ค้าปลีกไทยมี Big Data แต่ยังใช้ไม่คุ้ม เจาะ The Matter Suite ของ EGG Digital ที่ใช้ Agentic AI + ข้อมูล 720 องศา แก้เกมโปรโมชัน ขยายสาขา และ CX.
เจาะ The Matter Suite: Agentic AI สำหรับค้าปลีกไทย ใช้ Data ให้ทำงานแทนคน
ปี 2025 ธุรกิจค้าปลีกไทยเสียเงินไปกับโปรโมชันที่ ROI ต่ำกว่าเป้าอยู่ราว 40–60% และการขยายสาขาใหม่พลาดเป้าถึง กว่า 50% ทั้งที่ทุกคนก็ประกาศตัวว่าเป็น “Data-Driven” กันหมด นี่คือสัญญาณชัดๆ ว่าเรา มี Data เยอะ แต่ใช้ไม่เป็นประโยชน์พอ
สำหรับซีรีส์ “AI สำหรับธุรกิจค้าปลีกไทย: ยกระดับประสบการณ์ลูกค้า” บทความนี้จะโฟกัสว่าทำไม Big Data อย่างเดียวไม่พออีกต่อไป และอะไรคือบทบาทของ Agentic AI + ข้อมูล 720 องศา ที่ EGG Digital เพิ่งเปิดตัวในชื่อ “The Matter Suite” ซึ่งออกแบบมาเพื่อธุรกิจค้าปลีกไทยโดยเฉพาะ
ถ้าคุณกำลังเจอปัญหาโปรโมชันขาดทุน ยิงโฆษณาแล้วแป๊ก หรือขยายสาขาแล้วทราฟฟิกไม่เข้า บทความนี้จะช่วยให้เห็นภาพว่า AI ที่ฉลาดขึ้น + Data ที่ครบกว่า สามารถพลิกเกมให้ค้าปลีกไทยได้ยังไง และสำคัญกว่านั้นคือ SME ไทยจะเริ่มต้นใช้อย่างเป็นขั้นเป็นตอนแบบไม่หลงกับศัพท์เทคนิคได้ยังไง
จาก Big Data สู่ Agentic AI: ทำไมค้าปลีกไทยยัง “ใช้ Data ไม่คุ้ม”
หัวใจของปัญหาไม่ใช่แค่ “มีหรือไม่มี Data” แต่คือ Data พร้อมแค่ไหน และมี AI แบบไหนมาช่วยคิดแทน
จากข้อมูลภายในงานเปิดตัว The Matter Suite มีตัวเลขหนึ่งที่สะดุดตา:
- 60% ของโปรเจกต์ AI ล้มเหลว ไม่ใช่เพราะ AI แย่ แต่เพราะ ข้อมูลไม่พร้อม
- แม้องค์กรจำนวนหนึ่งเริ่มทดลองใช้ Agentic AI (AI ที่วางแผน ตัดสินใจ และลงมือทำแทนคนได้ในระดับหนึ่ง) แต่ กว่า 40% ยังติดอยู่ที่เฟสทดลอง เพราะขาดทั้ง Data ที่ดีและคนที่เข้าใจบริบทธุรกิจ
สำหรับค้าปลีก ตัวเลขก็แรงไม่แพ้กัน:
- 45% ของผู้ประกอบการค้าปลีก ใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่มีอยู่น้อยมาก
- 40–60% ของโปรโมชันที่คาดว่าจะ “ปัง” ให้ ROI ต่ำกว่าที่คาดหวัง
- 55% ของการตัดสินใจเปิดสาขาใหม่ ไม่เข้าเป้า
นี่สะท้อนชัดว่า Big Data อย่างเดียวไม่รอด เพราะถ้า Data กระจัดกระจาย ระบุไม่ตรงตัวลูกค้า หรือมองได้แค่มุมเดียว มันก็กลายเป็นเพียง “ตัวเลขในรีพอร์ต” ไม่ได้กลายเป็นยอดขายจริง หรือประสบการณ์ลูกค้าที่ดีขึ้น
