสต็อก
  4. ใช้ Chatbot ภาษาไทยช่วยตอบแชทระหว่างไลฟ์

    • ตั้ง Bot ให้ตอบคำถามมาตรฐาน เช่น สีที่มีอยู่, วิธีวัดไซซ์, การจัดส่ง, โปรโมชัน
    • ให้ทีมแอดมินมนุษย์โฟกัสที่การปิดการขายและลูกค้า VIP แทน

Creator Economy + YouTube Shopping: เมื่อ “คน” สำคัญกว่า “แบรนด์”

อีกตัวเลขที่น่าสนใจคือ ระบบนิเวศครีเอเตอร์ไทยบนแพลตฟอร์มวิดีโอกำลังโตแบบก้าวกระโดด:

  • ยอดขายผ่าน YouTube Shopping โต 400%
  • มากกว่า 35% ของยอดขาย มาจากการผลักดันของครีเอเตอร์/อินฟลูเอนเซอร์

ความน่าเชื่อถือกำลังไหลออกจากโลโก้แบรนด์ ไปสู่ “คน” ที่ผู้บริโภคติดตามเป็นประจำ นี่คือเหตุผลว่าทำไม Creator Economy ถึงเป็นคู่หูของ Video Commerce และทำไมค้าปลีกไทยควรคิดเรื่องนี้ตั้งแต่ตอนนี้

กลยุทธ์สำหรับค้าปลีก: ใช้ Creator อย่างฉลาด ไม่ใช่แค่จ่ายค่าจ้าง

  1. จับคู่สินค้ากับ Creator ที่เข้าใจหมวดนั้นจริง ๆ

    • เครื่องสำอาง: ใช้บิวตี้บล็อกเกอร์ที่กล้าพูดข้อดีข้อเสียแบบตรง ๆ
    • ของแต่งบ้าน: ใช้ Creator สายมินิมอล/แต่งคอนโดที่มีสไตล์ชัดเจน
  2. ใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลก่อนเลือก Creator

    • ดูข้อมูลเชิงลึก: อายุเพศของผู้ติดตาม, เมืองที่อยู่, เวลาออนไลน์บ่อย
    • ใช้เครื่องมือ AI วิเคราะห์คอมเมนต์ ว่าฐานแฟนที่ตามเขา “พร้อมซื้อ” แค่ไหน ไม่ใช่แค่ดูยอดวิว
  1. สร้างแคมเปญแบบ Win-Win ระยะยาว
    • แชร์ข้อมูลยอดขายให้ Creator เห็นชัด ว่าคอนเทนต์แบบไหนขายดี
    • ทำ Revenue Share สำหรับยอดขายที่เกิดจากลิงก์/โค้ดของเขาโดยเฉพาะ เพื่อให้เขา “อิน” กับการขายมากกว่าการรับรีวิว

AI Adoption: ทำไมคนไทยพร้อม AI มากกว่าที่เจ้าของร้านคิด

หนึ่งในจุดที่ผมชอบที่สุดของรายงานนี้คือเรื่อง การยอมรับ AI ของคนไทย ตัวเลขแรงมาก:

  • 76% ของผู้ใช้ชาวไทยใช้ AI ทุกวัน สูงที่สุดในอาเซียน
  • 56% คุยกับ Chatbot/เครื่องมือสนทนา AI แล้ว
  • 79% กำลังเรียนรู้ทักษะเกี่ยวกับ AI ด้วยตัวเอง

แรงจูงใจหลักของผู้บริโภคไทยในการใช้ AI:

  1. ประหยัดเวลาในการค้นคว้าและเปรียบเทียบสินค้า (45%)
  2. เพิ่มความปลอดภัย ตรวจจับการหลอกลวง (35%)
  3. ต้องการบริการลูกค้าแบบ 24 ชั่วโมง (33%)

แปลตรง ๆ คือ ลูกค้าพร้อมใช้บริการที่มี AI อยู่เบื้องหลังแล้ว ปัญหาคือหลายแบรนด์ยังกลัวว่าจะ “ดูหุ่นยนต์” หรือคิดว่า AI คือโปรเจกต์ใหญ่แพง ๆ ทั้งที่จริง ๆ สำหรับธุรกิจค้าปลีก ผมว่ามี 4 เรื่องที่เริ่มได้เลยแบบไม่ต้องลงทุนบ้าเลือด:

1) Chatbot ภาษาไทยที่พูดเหมือนคนขายประจำร้าน

  • ใช้ Chatbot ตอบคำถามพื้นฐาน: เวลาเปิด-ปิด, สาขา, ค่าจัดส่ง, วิธีคืนของ
  • ฝึก Bot ให้ใช้โทนภาษาตามแบรนด์ เช่น เป็นกันเอง เหมือนเพื่อน หรือสุภาพแบบห้างใหญ่
  • ต่อ Bot เข้ากับฐานข้อมูลสินค้า เพื่อให้ลูกค้าพิมพ์ว่า “มีกางเกงยีนส์เอวสูง สีเข้ม ไซซ์ 28 ไหม” แล้วได้ลิงก์สินค้าเลย

2) ระบบแนะนำสินค้า (Recommendation) ในทุกจุดสัมผัส

  • ในเว็บไซต์/แอป: แนะนำสินค้าที่ “มักจะซื้อคู่กัน” หรือ “สไตล์ใกล้เคียง” โดยใช้ AI วิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า
  • ใน Live หรือ Video Commerce: ใช้ระบบชี้สินค้าแนะนำอัตโนมัติจากพฤติกรรมการกดดู/กดเก็บเข้าลิสต์ระหว่างไลฟ์

3) Demand Forecasting + Dynamic Pricing สำหรับค้าปลีก

  • ใช้ AI ดูเทรนด์ยอดขายย้อนหลัง + เทรนด์ค้นหาบนออนไลน์ เพื่อทำนายว่าสินค้าไหนจะพุ่งในอีก 2–4 สัปดาห์
  • ปรับสต็อกและราคาตามความต้องการจริง เช่น
    • สินค้าที่กำลังมาแรง: เพิ่มสต็อก + ลดส่วนลดนิดหน่อยเพื่อรักษามาร์จิ้น
    • สินค้าที่เริ่มนิ่ง: ทำโปรเฉพาะช่วง Live หรือส่งคูปองเฉพาะลูกค้าที่เคยดูกลุ่มนี้

4) AI ช่วยสร้างคอนเทนต์เร็วขึ้น แต่ให้คนจริงคุมคุณภาพ

  • ใช้ AI Draft คำโปรโมตสินค้า หัวข้อ Live หรือสคริปต์วิดีโอ
  • ใช้คนจริง/ทีมครีเอทีฟปรับให้เข้าภาษาร้านและลูกค้าจริง
  • ใช้ AI ช่วยตัดไฮไลต์จาก Live ออกมาเป็น Short Video ลงหลายแพลตฟอร์ม

จุดสำคัญคือ อย่าขายความเป็น “AI” ให้ลูกค้า แต่ใช้ AI ทำให้ประสบการณ์เขาดีขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ เร็วขึ้น ง่ายขึ้น ตอบโจทย์มากขึ้น ลูกค้าจะรู้สึกว่าแบรนด์ “เข้าใจเขา” โดยไม่จำเป็นต้องรู้เบื้องหลังทั้งหมด

โอกาสพิเศษของค้าปลีกไทย: การเงินดิจิทัล ท่องเที่ยว และ T-Pop

รายงาน e-Conomy SEA 2025 ยังสะท้อนโอกาสอื่นที่ค้าปลีกควรจับตา โดยเฉพาะถ้าคุณคิดจะใช้ AI และดิจิทัลให้ครบวงจร:

การเงินดิจิทัล (DFS) และ Virtual Bank

  • Digital Lending โตคาดว่า 21%
  • Digital Wealth โต 29%
  • ปี 2569 เราจะเริ่มเห็น Virtual Bank อย่างน้อย 3 ราย ทำตลาดจริงจัง

สำหรับค้าปลีก นี่หมายถึง:

  • ลูกค้าจะคุ้นกับการผ่อนชำระออนไลน์ วงเงินยืดหยุ่นมากขึ้น
  • SME ค้าปลีกเองเข้าถึงแหล่งทุนที่ยืดหยุ่นขึ้นเช่นกัน