AI สำหรับค้าปลีกยุคใหม่ต้องเป็น Agentic AI + Smart Data ที่แปลง Insight ให้กลายเป็น Action ได้จริง
และนี่คือช่องว่างที่ The Matter Suite พยายามเข้ามาเติมเต็ม
The Matter Suite คืออะไร? จาก 55M Telco + 22M Retail สู่มุมมอง 720 องศา
จุดแข็งที่สุดของ The Matter Suite ไม่ใช่แค่ “มี AI” แต่คือ ฐานข้อมูลที่ผสม Telco Data กับ Retail Data เข้าด้วยกันแบบลึกมาก จนเกิดมุมมอง 720 องศาเหนือกว่าการรู้จักลูกค้าแบบ 360 องศาทั่วไป
ฐานข้อมูล 720 องศา: รู้ทั้งตัวตนและบริบทชีวิตลูกค้า
สมการของ EGG Digital คือ:
55M Telco + 22M Retail = 720 Insights
อธิบายง่ายๆ คือ
- 55 ล้านเลขหมายจากฝั่งโทรคมนาคม (Telco Data) ช่วยตอบว่า ลูกค้าคนนี้คือใคร อยู่แถวไหน ใช้มือถือแบบไหน พฤติกรรมออนไลน์คร่าวๆ เป็นยังไง
- 22 ล้านโปรไฟล์การช้อปในระบบค้าปลีก (Retail Data) ช่วยตอบว่า เขาซื้ออะไร เท่าไร บ่อยแค่ไหน ซื้อช่องทางไหน โปรโมชั่นแบบไหนที่ตอบสนอง
รวมกันแล้วไม่ได้แค่เห็นว่า “ลูกค้าคือใคร” (360 องศาแรก) แต่ยังเห็น บริบทการใช้ชีวิต + ไลฟ์สไตล์ + พฤติกรรมเดินห้างและใช้จ่ายจริง (อีก 360 องศา รวมเป็น 720 องศา)
สำหรับธุรกิจค้าปลีก เรื่องนี้สำคัญมาก เพราะการใช้ AI แนะนำสินค้า (recommendation), Dynamic Pricing, ระบบสมาชิก หรือการทำแคมเปญแบบ segment ละเอียดๆ มันต้องอาศัย ข้อมูลพฤติกรรมทั้งออนไลน์และออฟไลน์ มาผสมกัน ไม่ใช่ดูอย่างใดอย่างหนึ่ง
4 โซลูชันหลักของ The Matter Suite: แก้ Pain Point รีเทลแบบตรงจุด
The Matter Suite ไม่ได้เป็นแค่ Dashboard สวยๆ แต่ใช้ EGG AI Agent ซึ่งเป็น Agentic AI เข้ามาคิด วิเคราะห์ และเสนอแนะนำเหมือนมี Data Scientist ส่วนตัว แยกเป็น 4 โซลูชันที่ตอบโจทย์ค้าปลีกชัดเจน
1. GeoMatter: ทำเลไหนคุ้ม เปิดแล้วไม่เจ๊ง
สำหรับค้าปลีกไทยโดยเฉพาะ SME การตัดสินใจเปิดสาขาใหม่คือเดิมพันใหญ่ ถ้าพลาดอาจกระทบกระแสเงินสดเป็นปีๆ
GeoMatter ออกแบบมาช่วยตอบคำถามว่า “ควรเปิดที่ไหน อย่างไร และสาขาปัจจุบันศักยภาพเท่าไร”
จุดเด่นของ GeoMatter
- ใช้ Location Intelligence วิเคราะห์ทำเลตั้งแต่ระดับย่าน ไปจนถึง โซนในอาคาร เช่น ชั้น 1 ติดทางเข้าห้าง vs ชั้น 4 โซนลึก
- วิเคราะห์ พฤติกรรมคนเดินผ่าน (Footfall) ไม่ใช่แค่นับจำนวน แต่ดู “คุณภาพ” ของคนที่เดิน เช่น กลุ่มรายได้ ไลฟ์สไตล์ ความถี่ในการมาแถวนั้น
- ผสานข้อมูล Telco + Retail ทำให้รู้ว่า “คนที่เดินผ่าน” ใกล้เคียงกับลูกค้ากลุ่มเป้าหมายเรามากแค่ไหน
ประโยชน์สำหรับค้าปลีกไทย
- ลดโอกาสเปิดสาขาผิดที่ (ที่งานระบุว่า 55% ของเคสขยายสาขาไม่เข้าเป้า)
- รีดีไซน์สาขาเดิมได้ เช่น ย้ายโซนสินค้า ย้ายหน้าร้านไปโซนที่ Footfall ดีกว่า
- วางแผนเปิด Pop-up Store หรือบูธชั่วคราวในช่วงเทศกาลปีใหม่ สงกรานต์ หรือ 11.11/12.12 โดยอิง Data จริง ไม่ใช่ “ความรู้สึก”
สำหรับ SME ที่อยากเริ่มง่ายๆ คุณอาจเริ่มจากถามตัวเองว่า:
- ทำเลที่ขายดีตอนนี้มีอะไรเหมือนกันบ้าง? (ย่านที่พัก/ย่านออฟฟิศ/ย่านท่องเที่ยว)
- สาขาที่แย่ มี pattern เดียวกันไหม? ถ้ารู้ pattern นี้เร็วขึ้น คุณจะกล้าปิด/ย้ายสาขาเร็วขึ้นแค่ไหน
GeoMatter ช่วยตอบคำถามเหล่านี้แบบใช้ Data มากกว่าความเคยชิน
2. MatterScoring: ยิงโปรให้คน “มีกำลังซื้อ” จริง
หนึ่งในปัญหาคลาสสิกของการทำโปรโมชันและแคมเปญ AI recommendation ในค้าปลีกคือ ยิงข้อเสนอไปหาคนที่ไม่มีเงินซื้อ หรือไม่สนใจอยู่แล้ว ทำให้เปลืองงบโฆษณาและส่วนลดโดยไม่จำเป็น
MatterScoring เน้นการให้คะแนนลูกค้า (Scoring) หลายมิติ เพื่อตอบว่า “คนนี้คุ้มค่าที่จะยิงแคมเปญหาไหม และควรยื่นข้อเสนออะไร”
ประเภท Scoring ที่น่าสนใจ เช่น
- Credit Scoring – ประเมินความน่าเชื่อถือ โดยเฉพาะธุรกิจที่มีผ่อนชำระ เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า เฟอร์นิเจอร์ แฟชั่นผ่อน 0%
- Income Scoring – คาดการณ์ศักยภาพรายได้ เพื่อไม่เสนอสินค้าราคาแพงเกินกำลัง หรือในทางกลับกัน ก็ไม่เสนอแต่ของถูกให้ลูกค้ากำลังซื้อสูง
- Marketing Scoring – ให้คะแนนความน่าจะสนใจสินค้าหรือโปรโมชันบางประเภท เพื่อจัดลำดับความสำคัญเวลารีมาร์เก็ตติ้ง
ประโยชน์สำหรับค้าปลีกและสถาบันการเงิน
- คัด Lead คุณภาพสูงสำหรับสินเชื่อส่วนบุคคล บัตรเครดิต หรือสินค้าผ่อน
- ออกแบบแคมเปญ Dynamic Pricing หรือโปรโมชันเฉพาะบุคคล (Personalized Offer) บนฐานความสามารถในการจ่ายจริง