ใครเอาข้อมูลยอดขายดิจิทัลของตัวเองไปต่อกับผู้ให้บริการสินเชื่อ หรือใช้ AI วิเคราะห์กระแสเงินสดกับสต็อกได้ดี จะบริหารธุรกิจได้ “สบายหายใจ” กว่าคู่แข่งเยอะ

ท่องเที่ยวออนไลน์และ Soft Power แบบ T-Pop

  • Online Travel โตประมาณ 6% โดยมีกลุ่มนักท่องเที่ยวใหม่ ๆ จากอินเดียและตะวันออกกลาง เพราะนโยบายฟรีวีซ่าหลายประเทศ
  • สื่อออนไลน์ไทยโตอีก 8% แตะ 7 พันล้านดอลลาร์ฯ
  • กรุงเทพฯ ถูกมองเป็นศูนย์กลาง T-Pop และ Soft Power ไทย

โอกาสสำหรับค้าปลีก:

  • ร้านในเมืองท่องเที่ยว: ใช้ AI ทำแคมเปญหลายภาษา ให้ Chatbot รองรับภาษาอังกฤษ/จีน/อาหรับเบื้องต้น
  • แบรนด์แฟชั่น/บิวตี้/ไลฟ์สไตล์: เกาะกระแส T-Pop, อีเวนต์, ซีรีส์ วาง Collaboration กับ Creator และใช้ Video Commerce ขยายจากไทยไปอาเซียน

สเต็ปถัดไปสำหรับค้าปลีกไทย: จากตัวเลขรายงานสู่แผนลงมือจริง

ภาพรวมจาก e-Conomy SEA 2025 บอกชัดว่า ลูกค้าไทยพร้อมดิจิทัล พร้อมวิดีโอ พร้อม AI แล้ว คำถามคือร้านค้าปลีกไทยจะตามให้ทันอย่างไรภายใน 6–12 เดือนข้างหน้า โดยไม่เผาเงินเกินจำเป็น

ผมขอแนะนำกรอบคิดง่าย ๆ สำหรับเจ้าของกิจการและทีมดิจิทัล:

  1. โฟกัส 3 เรื่องก่อน: Video Commerce, Chatbot, Recommendation
    เริ่มจากการทำให้ประสบการณ์ลูกค้าดีขึ้นในจุดที่เขา “รู้สึกได้ทันที” ไม่ต้องไปทำโครงการ AI ยักษ์ที่กินเวลาเป็นปี

  2. ผูกทุกอย่างเข้ากับสต็อกและข้อมูลยอดขาย
    AI จะมีค่าเมื่อมันช่วยให้คุณ “ขายได้มากขึ้นและเหลือสต็อกน้อยลง” เท่านั้น ถ้าระบบ AI ของคุณไม่คุยกับหลังบ้านร้าน คุณจะไม่เห็นผลลัพธ์จริง

  3. เก็บและใช้ Data อย่างมีวินัย แต่ไม่ต้องซับซ้อนเกินไป
    เริ่มเก็บข้อมูลพื้นฐานให้ครบ: ใครซื้ออะไร ช่องทางไหน ดู Live อะไรบ่อย แล้วค่อยให้ AI ช่วยวิเคราะห์เพื่อทำโปรและแนะนำสินค้าเฉพาะบุคคล

ซีรีส์ “AI สำหรับธุรกิจค้าปลีกไทย: ยกระดับประสบการณ์ลูกค้า” ทั้งชุดจะค่อย ๆ แกะวิธีทำเรื่องเหล่านี้ให้เป็นขั้นเป็นตอน ตั้งแต่การเลือกเครื่องมือ AI, การตั้ง Chatbot ภาษาไทยให้พูดเหมือนพนักงานในร้าน, ไปจนถึงการตั้งระบบ Dynamic Pricing แบบไม่ทำลูกค้ารู้สึกว่าโดนเอาเปรียบ

ปี 2568–2569 จะไม่ใช่ปีของคนที่ “ทำดิจิทัลเยอะที่สุด” แต่เป็นปีของคนที่ ใช้ AI และ Video Commerce อย่างฉลาดที่สุด ถ้าคุณเริ่มตอนนี้ คุณยังทันรอบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลไทยที่กำลังวิ่งด้วยความเร็วระดับ 2 หลัก และอาจกลายเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่ได้ประโยชน์จากคลื่นลูกนี้มากที่สุดในตลาดของคุณเอง