- ปิดรูรั่ว “ส่วนลดเกินจำเป็น” เช่น ให้ส่วนลดแรงมากกับลูกค้าที่จริงๆ ก็จะซื้ออยู่แล้วแม้ไม่ลดเยอะขนาดนั้น
นี่เชื่อมกับหัวข้อใหญ่ในซีรีส์ของเราเรื่อง Dynamic Pricing และระบบแนะนำสินค้า (recommendation) เพราะถ้าไม่มี Scoring แบบลึก ข้อเสนอที่ AI ส่งออกไปก็ยังเป็นแค่ Mass Offer ที่หว่านกว้าง ไม่ได้ใช้ Data อย่างฉลาดจริงๆ
3. RetailMatter: ผู้ช่วยผู้จัดการร้านแบบ Real-time
ในโลกค้าปลีก ลูกค้าเปลี่ยนเร็วมาก พฤติกรรมเมื่อ 3 เดือนก่อนอาจใช้ไม่ได้กับเดือนนี้ โดยเฉพาะช่วงปลายปีอย่างพฤศจิกายน–ธันวาคม ที่มีทั้ง Singles’ Day, Black Friday, 12.12 และปีใหม่
RetailMatter ถูกออกแบบมาให้ “คนหน้าร้านใช้ได้จริง” แบบ Self-Serve ไม่ต้องเป็น Data Scientist ก็ถามคำถามกับ Data ได้
ฟีเจอร์หลักที่น่าสนใจ:
- AI Categorization – ให้ AI ช่วยจัดกลุ่มลูกค้าอัตโนมัติ เช่น แม่ลูกอ่อน คนทำงานออฟฟิศสายฟินเทค นักเรียน-นักศึกษา สายท่องเที่ยว ฯลฯ จากพฤติกรรมการซื้อจริง
- AI Talk – พูดง่ายๆ คือคุยกับ Data ได้ในภาษาคน เช่น “เดือนนี้ลูกค้ากลุ่มไหนหยุดซื้อไปเยอะสุด” หรือ “โปรโมชันไหนดึงลูกค้าใหม่เข้ามาได้มากสุด”
สำหรับผู้จัดการร้าน/Marketing Manager สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ
- ไม่ต้องรอรีพอร์ตปลายเดือนค่อยรู้ว่าแคมเปญพลาดแล้ว แก้ไม่ทัน
- สามารถปรับการจัดสินค้า หน้าร้าน หรือ Cross-sell บนแคชเชียร์ได้แทบ Real-time
- เชื่อมต่อกับระบบ CRM / Point-of-Sale / ระบบสมาชิก เพื่อออกแบบ Journey ลูกค้าตั้งแต่เข้าห้างจนจบการซื้อ
ถ้าคุณทำร้านแฟชั่น SME ซัก 5–10 สาขา คุณอาจใช้ RetailMatter เพื่อดูได้เลยว่า:
- ลูกค้าที่ซื้อบ่อยใน Q2 หายไปเท่าไรใน Q3–Q4
- กลุ่มไหนมีโอกาสกลับมา ถ้าใช้คูปอง หรือส่งแคมเปญแนะนำสินค้าใหม่
นี่คือพื้นฐานของการยกระดับ ประสบการณ์ลูกค้า (Customer Experience) ด้วย AI ที่เชื่อมโยงกับหัวข้อใหญ่ของซีรีส์เราโดยตรง
4. PromoMatter: เลิกเผาเงินกับโปรโมชันที่ไม่ทำกำไร
โปรโมชันคือหลุมดำงบประมาณที่หลายแบรนด์ไม่กล้าส่อง เพราะรู้แค่ว่า “ยอดขายขึ้น” แต่ไม่รู้ว่ากำไรหายไปแค่ไหน
PromoMatter ถูกออกแบบมาเป็น “เครื่องคิดกำไรโปรโมชันแบบละเอียด” ไม่ใช่แค่วัดยอดขาย แต่เชื่อมกับต้นทุนและพฤติกรรมลูกค้าแบบลึก
สิ่งที่ PromoMatter ช่วยได้ เช่น
- เจาะว่าโปรไหน เพิ่มยอดแต่กินกำไร กับโปรไหนทั้ง ดึงลูกค้าใหม่ + กระตุ้นลูกค้าเดิม แบบยังมีกำไร
- เปรียบเทียบแคมเปญกับคู่แข่งในตลาดเดียวกัน เพื่อดูว่าเรา “ลดแรงเกินจำเป็น” แค่ไหน
- วิเคราะห์ผลกระทบต่อสต็อก เช่น โปรไหนทำให้เกิด Dead Stock หลังจบแคมเปญ
สำหรับธุรกิจค้าปลีกไทยที่กำลังทำ AI สำหรับ Dynamic Pricing หรือระบบคูปองในแอป ถ้าไม่มีเลเยอร์วิเคราะห์ระดับนี้ งบโปรโมชันจะบานไม่รู้ตัว และลูกค้าอาจชินกับการ “รอโปรแรงเท่านั้นค่อยซื้อ” ซึ่งระยะยาวไม่ดีต่อแบรนด์เลย
เป้าหมายที่ EGG Digital วางไว้คือช่วยลูกค้าธุรกิจให้ ยอดขายโต 3–6% และ เวลาวิเคราะห์ข้อมูลลดลง 3 เท่า ถ้ามองจากประสบการณ์ทำงาน Analytics จริง ตัวเลขนี้ถือว่าอยู่ในโซนที่ “ทำได้ถ้าองค์กรยอมเปลี่ยนวิธีคิดและวิธีทำงานกับ Data” ไม่ใช่ตัวเลขฝันลอยๆ
Human Intelligence ยังสำคัญ: AI เป็น Co‑pilot ไม่ใช่หัวหน้า
แม้ GenAI และ Agentic AI จะเก่งขึ้นมาก แต่ EGG Digital ก็ย้ำชัดว่า Human Intelligence ยังเป็นจิ๊กซอว์สำคัญ โดยเฉพาะในบริบทไทยที่วัฒนธรรม ลูกเล่นทางการตลาด และสภาพเศรษฐกิจซับซ้อนกว่าที่ AI จะเข้าใจเองทั้งหมด
ข้อมูลในงานระบุว่า 75% ของงาน Analytics ในอนาคตจะถูกขับเคลื่อนด้วย GenAI แต่การตีความว่า “ตัวเลขแบบนี้ควรเดินเกมธุรกิจแบบไหน” ยังต้องพึ่งคนอยู่ดี
The Matter Suite จึงออกแบบมาในบทบาทของ “Co‑pilot” ไม่ใช่ “Auto‑pilot” คือ
- มีโหมด Self-Serve ให้ทีมการตลาด/ทีมหน้าร้านใช้เองได้
- มีโหมด Customizable + ทีมผู้เชี่ยวชาญ ของ EGG Digital มาช่วยออกแบบ Use Case ให้เหมาะกับธุรกิจไทยแต่ละประเภท
สำหรับ SME ที่กำลังสนใจ AI สิ่งที่ควรโฟกัสไม่ใช่แค่ว่า “AI ทำอะไรได้บ้าง” แต่คือ
- ทีมคุณพร้อมแค่ไหนที่จะใช้ Insight ตัดสินใจจริง ไม่ใช่แค่ดูแล้วจบ
- ข้อมูลคุณสะอาดและเชื่อมกันดีพอหรือยัง ระหว่าง POS, ระบบสมาชิก, Online Store, Social Commerce
- คุณมีคนที่เข้าใจทั้งธุรกิจและ Data พอที่จะถาม AI ให้ถูกคำถามหรือยัง
AI ทำให้หลายอย่างง่ายขึ้น แต่ถ้า Human Intelligence ไม่พร้อม AI ก็กลายเป็นแค่ของเล่นราคาแพงได้เหมือนกัน
แล้วค้าปลีกไทยควรเริ่มยังไงกับ Agentic AI & 720° Data?
ถ้าจะมอง The Matter Suite ในมุมคนทำธุรกิจ สิ่งที่น่าสนใจคือมัน ต่อยอดจากสิ่งที่ค้าปลีกไทยมีอยู่แล้ว ไม่ได้บังคับให้เริ่มจากศูนย์ เพียงแต่ต้องจัดลำดับขั้นให้ดี
แนวทางเริ่มต้นแบบเป็นขั้นสำหรับ SME / รีเทลไทย
-
เช็กก่อนว่ามี Data อะไรอยู่แล้ว
ระบบ POS, CRM, สต็อก, ข้อมูลสมาชิก, ข้อมูลจาก Line OA ทั้งหมดนี้คือทองคำดิบ รวบรวมให้อยู่ในที่เดียวกันก่อน -
เลือก Pain Point เดียวที่อยากแก้
เช่น ตอนนี้โปรโมชันขาดทุนหนัก ก็เริ่มจาก PromoMatter ถ้ากำลังจะขยายสาขา ก็เริ่มจาก GeoMatter อย่าพยายามทำทุกอย่างพร้อมกัน -
วัดผลแบบชัดๆ เป็นตัวเลข
เช่น ตั้งเป้าว่า “ทดลองใช้ 3 เดือน ต้องลดงบโปรโมชันที่ไม่ทำกำไรได้ 15%” หรือ “ยอดขายสาขาใหม่ต้องไม่ต่ำกว่า benchmark เดิม 10%” -
ให้ทีมได้ลองใช้จริง ไม่ใช่แค่ฝ่ายไอที
ผู้จัดการร้าน ฝ่ายการตลาด ฝ่ายสินค้าต้องได้ใช้ Dashboard/AI Talk ด้วยตัวเอง แล้ว Feedback ว่า Insight แบบไหนช่วยตัดสินใจได้จริง
ถ้าทำครบทั้ง 4 ข้อนี้ คุณจะเริ่มเห็นว่าการใช้ AI และ Data ไม่ได้เป็นเรื่องไกลตัวสำหรับ SME ไทยเลย แถมยังเชื่อมกับแผน Digital Transformation ขององค์กรแบบจับต้องได้มากกว่าการซื้อระบบแพงๆ แล้วไม่มีคนใช้
ปิดท้าย: อนาคตค้าปลีกไทยคือความแม่นยำ ไม่ใช่แค่ความดัง
ทิศทางที่ The Matter Suite วางไว้สอดคล้องกับแนวโน้ม MarTech ปี 2026 ชัดเจนมาก คือเรากำลังผ่านพ้นยุค “มี Big Data แล้วภูมิใจ” ไปสู่ยุค “ใช้ Smart Data + Agentic AI ให้เกิดยอดขายจริงและประสบการณ์ลูกค้าที่ดีขึ้น”
สำหรับซีรีส์ “AI สำหรับธุรกิจค้าปลีกไทย: ยกระดับประสบการณ์ลูกค้า” บทบาทของโซลูชันแบบ The Matter Suite คือเป็น โครงสร้างพื้นฐานด้าน Data & AI ที่ทำให้สิ่งต่างๆ ที่เราคุยกันบ่อยอย่าง
- ระบบแนะนำสินค้าอัจฉริยะ
- การคาดการณ์ความต้องการและบริหารสต็อก
- Dynamic Pricing และโปรโมชันเฉพาะบุคคล
- Chatbot ภาษาไทยที่เข้าใจบริบทลูกค้า
ไม่ใช่แค่ไอเดียบนสไลด์ แต่เป็นสิ่งที่ร้านค้าปลีกไทยทุกขนาดทำได้จริง
คำถามที่เจ้าของกิจการและผู้บริหารควรถามตัวเองในช่วงปลายปี 2025 ก่อนก้าวสู่ปี 2026 คือ:
วันนี้คุณใช้ Data เพื่อ “ดูย้อนหลัง” หรือใช้เพื่อ “ตัดสินใจล่วงหน้า” แล้ว?
ถ้าคำตอบยังเป็นแบบแรก นี่อาจเป็นจังหวะดีที่จะเริ่มคุยเรื่อง Agentic AI และ Data 720 องศาอย่างจริงจัง เพื่อให้ปี 2026 ไม่ใช่อีกหนึ่งปีที่งบโปรโมชันและการขยายสาขาเป็นแค่การลองผิดลองถูก แต่เป็นปีที่ AI ทำงานหนักแทนคุณ และทีมของคุณใช้เวลาไปกับการออกแบบประสบการณ์ลูกค้าที่ดีขึ้นจริงๆ